รู้จักกับ iPhone 3G
หลังจากที่ iPhone สร้างกระแสสมาร์ทโฟนที่ล้ำสมัย ส่งผลให้ค่ายแอปเปิ้ล ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่าเป็นแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลต่อผู้ใช้ในช่วงไม่ถึงปีที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางในเรื่องของตัวเครื่องที่ดูดี ใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และฟังก์ชั่นการทำงานที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และจนถึงวันนี้ แอปเปิ้ลก็ได้ส่ง iPhone รุ่นที่ 2 ที่เรียกกันติดปากว่า iPhone 3G ซึ่งมาพร้อมกับเฟิร์มแวร์ 2.0 ที่พกพาคุณสมบัติใหม่ๆ อย่างการรองรับเครือข่ายระบบ 3G มีระบบ GPS ในตัว เน้นการใช้งานในผู้ใช้ระดับองค์กรมากขึ้น รวมถึงการใช้แอพพลิเคชั่นที่สร้างจากบรรดา third-party ที่ทางแอปเปิ้ลหวังว่าจะช่วยให้ iPhone มีความหลากหลายและตอบโจทย์การใช้งานได้มากขึ้นกว่าเดิม
เกาะกระแส iPhone
นับตั้งแต่แอปเปิ้ลเปิดเผยว่าจะมีการเปิดจำหน่าย iPhone 3G ในวันที่ 11 กรกฎาคม ใน 20 ประเทศ และอีก 20 ประเทศภายในเดือนสิงหาคม และจะครบทั้ง 72 ประเทศภายในสิ้นปีนี้ (เสียดายที่ไม่มีบ้านเรารวมอยู่ด้วย) กระแสการตอบรับจากบรรดาสาวก iPhone ทั้งรุ่นใหม่ รุ่นเก่า ที่ต่างมาเข้าคิวรอซื้อ บ้างถึงขั้นจับจองพื้นที่หน้า Apple Store เพื่อนั่งรอ นอนรอ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับตลาดสมาร์โฟนให้กลับมาคึกคักอีกครั้งและก็ยิ่งเป็นที่ฮือฮามากขึ้น เมื่อทางแอปเปิ้ลออกมาประกาศว่าภายใน 3 วันแรกที่เปิดจำหน่าย ยอดจำหน่าย iPhone 3G พุ่งทะลุถึงล้านเครื่อง (แต่ก็มีข่าวแว่วออกมาว่าจริงๆแล้วอาจจะเป็นตัวเลขที่แอปเปิ้ลขายให้กับผู้ให้บริการมือถือในแต่ละประเทศ ไม่ใช่ตัวเลขที่ขายจริงให้กับผู้ใช้) ทำให้ iPhone ไม่พอจำหน่ายและขาดตลาด บริษัท Foxconn ในประเทศไต้หวันที่แอปเปิ้ลจ้างผลิตตัวเครื่อง จึงต้องเร่งผลิต iPhone ให้ได้ประมาณ 800,000 เครื่องต่ออาทิตย์กันเลยทีเดียว และพุ่งเป้าไปถึง 40 ล้านเครื่องภายในปีนี้
ซึ่งจุดนี้เองที่กลายเป็นประเด็นในเรื่องของการควบคุมและตรวจสอบคุณภาพในการผลิตที่อาจจะลดน้อยลง เนื่องจากต้องเร่งการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ และแน่นอนว่าย่อมไม่ส่งผลดีเท่าใดนักกับผู้บริโภค ในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น iPhone 3G ก็ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ คือ เพิ่มเสียงชัตเตอร์ให้ดังเป็นพิเศษเมื่อหยิบขึ้นมาถ่ายรูป (แม้จะปิดเสียงหรือเข้าโหมด silent ไว้ก็ตาม) เพื่อป้องกันพวกโรคจิตที่ชอบแอบถ่ายใต้กระโปรงในที่สาธารณะ
iPhone 3G มีอะไรใหม่

เริ่มตั้งแต่การดีไซน์ที่ดูผิวเผินแล้วอาจจะคล้ายกับ iPhone รุ่นแรก ขนาดหน้าจอเท่าเดิม ปุ่มควบคุมต่างๆเหมือนเดิม ต่างตรงที่ด้านหลังเปลี่ยนเป็นพลาสติกแทน ไม่ใช้อลูมิเนียมแบบรุ่นก่อน ซึ่งทางแอปเปิ้ลให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องลดส่วนประกอบที่เป็นโลหะลงเพื่อให้รับสัญญาณโทรศัพท์และสัญญาณ GPS จากดาวเทียมได้ดีขึ้นนั่นเอง สำหรับอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นนี้ ไม่มี Station Dock มาให้ ต้องซื้อเพิ่มเอง ทีนี้มาดูที่คุณสมบัติใหม่ๆที่เพิ่มเข้ามาในเวอร์ชั่นนี้กันบ้าง
เทคโนโลยี 3G
iPhone 3G ใช้เทคโนโลยีโปรโตคอล HSDPA/UMTS ซึ่งช่วยให้การดาวน์โหลดไฟล์ที่แนบมากับเมล์และเว็บเพจทำได้รวดเร็วเกือบสามเท่าเมื่อเทียบกับการโหลดผ่าน EDGE สามารถสลับไปใช้ EDGE, 3G หรือ Wi-Fi ได้ แล้วแต่ว่าเครือข่ายไหนที่สามารถใช้ได้เร็วที่สุดในขณะนั้น แต่ก็ทำให้หลายคนเป็นห่วงว่าการใช้ 3G นี้อาจจะทำให้แบตเตอรีหมดเร็วขึ้น ซึ่งทางแอปเปิ้ลเองก็เล็งเห็นถึงจุดนี้เช่นกัน iPhone รุ่นใหม่จึงถูกออกแบบให้ใช้เทคโนโลยีการจัดการพลังงานที่ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อน โดยช่วยให้รับสายได้นานต่อเนื่องถึง 5 ชั่วโมงบนเครือข่าย 3G ส่วนในพื้นที่ที่ยังไม่มีเครือข่าย 3G ก็จะทำงานเป็นระบบปกติเหมือน iPhone รุ่นเดิม สำหรับ iPhone 3G รุ่นนี้จะรองรับเครือข่าย 3G บนคลื่นความถี่ 850, 1900 และ 2100 MHz.
ระบบ GPS ที่ทำงานร่วมกับ Maps

iPhone 3G มีตัวรับสัญญาณ GPS จากดาวเทียม และเพิ่มระบบ A-GPS (Assisted GPS) เพื่อช่วยเหลือการทำงานของ GPS ให้ทำงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น กล่าวคือระบบ GPS ปกติจะใช้สัญญาณบอกตำแหน่งของดาวเทียมชุดที่อยู่ใกล้ที่สุดมาระบุ แต่เมื่อต้องเข้าไปอยู่ภายในตัวตึกหรืออาคาร จะไม่สามารถรับสัญญาณดาวเทียมได้แรงหรือชัดเจนพอก็จะหันไปใช้ข้อมูลตำแหน่งเสาส่งสัญญาณของเครือข่ายโทรศัพท์มาประกอบเหมือนที่ใช้ใน Google Maps บน iPhone ที่ไม่ใช่ 3G นอกจากนี้ยังอาจใช้การดาวน์โหลดข้อมูลตำแหน่งดาวเทียมเพิ่มจากเครือข่ายอื่นๆที่หาได้เช่น Wi-Fi,เครือข่ายโทรศัพท์ 3G หรือ EDGE ซึ่งก็ช่วยให้กำหนดตำแหน่งที่อยู่ของเราได้เร็วกว่าการรอสัญญาณ GPS เพียงอย่างเดียว
สำหรับการใช้งาน GPS ร่วมกับ Maps ของ Google ใน iPhone 3G ช่วยให้ระบุตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันได้ ใช้ค้นหาสถานที่ ใช้ในการค้นหาเส้นทางและสั่งนำทาง หรือใช้ดูสภาพการจราจรได้
Enterprise คุณสมบัติสำหรับลูกค้าในระดับองค์กร
โดยคุณสมบัติใหม่ในเฟิร์มแวร์ 2.0 ของ iPhone ทั้งรุ่น 3G และรุ่นเดิม จะเน้นคุณสมบัติใหม่ๆสำหรับลูกค้าในระดับองค์กรขนาดใหญ่หรือ Enterprise ไม่ว่าจะเป็นการ Sync ข้อมูลกับ Microsoft Exchange บริการผลัก (push) ข้อมูล email, contacts และ calendars จากเซิร์ฟเวอร์ไปยัง iPhone และคอมพิวเตอร์ การสนับสนุนโปรโตคอล IPsec สำหรับเข้ารหัสข้อมูลเพื่อเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายในองค์กร รวมทั้งเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐาน WPA2 Enterprise กับ 802.1x เพื่อให้ผู้ใช้ในระดับองค์กรสามารถใช้งาน iPhone ผ่านเครือข่าย Wi-Fi ได้อย่างปลอดภัยขึ้นนอกจากนี้ยังอำนวยความสะดวกให้กับผู้ดูแลระบบเข้าไปตั้งค่าต่างๆใน iPhone ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ password policies, การตั้งค่า VPN, ตั้งค่าเมล์เซิร์ฟเวอร์ ฯลฯ รวมถึงแม้กระทั่งการให้ผู้ดูและระบบสามารถสั่ง romote wipe หรือลบข้อมูลทิ้งทั้งเครื่องจากระยะไกลผ่านเครือข่ายได้ (เช่นกรณีเครื่องถูกขโมย)
AppStore แอพพลิเคชั่นสำหรับ iPhone รวมอยู่ที่นี่ที่เดียว
แหล่งรวมแอพพลิเคชั่นที่เปิดให้ดาวน์โหลด (มีทั้งเสียเงินและก็ฟรี) มากกว่า 1,000 แอพพลิเคชั่น โดยนักพัฒนาจากทั่วโลกที่เขียนโปรแกรมด้วยระบบ SDK (Software Development Kit) สำหรับเครื่องที่เป็นเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่น 2 ขึ้นไป ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นคนชอบดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม แชทกับเพื่อน ฯลฯ ก็มีทุกอย่างให้เลือกบน Appstore สำหรับแอพพลิเคชั่นเหล่านี้จะถูกออกแบบมาให้เหมาะกับเทคโนโลยีของ iPhone เช่น เกมที่ทำงานกับระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว (Accelerometer) เช่น Monkey Ball หรือ Ebay การประมูลที่ทำได้ง่ายๆเพียงใช้ปลายนิ้วสัมผัส หรือแม้แต่ Shazam ที่เพียงคุณเปิดโปรแกรมให้ ฟัง เพลงที่เปิดอยู่สัก 10 วินาที มันก็จะนำข้อมูลเสียงส่งกลับไปเซิร์ฟเวอร์ และตอบกลับมาได้ทันทีว่าเพลงนั้นชื่ออะไร ใครร้อง อยู่ในอัลบั้มใด
MobileMe เชื่อมข้อมูลถึงกัน
?
การใช้ iPhone 3G ในเมืองไทย
เครื่องที่นำมาใช้กับบ้านเรา ต้องทำให้เครื่องใช้งานได้ (Activate), ติดตั้งโปรแกรมได้ (Jailbreak) รวมถึงทำให้โทรออกได้ (Unlock) เสียก่อน และถ้าเป็นเครื่องที่หิ้วจากประเทศที่ปลดล็อคให้ใช้ซิมอื่นโทรออกได้เลยอย่าง ออสเตรเลีย, ฮ่องกง (โซนเอเชีย) ก็ทำแค่ jailbreak และ activate ก็พอ ส่วนเครื่องที่หิ้วมาจากอเมริกา, อังกฤษ, ญี่ปุ่น เป็นต้น ต้องใช้ซิมพิเศษเพื่อ unlock ให้โทรออกได้
สำหรับทิศทางเครือข่าย 3G ในเมืองไทยที่ตอนนี้ยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าใดนัก และปัจจุบันยังไม่มีผู้ให้บริการรายใดที่ได้รับใบอนุญาตให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ 2100 MHz. จึงมุ่งพัฒนา 3G บนคลื่นความถี่เดิมที่มีอยู่ไปก่อน ซึ่งพอนำมาสรุปได้ดังนี้- ดีแทค ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ 3G บนคลื่นความถี่เดิมคือ 850 MHz. ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนของการขอนำเข้าอุปกรณ์ 3G และคาดว่าจะใช้เครือข่าย 3G ได้ราวต้นปีถึงกลางปีหน้า
- ทรูมูฟ เพิ่งได้รับอนุมัติให้ใช้ 3G คลื่นความถี่เดิมของ กสท. คือ 850 MHz. ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการขอนำเข้าอุปกรณ์ 3G เช่นเดียวกับดีแทค
- ไทยโมบายของทีโอที-กสท. ก็ยังไม่มีความชัดเจนในการพัฒนา 3G บนคลื่นความถี่ 1900 MHz. เช่นกัน เนื่องจากทาง กทช. อาจจะเรียกคืนความถี่นี้มาประมูลใหม่ ซึ่งก็คงได้ข้อสรุปภายใน 1 ธันวาคมนี้
- เอไอเอส ซึ่งได้สัมปทาน 3G บนคลื่นความถี่ 900 MHz. ไปแล้ว ซึ่งไม่สามารถใช้กับ iPhone 3G ได้นั้น แต่ก็มีข่าวว่าทางเอไอเอสอาจจะขอเช่าใช้โครงข่ายของไทยโมบายอีกทอดหนึ่งเพื่อแลกกับโครงข่ายที่ทั่วถึง รวมทั้งรองรับลูกค้าที่จะใช้งาน iPhone 3G ด้วย
สามารถนำ iPhone 3G ไปใช้ต่างประเทศที่ใช้เครือข่าย 3G เช่น ญี่ปุ่นได้ทันที โดยการโรมมิ่งกับผู้ให้บริการเครือข่ายในประเทศนั้น (ค่าบริการโรมมิ่งแล้วแต่ผู้ให้บริการที่ใช้อยู่)
การใช้งาน GPS ร่วมกับ Maps ของ Google ใน iPhone 3G ที่หลายคนยังบ่นอุบว่ายังใช้งานได้ไม่ดีนัก ซึ่งก็คงอีกระยะหนึ่งกว่าจะได้เห็นการใช้งานอย่างเต็มที่ในบ้านเรา ในระหว่างนี้เราก็อาจจะหาโปรแกรมเสริมมาใช้ไปก่อน อย่าง Maps Offline ที่ใช้ดูแผนที่โดยไม่ต้องต่อเน็ต (ปัจจุบันมีแผนที่กรุงเทพและเชียงใหม่แล้ว) หรือใช้ POI ซึ่งไม่มีให้มา แต่ก็น่าจะทำเพิ่มในอนาคตหรือดึงจากคนอื่นที่ปักหมุดไว้มาใช้แทน
เฟิร์มแวร์ 2.0 ทั้งใน iPhone 3G และ iPhone รุ่นเดิม รองรับการอ่านภาษาไทยได้ แต่พิมพ์ไทยไม่ได้ (ไม่มีคีย์บอร์ดภาษาไทย) ซึ่งก็ต้องรอนักพัฒนาคนไทยจัดทำขึ้นมา ข่าวดีก็คือ ตอนนี้มีคีย์บอร์ดภาษาไทยที่รองรับเฟิร์มแวร์ 2.0 ให้ใช้กันแล้ว
สุดท้ายนี้ก็เป็นคงเป็นหน้าที่ของเราๆท่านๆที่ต้องตัดสินใจเองว่า ค่าตัวสามหมื่นต้นๆ แลกกับฟีเจอร์ใหม่ (หลายอย่างที่ยังใช้ไม่ได้ในบ้านเรา อย่างน้อยก็ต้องรอผู้ให้บริการเครือข่ายติดตั้งระบบ 3G ทั่วประเทศอีกไม่น้อยกว่า 1 ปี) นั้นคุ้มกับการที่จะไขว่คว้าหามาเป็นเจ้าของหรือไม่










