ปรับตั้งโหมดกล้อง ให้ได้ดังใจ
สวัสดีครับ สำหรับ Know-how ฉบับนี้ผมก็มีเคล็ดลับดีๆ มานำเสนออีกเช่นเคย ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ตามมาดูกันเลยครับ
วันนี้เราจะพูดกันถึงเรื่องเบสิคของการควบคุมกล้องดิจิตอลแบบ SLR กันครับ (กล้องคอมแพคบางรุ่นและกล้องกึ่ง SLR ก็สามารถนำไปใช้งานได้) คือเรื่องของการเลือกใช้โหมดต่างๆ ในการถ่ายภาพ กล้องดิจิตอลแบบ SLR เกือบทุกรุ่นในท้องตลาด จะมาพร้อมกับโหมดต่างๆ ให้เลือกใช้งานมากมาย ตามสถานการณ์และวัตถุประสงค์ของการถ่ายภาพ โดยทั่วไปแล้ว การปรับเลือกโหมดจะทำผ่านปุ่มหมุนด้านบนของตัวกล้อง ซึ่งโหมดเหล่านี้โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามลักษณะการใช้งานคือ
โหมดอัตโนมัติ
สังเกตง่ายๆ ที่ตัวปุ่มจะเป็นรูปสัญลักษณ์ตามลักษณะการถ่าย เช่น ไอคอนรูปผู้หญิง หมายถึง โหมดการถ่ายภาพบุคคลหรือที่เรียกกันว่า Portrait นั่นเอง รูปคนวิ่ง คือโหมดการถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหว เช่นงานกีฬา รูปภูเขา หมายถึงโหมดการถ่ายภาพทิวทัศน์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมสีเขียว นั่นหมายถึง โหมดอัตโนมัติแบบเต็มรูปแบบ ใช้ได้กับการถ่ายภาพทั่วๆไป สำหรับโหมดอัตโนมัติเหล่านี้ โดยปกติแล้วผมจะไม่แนะนำให้ใช้งานครับ (อันที่จริงผมไม่เคยใช้เลย) ด้วยเหตุผลหลักๆ ก็คือ? มันไม่สนุก ครับ เนื่องจากว่า โหมดอัตโนมัติเหล่านี้ เมื่อเราเลือกใช้กล้องมันจะคิดทุกอย่างแทนหมด ไม่เปิดโอกาสให้ปรับตั้งค่าอะไรได้เอง แถมบางครั้งยังยิงแฟลชพร่ำเพรื่ออีกต่างหาก ทำให้ภาพถ่ายออกมาแข็งๆ ทื่อๆ ดูไร้อารมณ์ โหมดอัตโนมัตินี้จึงเหมาะสำหรับคนที่ถ่ายภาพไม่เป็นมายืมกล้องเราไปใช้ แล้วเราไม่มีเวลาสอน ก็ปรับเป็นโหมดเหล่านี้ให้เค้าไป นอกนั้นในสถานการณ์อื่นๆ ควรหลีกเลี่ยงดีกว่าครับ

โหมดกึ่งอัตโนมัติ
โหมดกึ่งอัตโนมัติ จะใช้ตัวอักษรเป็นสัญลักษณ์แทนโหมดต่างๆ โดยปกติแล้วไม่ว่ากล้องรุ่นไหนๆ ก็จะใช้อักษรตัวเดียวกัน เช่น โหมด P แทนโหมดการใช้งานแบบอัตโนมัติ แต่ผู้ใช้สามารถเลือกปรับค่าต่างๆ เองได้ หากไม่พอใจค่าที่กล้องเลือกมา โหมด A (หรือ Av ของแคนนอน) ใช้สำหรับการควบคุมรูรับแสง โหมด S (หรือโหมด Tv ของแคนนอน) ใช้สำหรับควบคุมค่าความเร็วชัตเตอร์ ที่เราเรียกโหมดเหล่านี้ว่ากึ่งอัตโนมัติก็คือ หากเราเลือกใช้โหมดใด มันจะสามารถปรับค่าต่างๆ ได้แค่ค่าเดียวเท่านั้น ส่วนอีกค่าหนึ่งคอมพิวเตอร์ในกล้องจะคำนวณและเลือกให้เราเอง (ไม่สามารถปรับค่าพร้อมๆกันได้) เช่น หากเราใช้โหมด A จะสามารถควบคุมหน้ากล้อง (รูรับแสง) ได้อย่างอิสระ แต่ค่าความเร็วชัตเตอร์ กล้องจะเป็นคนเลือกให้เราเองตามค่าแสงที่ปรับไว้ในตอนนั้นให้สัมพันธ์กัน เป็นต้น

โหมดปรับตั้งเอง หรือโหมดแมนวล (M)
เป็นโหมดที่มีพื้นฐานมาจากกล้องฟิลม์ในสมัยก่อน ที่กล้องยังไม่มีระบบกลไกทำหน้าที่คิดคำนวณได้เหมือนในปัจจุบัน สำหรับโหมดนี้ก็ตามชื่อครับ คือเราต้องเป็นคนควบคุมค่าต่างๆ ด้วยตัวเอง ทั้งรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ เรียกได้ว่าเป็นโหมดที่วัดฝีมือของช่างภาพโดยเฉพาะเลย (เพราะหมดสิทธิ์อ้างว่ากล้องปรับค่านั่นค่านี่ให้) โหมดนี้เหมาะสำหรับใช้ในการถ่ายภาพที่ต้องการควบคุมค่าทุกอย่าง เพื่อใช้สร้างสรรค์งานด้วยตัวเองครับ
นักถ่ายภาพมือฉมังทุกคนคงจะรู้จักการใช้งานโหมดต่างๆ เหล่านี้ดีอยู่แล้ว แต่สำหรับช่างภาพมือใหม่ที่เพิ่งจะก้าวขึ้นมาเล่นกล้องระดับ DSLR อาจจะงงหรือสงสัยว่าควรจะใช้โหมดต่างๆ เหล่านี้ยังไง ในสถานการณ์ไหนดี บางคนตั้งแต่ซื้อกล้องมายังไม่เคยหมุนไปที่โหมด M เลย เพราะกลัวถ่ายมาแล้วเสีย หรือบางคนก็ใช้โหมดผิดๆ ไม่ตรงกับสถานการณ์ในขณะนั้น ดังนั้นลองมาดูคำแนะนำในการเลือกใช้งานในโหมดกึ่งอัตโนมัติและโหมดปรับตั้งเองดูครับ
โหมดกึ่งอัตโนมัติ
P ใช้สำหรับการถ่ายภาพในสถานการณ์ทั่วไป เช่น เดินเล่นชิลๆ ในเมือง ถ่ายวิวทิวทัศน์ แนวๆ สตรีท เพราะโหมดนี้ กล้องจะทำหน้าที่เป็น? พี่เลี้ยง คอยปรับชดเชยค่าต่างๆ ให้ เช่น หากเราปรับค่ารูรับแสงขึ้นหรือลง กล้องก็จะชดเชยค่าความเร็วชัตเตอร์เพื่อให้ได้แสงเท่าเดิม หากเราปรับค่าความเร็วชัตเตอร์ขึ้นหรือลง กล้องก็จะชดเชย (หรือที่เรียกว่า? ชิฟท์ ) ค่ารูรับแสงให้เช่นเดียวกัน ดังนั้นโหมดนี้จึงทำให้เรามีเวลาสนใจแต่ตัวแบบหรือสิ่งที่เราจะถ่ายมากขึ้น ไม่ต้องคอยมาพะวงกับค่าต่างๆ มากเกินไปนัก โดยปกติแล้ว ผมก็ใช้โหมดนี้ค่อนข้างบ่อยเหมือนกันครับ
Av หรือ A เป็นโหมดที่เรากำหนดรูรับแสงเองได้ โหมดนี้ คือการเล่นกับ? ความคมชัด นั่นเอง ดังนั้นภาพที่เหมาะกับการใช้โหมดนี้ก็คือ ภาพที่ต้องการให้ชัด (หรือให้เบลอ) เช่นถ่ายสาวประเภทหน้าชัดหลังเบลอ (หรือหน้าเบลอหลังชัด ถ้านางแบบไม่สวย อิอิ) ถ่ายวิวทิวทัศน์ให้ชัดทั่วทั้งภาพ หรือจะปรับไว้เป็นค่าดั้งเดิมตลอดเวลาเลยก็ได้ ช่างภาพหลายๆ คนที่ผมรู้จักก็มักจะปรับค่านี้ไว้ตลอด

Tv หรือ S เป็นโหมดที่เรากำหนดค่าความเร็วของชัตเตอร์เองได้ โหมดนี้ คือการเล่นกับ? เวลา นั่นเอง ภาพที่เหมาะกับการใช้โหมดนี้ก็คือ สถานการณ์ที่ต้องการหยุดการเคลื่อนไหว (หรือทำให้เห็นการเคลื่อนไหว) เช่น ภาพถ่ายน้ำตกหรือทะเลที่มองเห็นเป็นสายๆ ดูนุ่มนวล (เกิดจากการปรับค่าความเร็วชัตเตอร์ให้ต่ำลง) ภาพรถหรือคนวิ่งที่มองเหมือนนิ่งอยู่กับที่ (เกิดจากการปรับความเร็วชัตเตอร์สูงๆ) ในสถานการณ์อื่นๆไม่นิยมปรับใช้เท่าใดนัก เพราะโดยปกติแล้ว เรามักจะให้ความสำคัญของความคมชัด (ชัดลึก-ชัดตื้น) ในภาพมากกว่าจะมาคำนึงถึงการหยุดการเคลื่อนไหว แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่ความต้องการของช่างภาพด้วยครับ

โหมดปรับตั้งเอง
M ย่อมาจาก Manual คือเราเป็นคนกำหนดค่ารูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์เองทั้งหมด โหมดนี้จึงเหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่เรามีเวลามานั่งคำนวณค่าต่างๆ เพื่อให้ภาพออกมาได้ตามที่ต้องการ โดยที่ไม่มีกล้องมาเกี่ยวข้อง เรียกได้ว่าการใช้งานโหมดนี้เป็นโหมดที่วัดกึ๋นของช่างภาพเลยทีเดียว เพราะช่างภาพเก่งๆ บางคน จะประมาณค่าแสงตามที่ตัวเองต้องการได้แม่นกว่ากล้องเสียอีก ทำให้เค้าสามารถถ่ายภาพออกมาได้อย่างที่ใจคิดได้ โดยที่ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกับกล้อง การใช้งานโหมดนี้จึงเหมาะสำหรับใช้ฝึกฝน เพื่อให้เข้าใจในเรื่องของแสงได้ดีขึ้น หรือจะใช้ในการถ่ายภาพที่ระบบวัดแสงในกล้องทำงานได้ไม่ค่อยดีนัก เช่น การถ่ายพลุ หรือถ่ายภาพดวงดาวหรือทิวทัศน์ยามค่ำคืน เป็นต้น และเนื่องจากโหมดนี้ต้องใช้เวลาในการปรับตั้งค่าต่างๆ เอง ทำให้ไม่ค่อยเหมาะสำหรับการเดินถ่ายหรือสถานการณ์เฉพาะหน้า เพราะอาจได้ภาพที่มืดหรือสว่างเกินไปได้
สำหรับคำแนะนำในการเลือกใช้งานโหมดต่างๆ ของกล้องก็คงมีเบื่องต้นเพียงเท่านี้ก่อน ช่างภาพมือใหม่ทุกๆ คนควรลองปรับใช้งานให้ครบทุกโหมด เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยนะครับ อย่าไปกลัว เพราะหากเราไม่ลองใช้งานโหมดเหล่านี้เลย ใช้แต่โหมดอัตโนมัติ นอกจากจะไม่คุ้มกับค่ากล้องที่ลงทุนซื้อไปแล้ว (ใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ) ยังทำให้ฝีมือการถ่ายภาพของเราพัฒนาช้าอีกด้วยครับ ^^











