<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Digital, Lifestyle and more &#187; Smart English</title>
	<atom:link href="http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dplusmag.com</link>
	<description>Digital Lifestyle magazine</description>
	<lastBuildDate>Wed, 05 Oct 2011 04:36:26 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>Academic degree คำศัพท์เกี่ยวกับระดับการศึกษาน่ารู้</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/academic-degree-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/academic-degree-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Jul 2011 10:44:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tkorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=9583</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ช่วงเดือนมิถุนายนนี้เป็นเดือนที่สถานศึกษาต่างๆทั่วประเทศทยอยกันเปิดภาคเรียน เหล่าพี่ๆนิสิตนักศึกษาต่างก็ต้องเตรียมพร้อมเข้าสู่มหาลัยกันบ้างหลังจากที่ปล่อยให้น้องๆนักเรียนกลับเข้าโรงเรียนกันไปหมดแล้วเมื่อเดือนก่อนหน้านี้  เป็นที่ทราบกันดีว่า ระดับการศึกษาในแต่ละประเทศทั่วโลกนั้นมีการแบ่งแยกที่แตกต่างกันออกไปในทุกระดับ คือทั้งประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา Smart English ฉบับนี้ผมจะขอหยิบยกคำศัพท์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวุฒิการศึกษาในระดับอุดมศึกษามาอธิบายให้ได้ทราบกันเพิ่มเติมกันครับ

อย่างแรกคือ Bachelor’s Degree (ออกเสียงว่า แบช-เชอะ-เลอร์) หรือปริญญาตรี ควรจำไว้ว่า ที่ถูกต้องคือจะต้องมี “ ’s ” กำกับหลังคำว่า Bachelor เสมอเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ เพราะคำว่า Bachelor คำเดียวนั้นแปลว่า “บัณฑิต” ดังนั้นคำนี้จึงมีความหมายว่าปริญญาของบัณฑิต ทำนองเดียวกับ Valentine’s Day วัน(ของนักบุญ)วาเลนไทน์ Teacher’s Day ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Facademic-degree-%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%25a8%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%2597%25e0%25b9%258c%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b1.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p style="text-align: justify;">ช่วงเดือนมิถุนายนนี้เป็นเดือนที่สถานศึกษาต่างๆทั่วประเทศทยอยกันเปิดภาคเรียน เหล่าพี่ๆนิสิตนักศึกษาต่างก็ต้องเตรียมพร้อมเข้าสู่มหาลัยกันบ้างหลังจากที่ปล่อยให้น้องๆนักเรียนกลับเข้าโรงเรียนกันไปหมดแล้วเมื่อเดือนก่อนหน้านี้  เป็นที่ทราบกันดีว่า ระดับการศึกษาในแต่ละประเทศทั่วโลกนั้นมีการแบ่งแยกที่แตกต่างกันออกไปในทุกระดับ คือทั้งประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา Smart English ฉบับนี้ผมจะขอหยิบยกคำศัพท์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวุฒิการศึกษาในระดับอุดมศึกษามาอธิบายให้ได้ทราบกันเพิ่มเติมกันครับ<span id="more-9583"></span><img class="size-full wp-image-9582 aligncenter" title="sm95-1" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2011/07/sm95-1.png" alt="sm95-1" width="500" height="215" /><br />
<img class="size-full wp-image-9584 aligncenter" title="sm95-4" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2011/07/sm95-4.png" alt="sm95-4" width="500" height="305" /><br />
อย่างแรกคือ Bachelor’s Degree (ออกเสียงว่า แบช-เชอะ-เลอร์) หรือปริญญาตรี ควรจำไว้ว่า ที่ถูกต้องคือจะต้องมี “ ’s ” กำกับหลังคำว่า Bachelor เสมอเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ เพราะคำว่า Bachelor คำเดียวนั้นแปลว่า “บัณฑิต” ดังนั้นคำนี้จึงมีความหมายว่าปริญญาของบัณฑิต ทำนองเดียวกับ Valentine’s Day วัน(ของนักบุญ)วาเลนไทน์ Teacher’s Day วัน(ของ)ครู และ Children’s Day วัน(ของ)เด็กครับ อีกความหมายหนึ่งของ Bachelor ก็คือชายโสด (Single man) หรือชายที่ยังไม่ได้แต่งงาน ส่วนหญิงโสด สาวโสดก็คือ Single lady นั่นเอง คำศัพท์ที่ใช้เรียกนักศึกษาในแต่ละระดับชั้นก็แตกต่างกัน ดังนี้ ปี 1 Freshman (ไม่ใช่ Freshy นะครับ), ปี 2 Sophomore (อ่านว่า โซ-เฟอะ-มอร์), ปี 3 Junior และปี 4 Senior ครับ</p>
<p style="text-align: justify;"><img class="size-full wp-image-9585 aligncenter" title="sm95-2" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2011/07/sm95-2.png" alt="sm95-2" width="417" height="321" /><br />
ต่อมาก็คือ Master’s Degree (ออกเสียงว่า แมสเตอร์ หรือ มาสเตอร์) คือปริญญาโทหรือปริญญามหาบัณฑิต โดยคำว่า Master นอกจากจะแปลว่า “มหาบัณฑิต” หรือผู้สำเร็จปริญญาโทแล้วนั้น ยังมีความหมายอื่นๆอีกหลายคำ เช่น หัวหน้า หรือเจ้านาย อย่างในตอนหนึ่งของหนังสือวรรณกรรมเยาวชนชื่อก้องโลก Harry Potter and the Deathly Hallows (แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมทูต) ที่เจ้าเอลฟ์พูดใส่หน้าเบลลาทริกซ์หัวเกรอะกรังว่า “Dobby has no master. Dobby is a free elf!” (ด๊อบบี้ไม่มีนาย ด๊อบบี้เป็นเอลฟ์อิสระ) ก่อนที่จะช่วยเหลือแฮร์รี่และผองเพื่อนและพาหนีรอดไปได้ อีกความหมายหนึ่งของคำว่า Master ก็คือ ผู้เชี่ยวชาญ หรือมืออาชีพ อย่างในสำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า &#8220;Jack of all trades, master of none&#8221; ซึ่งตรงกับสำนวนไทยว่า “รู้อย่างเป็ด” หมายถึงคนที่เก่งหลายด้าน มีความสามารถหลายเรื่อง แต่ไม่เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งอย่างลึกซึ้ง คำที่มีความหมายคล้ายกันคือ Expert, Professional
</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-9586 aligncenter" title="sm95-3" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2011/07/sm95-3.png" alt="sm95-3" width="374" height="334" /></p>
<p style="text-align: justify;">
ส่วนการศึกษาในระดับที่สูงที่สุดในระดับมหาวิทยาลัยนั้นคือ Doctor’s Degree หรือ Doctorate (ออกเสียงว่า ดอค-เทอ-เรท) คือปริญญาเอกหรือปริญญาดุษฎีมหาบัณฑิต โดยคำว่า Doctor ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคุณหมอหรือแพทย์แต่อย่างใด แต่จะหมายถึง “ดุษฎีบัณฑิต” หรือผู้สำเร็จปริญญาเอก ไม่ว่าจะจบมาในสาขาใดก็แล้วแต่ คำนี้หลาย ๆ คนอาจเคยผ่านหูผ่านตากันมาแล้วในรูปของคำว่า Ph.D. (พีเอชดี) ที่ได้ยินมาจากฝรั่งเจ้าของภาษา หรืออาจจะเป็นจากภาพยนตร์ต่างๆ คำนี้เป็นรูปย่อของคำว่า Doctor of Philosophy โดยคำว่า Philosophy นี้ ก็ไม่ได้แปลว่า “หลักปรัชญา” หรือ “หลักความจริงของชีวิต” แต่อย่างใด เพราะคำนี้เป็นคำเก่าที่มีรากมาจากภาษากรีก มีความหมายว่า “love of wisdom” หรือความรักในปัญญา ความหมายในปัจจุบันของคำนี้จึงครอบคลุมไปถึงศาสตร์การศึกษาอื่นๆในทุกๆด้าน ไม่เฉพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นด้านปรัชญาเท่านั้นครับ</p>
<p>ไม่ทันไรพื้นที่ก็หมดอีกแล้ว มารอติดตามกันใหม่ในฉบับหน้ากันดีกว่านะครับว่าเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร สวัสดีครับ
</p>
<p style="text-align: right;"><strong>Text : Anochao</strong></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=9583&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/academic-degree-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>More to Know about Our Phenomenal Nature &#8211; เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับธรรมชาติอันพิลาสมหัศจรรย์</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/more-to-know-about-our-phenomenal-nature-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/more-to-know-about-our-phenomenal-nature-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 Apr 2011 05:04:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tkorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>
		<category><![CDATA[More to Know about Our Phenomenal Nature]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=9393</guid>
		<description><![CDATA[<br/>

หากผู้อ่าน D+PLUS ที่เป็นแฟนพันธุ์แท้คอลัมน์ Smart English ยังจำกันได้ หลายๆฉบับก่อนหน้านี้เราเคยพูดถึงมหันตภัยหรือภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติ (Natural disaster) ในลักษณะต่างๆกันมาแล้ว ฉบับนี้ผมจึงอยากขออนุญาตนำเสนอคำศัพท์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ (Natural phenomenon*) ต่างๆที่เป็นด้านที่สวยงามและน่าอัศจรรย์กันบ้าง มาติดตามไปพร้อมๆกันเลยครับ เริ่มกันที่&#8230;


รุ้งกินน้ำ (Rainbow)
รุ้งกินน้ำแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ รุ้งปฐมภูมิ (Primary rainbow) โดยมีสีม่วงอยู่ชั้นในสุดและสีแดงอยู่ชั้นนอกสุด ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ซึ่งมีหลักการจำง่ายๆคือ “ม่วยคนนี้ขาวและสวยดี”  (หรือจะ ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Fmore-to-know-about-our-phenomenal-nature-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a2.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p style="text-align: justify;"><img class="size-full wp-image-9395 aligncenter" title="sm93head" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2011/04/sm93head.png" alt="sm93head" width="450" height="303" /></p>
<p style="text-align: justify;">หากผู้อ่าน D<sup>+</sup>PLUS ที่เป็นแฟนพันธุ์แท้คอลัมน์ Smart English ยังจำกันได้ หลายๆฉบับก่อนหน้านี้เราเคยพูดถึงมหันตภัยหรือภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติ (Natural disaster) ในลักษณะต่างๆกันมาแล้ว ฉบับนี้ผมจึงอยากขออนุญาตนำเสนอคำศัพท์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ (Natural phenomenon*) ต่างๆที่เป็นด้านที่สวยงามและน่าอัศจรรย์กันบ้าง มาติดตามไปพร้อมๆกันเลยครับ เริ่มกันที่&#8230;<span id="more-9393"></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><img class="size-full wp-image-9396 aligncenter" title="kaninaskis_alberta" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2011/04/kaninaskis_alberta.jpg" alt="kaninaskis_alberta" width="450" height="300" /></strong></p>
<p style="text-align: justify;">
<strong>รุ้งกินน้ำ (Rainbow)</strong><br />
รุ้งกินน้ำแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ รุ้งปฐมภูมิ (Primary rainbow) โดยมีสีม่วงอยู่ชั้นในสุดและสีแดงอยู่ชั้นนอกสุด ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ซึ่งมีหลักการจำง่ายๆคือ “ม่วยคนนี้ขาวและสวยดี”  (หรือจะ “แม่คนนี้ขาลายสิ้นดี” หรือจะจำว่า “ม้าคอกนี้เขียวและสวยดี” ก็แล้วแต่ถนัด) และรุ้งทุติยภูมิ (Secondary rainbow) ที่มีสีเช่นเดียวกันแต่เรียงลำดับในทิศทางตรงกันข้าม คือ ที่มีหลักการจำว่า “ดุสิตลักไข่ในครัวแม่” สีต่างๆของรุ้งเป็นภาษาอังกฤษ(เรียงแบบรุ้งทุติยภูมิ) ได้แก่ RED, ORANGE, YELLOW, GREEN, BLUE, INDIGO, VIOLET ซึ่งทางฝรั่งเองก็มีหลักการจำง่ายๆเช่นกันว่า **“Richard Of York Gave Battle In Vain” หรือสั้นๆง่ายๆเป็นสไตล์ชื่อคนว่า “Roy G. Biv” ก็ได้ครับ **ประโยคนี้แปลว่า “ริชาร์ดแห่งยอร์คต่อสู้และแพ้ศึกสงครามอย่างสูญเปล่า” อ้างถึงชื่อของกษัตริย์แห่งยอร์คในสงครามดอกกุหลาบ (Wars of the Roses) (ค.ศ. 1455 &#8211; ค.ศ. 1489) เป็นสงครามกลางเมืองในการแย่งราชบัลลังก์อังกฤษระหว่างผู้เกี่ยวข้องกับราชวงศ์แลงคาสเตอร์และผู้เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ยอร์ค</p>
<p style="text-align: justify;">
<img class="size-full wp-image-9397 aligncenter" title="original_total_eclipse" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2011/04/original_total_eclipse.jpg" alt="original_total_eclipse" width="450" height="328" /><br />
<strong>คราส (Eclipse)</strong><br />
อ่านว่า “อิ-คลิพซ์” เป็นคำที่ใช้เรียกปรากฏการณ์ของการบดบังแสงอาทิตย์ของโลกหรือของดวงจันทร์ แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ Solar eclipse หรือ Eclipse of the sun หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยได้หลายชื่อเหลือเกินว่า “สุริยคราส สุริยุปราคา หรือสุริยเคราะห์” และ Lunar eclipse หรือ Eclipse of the moon และที่เรียกเป็นภาษาไทยได้หลายชื่อเช่นเดียวกันว่า “จันทรคราส จันทรุปราคา ราหูอมจันทร์ หรือกบกินเดือน” ครับ โปรดสังเกตตรงคำว่า Solar (โซลาร์) ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ของคำว่า Sun มีความหมายเหมือนกันว่าดวงอาทิตย์ ในตัวอย่างเช่น Solar year (ปีทางสุริยคติ) หรือ Solar energy (พลังงานแสงอาทิตย์) และคำว่า Lunar (ลูนาร์) เป็นคำคุณศัพท์ของคำว่า Moon มีความหมายว่าดวงจันทร์ เช่นในตัวอย่าง Lunar orbiter (ยานอวกาศที่โคจรรอบดวงจันทร์) หรือ Lunar calendar (ปฏิทินจันทรคติ) เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;"><img class="size-full wp-image-9398 aligncenter" title="aystein-lunde-ingvaldsen1_strip" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2011/04/aystein-lunde-ingvaldsen1_strip.jpg" alt="aystein-lunde-ingvaldsen1_strip" width="350" height="461" /><br />
<strong>ออโรรา (Aurora)</strong><br />
ออโรราเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่มีแสงเรืองบนท้องฟ้าในเวลากลางคืน โดยมักจะขึ้นในบริเวณแถบขั้วโลก บางครั้งจะเรียกว่า แสงเหนือ หรือ แสงใต้ ขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิด แสงเหนือนั้นมีชื่อมากมายหลายชื่อ ชื่อวิทยาศาสตร์ของปรากฏการณ์นี้ คือ ออโรรา บอเรลลีส (Aurora Borealis) เป็นภาษาละติน แปลว่า รุ่งอรุณสีแดงแห่งทิศเหนือ ซึ่งตั้งชื่อโดยกาลิเลโอ คำว่า &#8220;Aurora Borealis&#8221; แปลว่า &#8220;แสงเหนือ&#8221; (Northern Light) ส่วน ออโรรา ออสตราลิส &#8220;Aurora Australis&#8221; แปลว่า &#8220;แสงใต้&#8221; (Southern Light) และคำว่า ออโรรา โพลาริส &#8220;Aurora Polaris&#8221; แปลว่า &#8220;แสงขั้วโลก&#8221; ใช้เรียกทั้งแสงเหนือและแสงใต้ครับ</p>
<p style="text-align: justify;"><img class="size-full wp-image-9399 aligncenter" title="b_210802" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2011/04/b_210802.jpg" alt="b_210802" width="450" height="300" /></p>
<p>ด้วยเนื้อที่อันจำกัด ผู้เขียนจึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ที่ไม่สามารถให้คำอธิบายเพิ่มเติมถึงเนื้อหารายละเอียดยิบย่อยของปรากฏการณ์ธรรมชาติอันงดงามดังกล่าวข้างต้นได้ แต่หากผู้อ่านท่านใดสนใจจะศึกษาความรู้เพิ่มเติมแล้วล่ะก็ คุณก็สามารถใช้คำสำคัญ (keyword) เหล่านั้นกูเกิลเพื่อค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติมได้ครับ แล้วพบกันอีกครั้งในฉบับหน้า ^^</p>
<p>**Phenomenon (อ่านว่า ฟิ-นอม-มิ-เนิน) แปลว่า “ปรากฎการณ์” โปรดสังเกตว่ารูปพหูพจน์ของคำนี้คือ Phenomena (อ่านว่า ฟิ-นอม-มิ-นะ) นะครับ ไม่ใช่ Phenomenon เติม S แต่อย่างใด</p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=9393&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/more-to-know-about-our-phenomenal-nature-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Travel Trip Tour Journey Voyage  คำเหล่านี้ เลือกใช้คำไหนดีนะ?</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/9266.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/9266.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Mar 2011 07:13:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tkorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=9266</guid>
		<description><![CDATA[<br/>

5 คำนี้คงเป็นคำที่คนไทยเราส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดี เป็นคำที่ใช้พูดเพื่อบรรยายถึงการเดินทางและการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่สั้นหรือยาวในวันหยุด เป็นทริปการท่องเที่ยวใหญ่ๆ หรือเพียงเดินทางไปทำธุระเล็กๆก็ตาม แม้ว่าทั้ง 5 คำจะมีความหมายในลักษณะเดียวกัน แต่จริงๆแล้วการใช้นั้นมีความแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เรามารู้จักคำสำคัญ 5 คำนี้อย่างลึกซึ้งไปด้วยกันเลยครับ
Travel
คำนี้เป็นได้ทั้งคำนามและกริยา แปลว่า (การ) เดินทาง ท่องเที่ยว สัญจร เป็นลักษณะของการท่องเที่ยวที่ใช้เวลาเดินทางสักระยะหนึ่ง จากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง ผ่านถนนหนทางหรือพื้นที่ต่างๆ และมักอธิบายคู่กับยานพาหนะที่ใช้เดินทางด้วย ตัวอย่างเช่น
(v.) She traveled thousands of miles by plane.    หล่อนเดินทางโดยเครื่องบินมาเป็นพันๆไมล์
(n.) His job involves ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2F9266.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="smartenglish92head" src="../wp-content/uploads/2011/03/smartenglish92head.png" alt="smartenglish92head" width="549" height="258" /></p>
<p style="text-align: justify;">5 คำนี้คงเป็นคำที่คนไทยเราส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดี เป็นคำที่ใช้พูดเพื่อบรรยายถึงการเดินทางและการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่สั้นหรือยาวในวันหยุด เป็นทริปการท่องเที่ยวใหญ่ๆ หรือเพียงเดินทางไปทำธุระเล็กๆก็ตาม แม้ว่าทั้ง 5 คำจะมีความหมายในลักษณะเดียวกัน แต่จริงๆแล้วการใช้นั้นมีความแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เรามารู้จักคำสำคัญ 5 คำนี้อย่างลึกซึ้งไปด้วยกันเลยครับ<span id="more-9266"></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>Travel</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">คำนี้เป็นได้ทั้งคำนามและกริยา แปลว่า (การ) เดินทาง ท่องเที่ยว สัญจร เป็นลักษณะของการท่องเที่ยวที่ใช้เวลาเดินทางสักระยะหนึ่ง จากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง ผ่านถนนหนทางหรือพื้นที่ต่างๆ และมักอธิบายคู่กับยานพาหนะที่ใช้เดินทางด้วย ตัวอย่างเช่น</p>
<p style="text-align: justify;">(v.) She <strong>traveled</strong> thousands of miles by plane.    หล่อนเดินทางโดยเครื่องบินมาเป็นพันๆไมล์</p>
<p style="text-align: justify;">(n.) His job involves a lot of <strong>travel</strong>.       งานของเขาทำให้ต้องเดินทางบ่อย</p>
<p style="text-align: justify;">(อเมริกันอังกฤษ: <em>traveled, traveling</em> อังกฤษอังกฤษ: <em>travelled, travelling</em>)</p>
<p style="text-align: justify;">คำนี้ยังใช้เรียกทางเดินเลื่อนยาวๆในสนามบินด้วยว่า Travelator (ส่วนบันไดเลื่อนเรียกว่า Escalator และลิฟต์เรียกว่า Elevator ครับ)</p>
<p style="text-align: justify;"><strong> </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>Trip</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">เป็นคำนาม แปลว่า ทริปการเดินทางท่องเที่ยว โดยปกติใช้พูดเพื่อสื่อถึงการเดินทางที่เป็นรูปธรรม คือการเดินทางท่องเที่ยวในภาพรวมทั้งหมด (ในขณะที่ Travel จะหมายถึงตัวการเดินทางในรถ ในเรือ หรือในเครื่องบินเท่านั้น) ตัวอย่างเช่น</p>
<p style="text-align: justify;">(n.) A <strong>trip</strong> to Thailand isn’t a <strong>trip</strong> unless you also visit the temples.</p>
<p style="text-align: justify;">การมาเที่ยวประเทศไทยนั้นจะไม่ถือว่าสมบูรณ์จนกว่าคุณจะได้เยี่ยมชมวัดต่างๆด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">หากต้องการใช้เป็นกริยาต้องพูดว่า “take a trip” หรือ “make a trip” เช่น I <strong>took a trip</strong> to Samui last weekend to relax. ผมเดินทางไปเที่ยวที่สมุยเพื่อพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ก่อน</p>
<p style="text-align: justify;">คำนี้ถ้าใช้เป็นกริยาจะแปลว่า “สะดุด หกล้ม” เช่น She <strong>tripped</strong> over her cat and fell of the stairs. หล่อนสะดุดเจ้าแมวเหมียวแล้วพลาดตกจากบันได</p>
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"> <strong>Tour</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">คำนี้เป็นทั้งคำนามและคำกริยา หมายถึง (การ) ท่องเที่ยวไปชมสถานที่ต่างๆหลายๆสถานที่ หรือการเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ใดสถานที่หนึ่งโดยเฉพาะอย่างละเอียด เช่น วัด พิพิธภัณฑ์ หรือแม้แต่สถานที่เปิดบางแห่งเช่น ทำเนียบขาว เป็นต้น ตัวอย่างเช่น</p>
<p style="text-align: justify;">(n.) The group set out on a sightseeing <strong>tour</strong>. ทางกลุ่มได้ออกเดินทางไปทัศนาสถานที่ต่างๆ</p>
<p style="text-align: justify;">(v.) I’m going to <strong>tour</strong> France and Spain next month. ฉันจะเดินทางไปเที่ยวฝรั่งกับสเปนเดือนหน้า (ในที่นี้คือเยี่ยมชมหลายๆจุด หลายๆสถานที่ในทั้งฝรั่งเศสและสเปน เป็นการทัวร์ 2 ประเทศนี้ว่างั้นเถอะ)</p>
<p style="text-align: justify;">ส่วนผู้ที่พานักท่องเที่ยวหรือบุคคลต่างๆไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆนั้นคือ “tour guide” หรือมัคคุเทศก์ครับ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong> </strong></p>
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>Journey</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">หมายถึงการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง พูดเพื่ออ้างถึงระยะเวลาที่ใช้ไปในการเดินทาง ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการท่องเที่ยวเพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น ตัวอย่างเช่น</p>
<p style="text-align: justify;">I was on a ten-hour train <strong>journey </strong>from Bangkok to Surat Thani last year.</p>
<p style="text-align: justify;">ผมใช้เวลา 10 ชั่วโมงเดินทางโดยรถไฟจากรุงเทพฯไปสุราษฎร์ธานีเมื่อปีที่แล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">The <strong>journey</strong> from Barcelona to Rome is long and tiring. การเดินทางจากบาร์เซโลน่าไปโรมนั้นยาวนานและเหนื่อยมาก</p>
<p style="text-align: justify;">ในบางครั้งอาจใช้เพื่อเปรียบเทียบกับนามธรรม ที่ทั้งสถานที่เริ่มต้นและจุดหมายปลายทางนั้นอาจไม่ได้ระบุชัดเจน เช่น Life is like a <strong>journey</strong>. ชีวิตก็เปรียบได้กับการเดินทาง</p>
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>Voyage</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">(อ่านว่า “วอย-ยาจ”) คำนี้เป็นคำนาม หมายถึงการเดินทางไกลไปสถานที่ไกลๆทางทะเลด้วยเรือ หรือการเดินทางในอวกาศของเหล่านักบินด้วยกระสวยหรือยานอวกาศ ตัวอย่างเช่น</p>
<p style="text-align: justify;">The <strong>voyage</strong> to San Francisco takes about two weeks from Japan.</p>
<p style="text-align: justify;">การเดินทางจากญี่ปุ่นไปซานฟรานซิสโกใช้เวลา 2 สัปดาห์</p>
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">ส่วนสำนวนที่ใช้พูดเพื่ออวยพรให้เพื่อนหรือบุคคลที่รักเดินทางปลอดภัยนั้นก็มีมากมาย ตัวอย่างเช่น Have a good trip. Have a great trip. Have a nice trip. Have a safe trip. Have a safe journey. Have a pleasant journey. ยังไงก็ขอให้ทุกคนเดินทางโดยสวัสดิภาพ Bon Voyage! ครับ</p>
<p style="text-align: justify;">
<p><strong><br />
</strong><strong> </strong></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=9266&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/9266.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Love Makes the World Go Round โลกหมุนด้วยความรัก</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/love-makes-the-world-go-round-%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/love-makes-the-world-go-round-%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Feb 2011 13:13:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kira</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=9194</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
เดือนแห่งความรักมาเยือนกันอีกครั้ง ทั้งๆที่ Valentine’s Day ครั้งก่อนก็รู้สึกว่าเพิ่งผ่านไปเมื่อเร็วๆนี้เอง แวรๆ อีส แวร์ๆ ไหนๆ ก็ไหนๆ ไม่พูดพล่ามทำเพลง Smart English ฉบับนี้เรามาดูสำนวนคำศัพท์เกี่ยวกับความรักกันเลยดีกว่า เผื่อใครจะได้จำและนำไปใช้กับคนรักของตนบ้าง
ขอเริ่มต้นด้วยสำนวนแรกที่แอบหวานๆนิ๊สสสส&#8230;นึง ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก (อาจหวานจนเลี่ยนสำหรับบางคน) คือสำนวน Love conquers all. แปลตรงๆว่า “รักชนะทุกอย่าง” หรือถ้าจะแปลให้สวยก็ “รักชนะอุปสรรคทั้งมวล” ครับ กริยา “to conquer” (อ่านว่าคองเคอร์) หมายถึง “เอาชนะ ปราบพิชิต” ถ้าหลับตานึกภาพย้อนไปถึงสงครามตะวันตกแล้วเห็นโคลิน ฟาร์เรลในร่างกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราชหรือไคลฟ์ ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Flove-makes-the-world-go-round-%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2581.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-9197" title="SmartEng-HContent91" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2011/02/SmartEng-HContent91.jpg" alt="SmartEng-HContent91" width="520" height="299" />เดือนแห่งความรักมาเยือนกันอีกครั้ง ทั้งๆที่ Valentine’s Day ครั้งก่อนก็รู้สึกว่าเพิ่งผ่านไปเมื่อเร็วๆนี้เอง แวรๆ อีส แวร์ๆ ไหนๆ ก็ไหนๆ ไม่พูดพล่ามทำเพลง Smart English ฉบับนี้เรามาดูสำนวนคำศัพท์เกี่ยวกับความรักกันเลยดีกว่า เผื่อใครจะได้จำและนำไปใช้กับคนรักของตนบ้าง<span id="more-9194"></span></p>
<p>ขอเริ่มต้นด้วยสำนวนแรกที่แอบหวานๆนิ๊สสสส&#8230;นึง ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก (อาจหวานจนเลี่ยนสำหรับบางคน) คือสำนวน <strong>Love conquers all. แปลตรงๆว่า “รักชนะทุกอย่าง”</strong> หรือถ้าจะแปลให้สวยก็ <strong>“รักชนะอุปสรรคทั้งมวล”</strong> ครับ กริยา <strong>“to conquer”</strong> (อ่านว่าคองเคอร์) <strong>หมายถึง</strong> <strong>“เอาชนะ ปราบพิชิต”</strong> ถ้าหลับตานึกภาพย้อนไปถึงสงครามตะวันตกแล้วเห็นโคลิน ฟาร์เรลในร่างกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราชหรือไคลฟ์ โอเว่นในรูปกษัตริย์อาเธอร์เหล่านี้คือ <strong>“ผู้ชนะ ผู้พิชิต ผู้มีชัย” หรือ “Conqueror”</strong> (คองเคอเรอร์) นั่นเอง ส่วนคำที่มีความหมายเหมือนกันก็คือ <strong>“to win, to defeat, to overcome”</strong></p>
<p>สำนวนต่อมาคือ <strong>Love will f ind a way. หรือ “รักย่อมมีทางออกของมัน”</strong> เราอาจใช้พูดหรือได้ยินบ่อยในกรณีที่หนุ่มสาวหรือคนรักสองคนมีปัญหารักที่ปวดขมับ ไม่สามารถแก้ไขจัดการได้ง่ายๆ สำนวนนี้จึงอาจใช้กล่าวเพื่อปลอบประโลมคนรักว่าไม่ต้องเป็นห่วง ความรักจะหาคำตอบ/ทางออกให้กับปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่นี่เอง คล้ายๆกับว่าให้ปล่อยวาง แล้วเดี๋ยวความรักก็จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเองอะไรประมาณนั้นครับ (แอบหวานกว่าสำนวนแรกหรือเปล่าเนี่ย?) อีกหนึ่งสำนวน <strong>Hot love is soon cold. ที่แปลตรงๆว่า “รักร้อน เย็นเร็ว”</strong> หรือจะแปลว่า <strong>“รักง่าย หน่ายเร็ว”</strong> ก็ได้สำนวนนี้ใช้พูดในกรณีที่ใครเริ่มจะรู้จักความรักดีขึ้นมาหน่อย ไม่ได้มองว่าความรักมีเพียงด้านที่สวยใสหรือหอมหวานเพียงอย่างเดียว ความรักก็คงคล้ายๆกับสัจธรรมอย่างอื่นของชีวิตนั่นแหละครับ มีสูงมีต่ำ มีดำมีขาว มีร้อนก็มีเย็น เพียงเราเข้าใจก็จะสามารถมองและมีความรักได้อย่างไม่เป็นทุกข์แล้วครับ (ประนมมือจรดหน้าผาก) สาธุ&#8230;</p>
<p>ต่อมา <strong>Love begets love. แปลว่า “รักนำมาซึ่งรัก”</strong> หมายความว่า หากเราปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความรัก ความรักนั้นก็จะส่งผลให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเราด้วยความรักตอบแทนมาเช่นเดียวกันนั่นเอง สำนวนนี้เป็น**สุภาษิต (Proverb) ในภาษาอังกฤษครับ กริยา <strong>“to beget”</strong> (อ่านว่า บิเก็ท) <strong>หมายถึง “สร้าง/ก่อให้เกิด”</strong> คำที่มีความหมายเหมือนกันคือ <strong>“to create”</strong> ทั้งยังแปลว่า <strong>“ให้กำเนิด/ทำให้เกิด”</strong> <strong>(to make children, to father, to mother)</strong> ได้อีกด้วย เช่น ประโยค “Marsha begot Guy Nawapol.” มาช่าเป็นแม่ของกาย นวพล หรือมาช่าเป็นผู้ให้กำเนิดกาย นวพลครับ</p>
<p>และ <strong>Love rat</strong> สำนวนนี้เป็นสำนวนสั้นๆ ง่ายๆ ในรูปของคำนามที่ไม่ได้แปลว่า <strong>“รักหนู”</strong> <strong>แต่หมายถึง</strong> <strong>“พ่อหนูนักรัก”</strong> ใช้เรียกผู้ชายที่ชอบนอกใจภรรยาหรือแฟนสาว (หนุ่ม) ของตัวเองเพื่อไปมีสัมพันธ์ชั่วคราวกับผู้หญิงคนอื่น เปรียบเทียบกับลักษณะนิสัยของหนูตัวผู้ที่สามารถป่ำป๊ำกับหนูตัวเมียได้หลายครั้งหลายตัวภายในเวลาคืนเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เจ้าหนูก็ทำไปตามสัญชาตญาณและเพื่อเหตุผลของการดำรงเผ่าพันธุ์เท่านั้น ผู้ชายเราไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างนะครับ และความหมายที่คล้ายกันของคำนี้ก็คือ <strong>“Womanizer”</strong> (วูเมินนายเซอร์) หรือ <strong>“เสือผู้หญิง”</strong> ครับ</p>
<p>และสำนวนสุดท้าย <strong>Love hurts. แปลว่า “ความรักทำให้เจ็บปวด”</strong> ใช้เพื่อพูดในลักษณะของการเปรียบเปรยว่ามีรักก็ย่อมมีทุกข์ สามารถใช้พูดเพื่อบอกเพื่อนหรือบุคคลใกล้ตัวที่เพิ่งอกหักเหรือเสียใจอยู่กับความรักได้ ว่าควรจะปลดปลงและทำใจกับรักที่เป็นพิษนั้นให้ได้ และอีกหนึ่งคำที่อยากฝากทิ้งท้ายเอาไว้คือ <strong>Love bite</strong> ซึ่งหมายถึงรอยกัดหรือรอยจุ๊บๆ สีแดงๆ ที่ต้นคอหรือตามร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อคนสองคนแสดงความรักต่อกันจนถึงขั้นเลยเถิด หรือเรียกอีกอย่างว่า<strong> “Hickey” </strong>(อ่านว่า ฮิคกี้ส์) ก็ได้ครับ</p>
<p>ยังไงวาเลนไทน์ปีนี้ ผู้อ่าน D+PLUS ทั้งหลายก็ดูแลตัวเองดีๆกันนะครับ อย่าเที่ยวซุกซนไปไหน แบ่งปันและแสดงความรักต่อคนในครอบครัว เพื่อนฝูงรอบข้าง รวมไปถึงคนไทยเลือดสีเดียวกันทั้งประเทศโดยเฉพาะในยามนี้ที่บ้านเมืองต้องการความรักและความสามัคคีต่อกันมากที่สุดครับ จุ๊บุๆ ^^</p>
<p><strong>**สุภาษิต</strong> คือ คำพูดที่ดีงาม เป็นคติสอนใจให้ปฏิบัติตาม</p>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความโดย : Anochao Phetcharat</strong></p>
<p style="text-align: right;"> </p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=9194&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/love-makes-the-world-go-round-%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Eh, eh, eh, eh&#8230; Stop telephonein&#8217; me!</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/eh-eh-eh-eh-stop-telephonein-me.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/eh-eh-eh-eh-stop-telephonein-me.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 04 Jan 2011 07:13:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kira</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=8912</guid>
		<description><![CDATA[<br/>

เวลาผ่านไปเร็วมากจนไม่ทันไรก็เผลอเดินข้ามปีกันแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยทีเดียว ไหนๆก็ไหนๆพูดถึงเรื่องปีใหม่ปีเก่ากันแล้ว Smart English ฉบับนี้ผมเลยอยากนำเสนอความรู้ภาษาอังกฤษผ่านสำนวนจากเนื้อเพลงเพลงหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงสุดเมื่อปีที่แล้ว ที่ขับร้องโดย 2 ศิลปินสาวที่โด่งดังและมากความสามารถที่สุดของยุค ซึ่งก็คือเพลง Telephone ของ Lady Gaga feat. Beyonce นั่นเอง ครับ สำนวนต่างๆที่น่าสนใจในเพลงมีดังต่อไปนี้
Gaga: I have got no service in the club, you see,see
ในคลับ (ผับ) ไม่มีสัญญาณนะรู้มั้ย
สำนวน “(have) got no service&#8221; ในที่นี้หมายถึงไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ให้บริการนะครับ ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Feh-eh-eh-eh-stop-telephonein-me.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8913" title="eng" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2011/01/eng.jpg" alt="eng" width="520" height="357" /></p>
<p>เวลาผ่านไปเร็วมากจนไม่ทันไรก็เผลอเดินข้ามปีกันแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยทีเดียว ไหนๆก็ไหนๆพูดถึงเรื่องปีใหม่ปีเก่ากันแล้ว Smart English ฉบับนี้ผมเลยอยากนำเสนอความรู้ภาษาอังกฤษผ่านสำนวนจากเนื้อเพลงเพลงหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงสุดเมื่อปีที่แล้ว ที่ขับร้องโดย 2 ศิลปินสาวที่โด่งดังและมากความสามารถที่สุดของยุค ซึ่งก็คือเพลง Telephone ของ Lady Gaga feat. Beyonce นั่นเอง ครับ สำนวนต่างๆที่น่าสนใจในเพลงมีดังต่อไปนี้<span id="more-8912"></span></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>Gaga:</strong> I have got no service in the club, you see,see<br />
ในคลับ (ผับ) ไม่มีสัญญาณนะรู้มั้ย</span></p>
<p>สำนวน <em>“(have) got no service&#8221;</em> ในที่นี้หมายถึงไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ให้บริการนะครับ ไม่ได้หมายถึงการให้บริการอื่นๆในผับแต่อย่างใด ใช้กล่าวในกรณีที่ผู้พูดต้องการจะบอกว่าผู้พูดนั้นได้ยินผู้รับไม่ชัดเจนเพราะสัญญาณไม่ดี หรือบางทีก็อาจจะใช้เป็นเพียงเหตุผลอ้างเพื่อบอกปัดในกรณีที่ไม่อยากสนทนากับผู้ที่โทรมาก็ได้<br />
<span style="color: #ff6600;"><strong>Gaga:</strong> Wha-Wha-What did you say? Oh, you&#8217;re breaking up on me<br />
คุ- คุ- คุณพูดว่าไงนะ ฉันไม่ได้ยินเลย</span><br />
สำนวน &#8220;<em>break up on someone&#8221;</em> หมายถึงการที่สัญญาณโทรศัพท์ไม่เสถียรหรือไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ฟังได้ยินผู้รับไม่ชัดเจนแตกซ่า เสียงที่พูดผ่านโทรศัพท์นั้นขาดๆ หายๆ หรือบางครั้งก็อาจได้ยินคล้ายๆกับเสียงหุ่นยนต์หรือเอเลี่ยนไปเลยก็ได้ คำว่า break up นี้เป็นนัยยะว่าสัญญาณของคู่สนทนากำลังจะหลุดหายไปครับ<br />
<span style="color: #ff6600;"><strong>Gaga:</strong> And I cannot text you with a drink in my hand, eh<br />
แล้วฉันก็ส่งข้อความหาคุณในขณะที่มือถือแก้ว (เหล้า) อยู่ไม่ได้หรอกนะ</span></p>
<p>คำว่า text จริงๆแล้วเป็นคำนาม หมายถึงข้อความหรือตัวอักษร แต่ปัจจุบันนั้นมีการใช้กันจนความหมายเปลี่ยนเป็นคำกริยาไปด้วยแล้ว สำนวน &#8220;t<em>o text someone&#8221; </em> หมายถึง การส่งข้อความ ตัวอักษรหาคนใดคนหนึ่ง text นี้มีความหมายเหมือนกับ SMS = Short Message Service ครับ<br />
<span style="color: #ff6600;"><strong>Gaga:</strong> Can call all you want, but there&#8217;s no one home, and you&#8217;re not gonna reach my telephone!<br />
โทรเท่าที่อยากจะโทร แต่ไม่มีใครอยู่บ้านหรอก คุณไม่มีทางติดต่อฉันได้</span></p>
<p>กริยา to reach แปลว่า เข้าถึง ติดต่อได้ ดังนั้นสำนวน <em>“reach the telephone&#8221;</em> จึงมีความหมายว่าโทรติด หรือโทรติดต่อโทรศัพท์ของคนๆหนึ่งได้นั่นเอง และนอกจากนี้ เรายังสามารถใส่สรรพนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรม (object pronouns) แทนคำาว่า telephone ได้เช่นเดียวกัน เช่น I can’t reach him/her/them. ผมโทรหาเขา/หล่อน/พวกเขาไม่ติด<br />
<span style="color: #ff6600;"><strong>Beyonce:</strong> Boy, the way you blowin&#8217; up my phone won&#8217;t make me leave no faster.<br />
ที่คุณโทรจิกกันแบบนั้น ไม่ได้จะช่วยให้ฉันกลับบ้านเร็วขึ้นหรอกนะ</span></p>
<p>สำนวน <em>“blow up the phone&#8221;</em> หมายถึงการที่มีคนโทรเข้าหรือส่งข้อความหาโทรศัพท์เครื่องใดเครื่องหนึ่งอย่างไม่หยุดหย่อนบ่อยๆ ถี่ๆ จนเปรียบเทียบว่าโทรศัพท์เครื่องนั้นจะระเบิดเอา (to blow up) ใช้พูดในเชิงลักษณะของความรำาคาญ คล้ายๆกับอาการโทรจิกนั่นเอง ปล. อีกหนึ่งเพลงที่กำาลังได้รับความนิยมในตอนนี้ที่มีการใช้สำนวนนี้เช่นเดียวกันก็คือเพลง Tik Tok ของ Ke$ha ครับ ลองไปหาฟังดูกันได้<br />
<span style="color: #ff6600;"><strong>Beyonce:</strong> Callin&#8217; like a collector &#8211; sorry, I cannot answer!<br />
โทรอย่างกับพนักงานทวงหนี้ แต่โทษทีฉันไม่อยากรับสาย</span></p>
<p>ประโยคนี้ก็คล้ายๆกับตัวอย่างข้างบน ที่ใช้พูดเป็นเชิงเปรียบเทียบว่าผู้ฟังหรือผู้รับสายนั้นเกิดอาการหงุดหงิดรำคาญจากการที่ผู้โทรนั้นโทรหาบ่อยๆ <em>“To call like a collector&#8221;</em> หมายถึง โทรบ่อยเหมือนกับพนักงานติดตามทวงหนี้ โดยคำาว่า collector นี้ สามารถหมายความได้ทั้ง debt collector—พนักงานติดตามทวงหนี้ หรือ bill collector—พนักงานเก็บเงินต่างๆครับ<br />
<span style="color: #ff6600;"><strong>Beyonce:</strong> Tonight I&#8217;m not takin&#8217; no calls, &#8217;cause I&#8217;ll be dancin&#8217;.<br />
คืนนี้ฉันจะไม่รับสายใครทั้งนั้น เพราะฉันจะเต้นให้มันหลุดโลก</span><br />
สำนวน <em>“To take a call&#8221;</em> นี้มีความหมายเดียวกับสำนวน “To answer a call” หมายถึง รับสายโทรศัพท์ครับ</p>
<p>Happy new year to you all สุขสันต์วันปีใหม่กันถ้วนหน้านะครับ ^^</p>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความโดย :</strong> Anochao Phetcharat</p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=8912&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/eh-eh-eh-eh-stop-telephonein-me.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Natural Disaster: ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ 2</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/natural-disaster-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a0.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/natural-disaster-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a0.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 13 Dec 2010 06:09:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kira</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=8603</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
 
หลังจากที่นำเสนอคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับภัยธรรมชาติ (Natural disaster / Natural catastrophe / Natural calamity) ที่น่าสนใจไปแล้ว 3 ประเภทใหญ่ๆด้วยกันใน Smart English ฉบับที่แล้ว งั้นฉบับนี้เรามาต่อให้ครบกับศัพท์แสงที่เกี่ยวกับภัยธรรมชาติประเภทอื่นๆที่เหลือกันเลยครับ
4. ภัยธรรมชาติเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ (Weather disasters) ประกอบไปด้วย พายุหิมะ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Snowstorm หรือ Blizzard (อ่านว่า “บลิซเซิร์ด” คล้ายๆกับชื่อไอสกรีมยี่ห้อหนึ่ง) เกล็ดหิมะเรียกว่า Snowf lake หรือ Flake ส่วน Snowblink ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Fnatural-disaster-%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a4%25e0%25b8%25a9%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25a0.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p> </p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8616" title="smartenglish-vert-1" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/12/smartenglish-vert-1.jpg" alt="smartenglish-vert-1" width="497" height="521" />หลังจากที่นำเสนอคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับภัยธรรมชาติ (Natural disaster / Natural catastrophe / Natural calamity) ที่น่าสนใจไปแล้ว 3 ประเภทใหญ่ๆด้วยกันใน Smart English ฉบับที่แล้ว งั้นฉบับนี้เรามาต่อให้ครบกับศัพท์แสงที่เกี่ยวกับภัยธรรมชาติประเภทอื่นๆที่เหลือกันเลยครับ<span id="more-8603"></span></p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>4. ภัยธรรมชาติเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ (Weather disasters)</strong></span> ประกอบไปด้วย พายุหิมะ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Snowstorm หรือ Blizzard (อ่านว่า “บลิซเซิร์ด” คล้ายๆกับชื่อไอสกรีมยี่ห้อหนึ่ง) เกล็ดหิมะเรียกว่า Snowf lake หรือ Flake ส่วน Snowblink นั้นคือ แสงสะท้อนสีขาวระยิบจากหิมะ (มาจากกริยา To blink / To wink ที่แปลว่ากะพริบตา หรือขยิบตานั่นเอง) พายุไซโคลนหรือพายุหมุน เรียกว่า Cyclonic storm มีชื่อเรียกอื่นๆตามสภาพถิ่นกำเนิดของมัน เช่น Tropical cyclone (พายุหมุนเขตร้อน) / Typhoon (พายุไต้ฝุ่น) / Hurricane (พายุเฮอร์ริเคน) ส่วนคำว่าตะเกียงเจ้าพายุนั้น ภาษาอังกฤษเองก็มีคำเรียกคล้ายๆกับในภาษาไทยครับว่า Hurricane lamp</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8607" title="เฮอร์ริเคน01-horz" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/12/เฮอร์ริเคน01-horz.jpg" alt="เฮอร์ริเคน01-horz" width="489" height="186" /></p>
<p>ลักษณะต่อไปของภัยธรรมชาติเกี่ยวกับสภาพภมูิอากาศ คือ ภัยแล้งหรือสภาวะไร้ฝน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Drought (อ่านว่า “เดราท์”) พายุลูกเห็บ หรือ Hailstorm (สังเกตดีๆนะครับว่าคำว่า Storm นี้คนไทยมักจะเขียนผิดกันบ่อย โดยสลับตำแหน่งตัว “r” มาวางหน้าตัว “o” เป็น Strom เลยทำให้พลอยออกเสียงผิดไปด้วย ที่ถูกต้องคือ “สตอร์ม” ไม่ใช่ “สตรอม” ครับ)</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8608" title="hailstorm1ลูกเห็บ" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/12/hailstorm1ลูกเห็บ.jpg" alt="hailstorm1ลูกเห็บ" width="400" height="300" /></p>
<p>ต่อไปคือ คลื่นความร้อน หรือ Heat wave และ พายุหมุนทอร์นาโดหรือลมงวงช้าง ภาษาอังกฤษคือ Tornado หรือ Twister ครับ คำนี้ยังเรียกได้อีกอย่างว่า Whirlwind เนื่องจากคำว่า Whirl นี้เป็นทั้งคำนามและคำกริยา แปลว่า หมุนหรือวน Whirl+wind จึงแปลว่า “ลมหมุน(ลมบ้าหมู)” และ Whirl+pool = Whirlpool จึงแปลว่า “น้ำวน / กระแสน้ำวน” จำง่ายๆว่าชื่อเหมือนเครื่องซักผ้ายี่ห้อหนึ่งครับ และนอกจากการหมุนวนนี้จะเกิดขึ้นทั้งกับน้ำ และลมได้แล้ว ยังสามารถเกิดกับไฟได้อีกด้วย แต่จะเรียกว่า Fire whirl นะครับ (ไม่ใช่ Whirlf ire) ขอเสริมอีกนิดนึงว่า ยังมีคำแสลงคำหนึ่งที่ฝรั่งใช้เรียกเฮลิคอปเตอร์ว่า Whirlybird (อ่านว่า “เวิร์ลลี่เบิร์ด”) ด้วย ซึ่งก็ตามลักษณะการหมุนวนของใบพัดบนตัวเครื่องนั่นเอง</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8609" title="twister" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/12/twister.jpg" alt="twister" width="325" height="400" /></p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>5. ภัยธรรมชาติเกี่ยวกับสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บ (Health and diseases) </strong></span>ประกอบไปด้วย โรคระบาด ที่เรียกว่า Epidemic หรือ Plague (อ่านว่า “เพล้ก”) โดยหลายๆครั้งมีสัตว์ (เช่น ยุง หนู) เป็นพาหะนำโรค ภาษาอังกฤษเรียกว่า Disease carrier (กริยา To carry+ier แปลว่าพาหะ หรือผู้ที่นำพาไป) อีกคำหนึ่งที่น่าสนใจ คือ Carrier pigeon (อ่านว่า “แคริเออร์ พิจเจิ้น”) คำนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเชื้อโรคหรือโรคระบาดแต่อย่างใดนะครับ แต่หมายถึงนกพิราบสื่อสารที่ใช้ในการส่งข่าวความต่างๆในสมัยอดีต และอีกหนึ่งภัยธรรมชาติก็คือ ทุพภิกขภยั หรือภาวะอดอยาก ขาดแคลนอาหารเรียกว่า Famine (อ่านว่า “แฟม เมิน”) หรือ Starvation คำกริยาของคำนี้คือ To starve แปลว่า อดอยาก, หิวโหย</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8610" title="starvation1" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/12/starvation1.jpg" alt="starvation1" width="400" height="264" /></p>
<p>สามารถใช้กล่าวเพื่อสื่อความหมายว่าหิวมากๆในสถานการณ์ชีวิตประจำวันทั่วไปได้ เช่น</p>
<p><strong><span style="color: #808080;">Rommy:</span></strong> It’s nearly lunchtime. Are you hungry yet?<br />
รมมี่: ใกล้เวลาพักกลางวันแล้ว เธอหิวหรือยัง<br />
Moey: I’m not hungry. I’m starving!<br />
<span style="color: #808080;"><strong>เหมย:</strong> </span>ไม่ได้หิวธรรมดานะ ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว!</p>
<p>เป็นยังไงกันบ้างครับกับคำศัพท์ที่นำเสนอกันในฉบับนี้ หวังว่าผู้อ่านจะสามารถจดจำนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงต่อไปเขียนไปเขียนมาก็ชักจะรู้สึก “starving” แล้ว งั้นผู้เขียนคงต้องขอตัวก่อน พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ ^^</p>
<p style="text-align: center;"><strong>####</strong></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=8603&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/natural-disaster-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a0.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Natural Disaster: ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ 1</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/8374.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/8374.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Nov 2010 07:04:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tkorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=8374</guid>
		<description><![CDATA[<br/>

มหันตภัยทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นภัยที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาล และเป็นสิ่งที่คงไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้นเท่าไหร่นัก เพราะทุกๆครั้งย่อมมีแต่ความสูญเสียตามมา ทั้งในด้านทรัพย์สินเงินทอง รวมไปถึงความสูญเสียในด้านชีวิตและร่างกายอย่างที่เกิดขึ้นกับพี่น้องบ้านเราในหลายพื้นที่อยู่ในขณะนี้



1. ภัยธรรมชาติทางพื้นดิน (Land movement disaster) ประกอบไปด้วย แผ่นดินถล่ม (Landslide / Landslip) หิมะถล่ม (Avalanche / Snowslide) (พายุหิมะเรียกว่า “Blizzard” เกล็ดหิมะ “Snowflake / Flake” หิมะที่ตกลงมาปรอยๆในช่วงเวลาสั้นๆ “Flurry” ตุ๊กตาหิมะ “Snowman”) แผ่นดินไหว (Earthquake) และเหตุการณ์แผ่นดินไหวเล็กน้อยที่เกิดตามมาและไม่สร้างความเสียหายขนาดใหญ่เรียกว่า “Aftershock” ภูเขาไฟระเบิด (Volcanic ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2F8374.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p style="text-align: left;"><img class="size-full wp-image-8376 aligncenter" title="Untitled" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/11/Untitled.png" alt="Untitled" width="536" height="345" /></p>
<p style="text-align: left;">มหันตภัยทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นภัยที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาล และเป็นสิ่งที่คงไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้นเท่าไหร่นัก เพราะทุกๆครั้งย่อมมีแต่ความสูญเสียตามมา ทั้งในด้านทรัพย์สินเงินทอง รวมไปถึงความสูญเสียในด้านชีวิตและร่างกายอย่างที่เกิดขึ้นกับพี่น้องบ้านเราในหลายพื้นที่อยู่ในขณะนี้</p>
<p style="text-align: center;"><span id="more-8374"></span><br />
<img class="size-full wp-image-8375 aligncenter" title="volcano" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/11/volcano.jpg" alt="volcano" width="381" height="297" />
</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #7f500f;"><strong>1. ภัยธรรมชาติทางพื้นดิน (Land movement disaster)</strong></span> ประกอบไปด้วย แผ่นดินถล่ม (Landslide / Landslip) หิมะถล่ม (Avalanche / Snowslide) (พายุหิมะเรียกว่า “Blizzard” เกล็ดหิมะ “Snowflake / Flake” หิมะที่ตกลงมาปรอยๆในช่วงเวลาสั้นๆ “Flurry” ตุ๊กตาหิมะ “Snowman”) แผ่นดินไหว (Earthquake) และเหตุการณ์แผ่นดินไหวเล็กน้อยที่เกิดตามมาและไม่สร้างความเสียหายขนาดใหญ่เรียกว่า “Aftershock” ภูเขาไฟระเบิด (Volcanic eruption) ซึ่งสิ่งที่ตามมาด้วยก็คือลาวา (Lava) เถ้าถ่าน (Ash) และหินหนืดหรือหินหลอมละลายที่อยู่ใต้ผิวใต้ผิวโลก (Magma)</p>
<p style="text-align: left;"><img class="size-full wp-image-8377 aligncenter" title="tsunami" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/11/tsunami.jpg" alt="tsunami" width="318" height="286" /><br />
<span style="color: #17a5e8;"><strong>2. อุทกภัยหรือภัยธรรมชาติทางน้ำ (Water disaster)</strong></span> ประกอบไปด้วย น้ำท่วมหรือน้ำล้นตลิ่ง (Flood / Spate / Deluge) น้ำป่าไหลหลากหรือกระแสน้ำเชี่ยว (Flashflood / Torrent) โดยประตูกั้นน้ำหรือประตูระบายน้ำนั้นเรียกว่า “Watergate / Floodgate” ส่วนภัยธรรมชาติทางน้ำที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือสึนามิ (Tsunami) หรือคลื่นทะเล (Tidal wave) ขนาดยักษ์ที่สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างใหญ่หลวง คำนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “Harbor wave” หรือคลื่นที่เกิดบริเวณอ่าวท่าเรือ (Tsu = Harbor, Nami = Wave) ครับ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><img class="size-full wp-image-8378 aligncenter" title="firewood" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/11/firewood.jpg" alt="firewood" width="356" height="242" /><br />
<span style="color: #ff0000;">3. อัคคีภัย (Fire) เป็นภัยธรรมชาติที่เกี่ยวกับไฟ</span></strong> โดยมีสาเหตุจากหลายประการ เช่น ความผิดปกติของวงจรไฟฟ้า ที่เรียกว่าไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟช็อต (Electrical short / Short circuit) ไฟป่า (Wildfire / Forest fire) ส่วนพนักงานดับเพลิงหรือนักผจญเพลิงนั้นเรียกว่า “Firefighter / Fireman” ถังดับเพลิงหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการดับไฟคือ “Fire extinguisher” รถดับเพลิง “Fire engine / Fire truck” บันไดหนีไฟหรือทางหนีไฟคือ “Fire escape / Fire exit” ครับ</p>
<p><strong>เขียนไปเขียนมาหมดหน้ากระดาษซะแล้ว ฉบับหน้ามาอ่านต่อกันอีกหน่อยกับเรื่องราวของมหันตภัยทางธรรมชาติประเภทอื่นๆ โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ^^</strong>
</p>
<p style="text-align: right;"><strong>Text : </strong>Anochao Phetcharat</p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=8374&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/8374.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Don&#8217;t Judce a book by its cover</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/dont-judce-a-book-by-its-cover.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/dont-judce-a-book-by-its-cover.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 13 Oct 2010 10:18:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kira</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=8247</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
แวะเวียนมาพบกันอีกครั้งแล้วนะครับ กับงานดีๆที่สนับสนุนให้คนไทย โดยเฉพาะเยาวชนมีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น อย่างงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 15 (BOOKEXPO THAILAND 2010) ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนต.ค. Smart English ฉบับนี้จึงขอเอาใจนักอ่านที่สนใจภาษาอังกฤษด้วยการนำคำคมเด็ดๆ ของนักคิดดังๆ เกี่ยวกับการอ่านที่น่าสนใจมากฝากกัน
&#8220;Never lend books, for no one ever returns them; the only books I me.&#8221;
“อย่าให้คนที่ไม่ชอบคืนยืมหนังสือของเราไปเด็ดขาด หนังสือทั้งหมดที่ผมมีในห้องสมุดที่บ้านล้วนแต่เป็นหนังสือที่เพื่อนผมให้ยืมมาทั้งนั้น”
-Anatole France
&#8220;I know many books which have ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Fdont-judce-a-book-by-its-cover.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p><img class="alignleft size-medium wp-image-8249" title="SmartEnglish" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/10/SmartEnglish-300x128.jpg" alt="SmartEnglish" width="300" height="128" />แวะเวียนมาพบกันอีกครั้งแล้วนะครับ กับงานดีๆที่สนับสนุนให้คนไทย โดยเฉพาะเยาวชนมีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น อย่างงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 15 (BOOKEXPO THAILAND 2010) ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนต.ค. Smart English ฉบับนี้จึงขอเอาใจนักอ่านที่สนใจภาษาอังกฤษด้วยการนำคำคมเด็ดๆ ของนักคิดดังๆ เกี่ยวกับการอ่านที่น่าสนใจมากฝากกัน<span id="more-8247"></span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>&#8220;Never lend books, for no one ever returns them; the only books I me.&#8221;</strong><br />
</span>“อย่าให้คนที่ไม่ชอบคืนยืมหนังสือของเราไปเด็ดขาด หนังสือทั้งหมดที่ผมมีในห้องสมุดที่บ้านล้วนแต่เป็นหนังสือที่เพื่อนผมให้ยืมมาทั้งนั้น”<br />
<span style="color: #cc99ff;">-Anatole France</span></p>
<p><strong><span style="color: #000000;">&#8220;I know many books which have bored their readers, but I know of none which has done real evil.&#8221;<br />
</span></strong>“ฉันรู้จักหนังสือหลายเล่มที่ผู้อ่านอ่านแล้วเบื่อ แต่ไม่รู้จักเล่มไหนเลยที่อ่านแล้วจะให้โทษมหันต์”<br />
<span style="color: #99ccff;">-Voltaire</span></p>
<p><strong>&#8220;Never put off till tomorrow the book you can read today.&#8221;</strong><br />
“อย่าผัดการอ่านหนังสือที่คุณอ่านได้ในวันนี้ ไปจนถึงวันพรุ่งนี้”<br />
<span style="color: #99cc00;">-Holbrook Jackson</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>&#8220;If you only read the books that everyone else is reading, you can only think what everyone else is thinking.&#8221;<br />
</strong></span>“ถ้าคุณอ่านเพียงหนังสือเล่มที่คนอื่นเขาอ่านกัน คุณก็สามารถคิดได้แต่เพียงในสิ่งที่คนอื่นเขาคิดกัน”<br />
<span style="color: #ffcc00;">-Haruki Murakami</span></p>
<p><strong><span style="color: #000000;">&#8220;A book is a device to ignite the imagination.&#8221;<br />
</span></strong>“หนังสือเป็นดั่งเครื่องมือในการจุดประกายจินตนาการ”<br />
<span style="color: #ff99cc;">-Alan Bennett</span></p>
<p><strong><span style="color: #000000;">&#8220;If books are not good company, where shall I find it?&#8221;<br />
</span></strong>“หากหนังสือไม่ใช่มิตรที่ดี แล้วฉันจะหาใครได้ที่ไหน”<br />
<span style="color: #33cccc;">-Mark Twain</span></p>
<p><strong><span style="color: #000000;">&#8220;I hate books; they only teach us to talk about things we know nothing about.&#8221;</span></strong><br />
“ฉันเกลียดหนังสือ มันเอาแต่สอนให้เราพูดแต่ในเรื่องที่เราไม่เคยรู้อะไรมาก่อนเลย”<br />
<span style="color: #ff0000;">-Jean-Jacques Rousseau</span></p>
<p><strong><span style="color: #000000;">&#8220;Where they have burned books, they will end in burning human beings.&#8221;</span></strong><br />
“ที่ไหนที่มนุษย์เราเผาหนังสือ สุดท้ายแล้วก็คือที่ที่เขาเผาความเป็นมนุษย์”<br />
<span style="color: #33cccc;">-Heinrich Heine</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>&#8220;Books are like mirrors: if a fool looks in, you cannot expect a genius to look out.&#8221;<br />
</strong></span>“หนังสือก็เปรียบเสมือนกระจก ถ้าคนโง่มองเข้าไป เราก็คงจะคาดหวังให้คนฉลาดมองออกมาไม่ได้”<br />
<span style="color: #808000;">-J.K. Rowling</span></p>
<p>แล้วพบกันที่งานมหกรรมหนังสือระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 21 – วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2553 นี้นะครับ ^^</p>
<p style="text-align: right;">Text : อโนเชาว์ เพชรรัตน์</p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=8247&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/dont-judce-a-book-by-its-cover.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Inception Vocab Interpretation</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/inception-vocab-interpretation.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/inception-vocab-interpretation.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Sep 2010 09:40:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tkorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=7851</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
สวัสดีครับคุณผู้อ่านชาว D+PLUS ทุกท่าน เนื่องจากเดือนที่ผ่านมา ผมพอจะมีเวลาว่างพักผ่อนด้วยการไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ 2-3 เรื่อง (พูดซะเหมือนว่าปกติยุ่งเหลือเกิน) และเรื่องที่ชอบที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมดก็คือ Inception (ชื่อไทยว่า อินเซ็ปชั่น จิตพิฆาตโลก) ด้วยเห็นว่าหนังเรื่องนี้มีคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่น่าสนใจอยู่หลายคำจึงอยากจะหยิบมานำเสนอด้วยวิธีง่าย ๆ ให้ผู้อ่านแฟนๆคอลัมน์ Smart English ได้ทราบเพื่อสามารถจดจำและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวันกันต่อไปครับ

คำแรกที่อยากจะพูดถึงคือชื่อของหนังครับ Inception แปลว่า การก่อตั้งหรือการเริ่มต้นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (คำไวพจน์คือ beginning, initiation, origin) ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าน่าจะเป็นคอนเซ็ปต์ของหนังเรื่องนี้ ที่พระเอกเริ่มต้นทุกอย่างด้วยการฝัน (และฝันซ้อนฝันซ้อนฝันอีกมากมายหลายชั้น เล่นเอาผมเองก็เดินมึนตึ้บออกมาจากโรงเลยทีเดียว – -“)
ต่อมาเป็นคำโปรยของหนัง (tagline) “Your Mind ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Finception-vocab-interpretation.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p style="text-align: justify;">สวัสดีครับคุณผู้อ่านชาว D+PLUS ทุกท่าน เนื่องจากเดือนที่ผ่านมา ผมพอจะมีเวลาว่างพักผ่อนด้วยการไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ 2-3 เรื่อง (พูดซะเหมือนว่าปกติยุ่งเหลือเกิน) และเรื่องที่ชอบที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมดก็คือ Inception (ชื่อไทยว่า อินเซ็ปชั่น จิตพิฆาตโลก) ด้วยเห็นว่าหนังเรื่องนี้มีคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่น่าสนใจอยู่หลายคำจึงอยากจะหยิบมานำเสนอด้วยวิธีง่าย ๆ ให้ผู้อ่านแฟนๆคอลัมน์ Smart English ได้ทราบเพื่อสามารถจดจำและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวันกันต่อไปครับ</p>
<p style="text-align: center;"><span id="more-7851"></span><img class="size-full wp-image-7853     aligncenter" title="inceptionimaxposter" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/09/inceptionimaxposter.jpg" alt="inceptionimaxposter" width="286" height="406" /></p>
<p style="text-align: justify;">คำแรกที่อยากจะพูดถึงคือชื่อของหนังครับ<strong> Inception</strong> แปลว่า การก่อตั้งหรือการเริ่มต้นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (คำไวพจน์คือ <strong>beginning, initiation, origin</strong>) ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าน่าจะเป็นคอนเซ็ปต์ของหนังเรื่องนี้ ที่พระเอกเริ่มต้นทุกอย่างด้วยการฝัน (และฝันซ้อนฝันซ้อนฝันอีกมากมายหลายชั้น เล่นเอาผมเองก็เดินมึนตึ้บออกมาจากโรงเลยทีเดียว – -“)</p>
<p style="text-align: justify;">ต่อมาเป็นคำโปรยของหนัง (tagline) “<strong>Your Mind Is The Scene Of The Crime</strong>” แปลเป็นไทยว่า “<strong>จิตของคุณคือสถานที่ก่ออาชญากรรม”</strong> คำว่า “<strong>min</strong>d” นอกจากจะแปลว่า “จิตหรือจิตใจ” แล้ว ยังมีความหมายรวมไปถึง <strong>“ความคิด สติปัญญา</strong>” ด้วย ส่วนวลี “<strong>scene of the crime</strong>” หรือ “<strong>crime scene</strong>” นั้นแปลว่า “<strong>สถานที่เกิดเหตุ หรือ สถานที่ที่เกิดอาชญากรรม</strong>” ส่วนคำโปรยอีกหนึ่งประโยคของหนังเรื่องนี้ก็คือ “<strong>The Dream Is Real</strong>” แปลว่า “<strong>ความฝันเป็นจริง</strong>” ครับ</p>
<p>คำศัพท์ต่อไปนี้เป็นตัวละครหลัก (main characters, leading actors) จากเรื่องทั้ง 7 คนตามใบปิดหนัง 7 ใบ 7 แบบที่ทางค่ายหนังผลิตออกมาเพื่อใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้อย่างสวยงามลงตัวและน่าสนใจมากทีเดียว ได้แก่</p>
<p style="text-align: center;"><strong><img class="size-full wp-image-7854 aligncenter" title="inception2 the extractor" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/09/inception2-the-extractor.jpg" alt="inception2 the extractor" width="286" height="407" /></strong></p>
<p><strong> The Extractor</strong> พระเอกของเรื่อง เป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการชิงข้อมูลมาจากความฝันของคนอื่น คำนี้มาจากคำหลักที่เป็นคำกริยาว่า “to extract” ที่แปลว่า “สกัด, ดึงออก, ถอนออก” สามารถใช้รวมไปถึงบริบทของการ “ถอนฟัน” ซึ่งก็คือ “tooth extract หรือ dental extraction” ได้อีกด้วยครับ</p>
<p style="text-align: center;"><strong><img class="size-full wp-image-7855 aligncenter" title="inception1 the architect" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/09/inception1-the-architect.jpg" alt="inception1 the architect" width="286" height="407" /></strong></p>
<p><strong>The Architect</strong> สถาปนิกสาวผู้ที่มีหน้าที่ในการออกแบบโครงสร้างภายในความฝันให้พระเอก คำนี้เป็นคำนามที่หมายถึงคน แปลว่า “นักสถาปนิก, นักออกแบบอาคาร, คนเขียนแบบ” ส่วนคำนามอีกคำที่หลาย ๆ คนคงคุ้นหูกันดีก็คือ “architecture” หมายความว่า “สถาปัตยกรรม, วิชาการก่อสร้าง, รูปแบบการก่อสร้าง, สิ่งปลูกสร้าง” ครับ</p>
<p style="text-align: center;"><strong><img class="size-full wp-image-7856 aligncenter" title="inception3 the forger" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/09/inception3-the-forger.jpg" alt="inception3 the forger" width="286" height="407" /></strong></p>
<p><strong>The Forger</strong> นักปลอมแปลงฝีมือเยี่ยมผู้ที่ถนัดในการปลอมและเลียนแบบทุกสิ่งอย่าง คำนี้เป็นคำนามแปลว่า “คนหรือผู้ที่ทำปลอม, ลายมือปลอม, ลายเซ็นปลอม” และยังหมายถึง “คนตีเหล็ก ช่างตีเหล็ก (blacksmith, ironsmith, ironworker)” ด้วย ส่วนคำที่อยู่ในรูปของคำนามอีกคำ คือ “forgery” หมายถึง “การทำเลียนแบบ การปลอมแปลง(ลายมือหรือเอกสาร)” คำที่แปลว่า “ของปลอม ของเก๊” ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “counterfeit” (ธนบัตรปลอม = counterfeit bill, สินค้าปลอม = artificial goods, ฟันปลอม = false teeth) รูปกริยาของคำนี้คือ “to forge” แปลว่า “ปลอมแปลง, ทำเลียนแบบ, ตีเหล็ก, เผาเหล็ก, หลอมโลหะ” ครับ</p>
<p style="text-align: center;"><strong> <img class="size-full wp-image-7857 aligncenter" title="inception4 the mark" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/09/inception4-the-mark.jpg" alt="inception4 the mark" width="286" height="407" /></strong></p>
<p><strong>The Mark</strong> ผู้ที่เป็นเป้าหมายหลักของภารกิจความฝันในครั้งนี้ คำว่า “mark” นี้ ทำหน้าที่เป็นคำนาม มีความหมายครอบจักรวาล เช่น “เป้าหมาย, จุดประสงค์, วัตถุประสงค์” (target, aim, purpose, objective) “สัญลักษณ์, เครื่องหมาย, ตรา” (symbol, sign, brand) “รอยแผลเป็น รอยตำหนิ” (scar, blemish) “เส้นเริ่มออกวิ่ง เส้นสตาร์ท” (starting line ส่วนเส้นชัยคือ finish line, finishing line) ประโยคภาษาไทย “เข้าที่ ระวัง ไป” ที่เราใช้พูดที่จุดออกวิ่งนั้นภาษาอังกฤษคือ “On your mark, get set, go.” และอีกหนึ่งประโยคคือ “Ready, set, go.” ใช้ในลักษณะประโยคของการนับถอยหลังในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งทั่วไป เช่น “สาม สอง หนึ่ง!”</p>
<p style="text-align: center;"><strong> <img class="size-full wp-image-7858 aligncenter" title="inception5 the point man" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/09/inception5-the-point-man.jpg" alt="inception5 the point man" width="286" height="407" /></strong></p>
<p><strong>The Point Man</strong> ผู้ที่เป็นสหายของพระเอกมาตั้งแต่ต้นเรื่อง รับหน้าที่สำคัญโดยการคุ้มครองดูแลพระเอก โดยเฉพาะยามที่พระเอกนอนหลับฝัน รวมไปถึงการวิเคราะห์และค้นหาเป้าหมายต่างๆของทีม คำนี้เป็นคำนาม หมายถึงคนที่คอยอยู่แถวหน้าสุดในการปฏิบัติภารกิจที่สำคัญๆ ต่างๆ เช่น ทหารที่อยู่หัวแถวในการทำหน้าที่ลาดตระเวนอยู่ในสนามรบ เป็นต้น</p>
<p style="text-align: center;"><strong><img class="size-full wp-image-7859 aligncenter" title="inception7 the tourist" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/09/inception7-the-tourist.jpg" alt="inception7 the tourist" width="286" height="407" /></strong></p>
<p><strong>The Tourist</strong> นักธุรกิจอภิมหารวยผู้ที่เป็นคนจ้างวานพระเอกของเราให้ปฏิบัติภารกิจหลักในเรื่อง ชื่อ The Tourist นี้น่าจะมาจากการที่เขาเป็นผู้เสนอตัวเองและยืนยันที่จะเข้ามาร่วมอยู่ในภารกิจความฝันครั้งนี้ ประมาณว่าคงอยากไป “เที่ยว” ในฝันอะไรทำนองนี้ คำนี้เป็นคำนามแปลว่า “นักท่องเที่ยว (visitor, holiday maker)” (จากกริยาคำว่า to tour, to visit) มีความหมายต่างจากคำว่า “traveler, traveller = นักเดินทาง” เล็กน้อยในเชิงที่ว่า traveler นั้นจะท่องเที่ยวจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ส่วน tourist จะท่องเที่ยวไปที่จุดหนึ่งจุดเดียว ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวนั้นคือ “tourist/tourism destination” และสถานที่ที่มีจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นพิเศษ คือ “tourist attraction” (to attract = ดึงดูด ชวนให้สนใจ) ครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="inception6 the shade" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/09/inception6-the-shade1.jpg" alt="inception6 the shade" width="286" height="407" /></p>
<p><strong>The Shade</strong> ผู้หญิงคนนี้เป็นภรรยาของพระเอกที่เสียชีวิตไปแล้ว และคอยเฝ้าตามติดพระเอกไปทั่วทุกที่ในโลกของความฝันเพื่อต้องการจะพาไปอยู่ด้วยกัน คำนี้เป็นคำนามแปลว่า “ที่ร่ม, ร่มเงา, ที่บังแดด” เนื่องจากมีลักษณะของความอึมครึมทึมเทาสลัวๆ เพราะเป็นที่ร่ม มีแสงน้อย คำนี้จึงมีความหมายที่ออกไปในเชิงลบว่า “ผี, ปีศาจ, วิญญาณ“ ด้วย ซึ่งความหมายนี้ก็ตรงกับลักษณะคาแรคเตอร์ของตัวละครตัวนี้ อีกทั้งคำนี้ยังมีความหมายรวมไปถึงคำว่า “เฉดสี” เมื่ออยู่ในรูปกริยา “to shade” จึงแปลว่า “แรเงา บังเพื่อให้ร่มเงา” ถ้าเติม “s” shades จะเป็นศัพท์แสลงที่แปลว่า “แว่นกันแดด แว่นตาดำ” (sunglasses, dark glasses) ครับ</p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=7851&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/inception-vocab-interpretation.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>The mother is everything</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/the-mother-is-everything.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/the-mother-is-everything.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 Aug 2010 04:38:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tkorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>
		<category><![CDATA[วันแม่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=7599</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
เนื่องจากสิงหาคมเป็นเดือนที่มีวันสำคัญที่สุดของคนไทยเราทุกคนวันหนึ่ง นั่นก็คือ “วันแม่” D+PLUS ฉบับนี้จึงขอนำเสนอผู้อ่านด้วยคำศัพท์รวมไปถึงสำนวน (Idiom) น่าสนใจและมีประโยชน์ที่เกี่ยวกับ “แม่ๆ” สำหรับนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันกันต่อไปครับ

คำศัพท์ที่น่าสนใจ
Motherhood (n.) ความเป็นมารดา
Godmother (n.) แม่ทูนหัว, แม่อุปถัมภ์
Foster mother / Stepmother (n.) แม่เลี้ยง
Single mother (n.) คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว, ผู้หญิงที่เลี้ยงลูกเพียงลำพัง ไม่มีสามีช่วยเหลือดูแล
Mother-in-law (n.) แม่ยาย, แม่สามี, แม่ภรรยา
Mothercraft (n.) ทักษะในการเลี้ยงดูบุตรของแม่
Mother-to-be (n.) ว่าที่คุณแม่, คนที่กำลังจะเป็นแม่
Motherless (adj.) กำพร้าแม่, ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Fthe-mother-is-everything.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p style="text-align: justify;">เนื่องจากสิงหาคมเป็นเดือนที่มีวันสำคัญที่สุดของคนไทยเราทุกคนวันหนึ่ง นั่นก็คือ<strong> “วันแม่”</strong> D+PLUS ฉบับนี้จึงขอนำเสนอผู้อ่านด้วยคำศัพท์รวมไปถึงสำนวน (Idiom) น่าสนใจและมีประโยชน์ที่เกี่ยวกับ<strong> “แม่ๆ”</strong> สำหรับนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันกันต่อไปครับ<span id="more-7599"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="alignnone size-full wp-image-7598" title="sme2" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/08/sme2.jpg" alt="sme2" width="386" height="386" /></p>
<p><strong><span style="color: #3366ff;">คำศัพท์ที่น่าสนใจ</span></strong></p>
<p><strong>Motherhood</strong> (n.) ความเป็นมารดา<br />
<strong>Godmother</strong> (n.) แม่ทูนหัว, แม่อุปถัมภ์<br />
<strong>Foster mother / Stepmother</strong> (n.) แม่เลี้ยง<br />
<strong>Single mother</strong> (n.) คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว, ผู้หญิงที่เลี้ยงลูกเพียงลำพัง ไม่มีสามีช่วยเหลือดูแล<br />
<strong>Mother-in-law</strong> (n.) แม่ยาย, แม่สามี, แม่ภรรยา<br />
<strong>Mothercraft</strong> (n.) ทักษะในการเลี้ยงดูบุตรของแม่<br />
<strong>Mother-to-be</strong> (n.) ว่าที่คุณแม่, คนที่กำลังจะเป็นแม่<br />
<strong>Motherless</strong> (adj.) กำพร้าแม่, ไม่มีแม่<br />
<strong>Motherland / Mother country</strong> (n.) มาตุภูมิ, บ้านเกิดเมืองนอน<br />
<strong>Mother tongue / Mother language</strong> (n.) ภาษาแม่, ภาษาที่พูดมาแต่กำเนิด<br />
<strong>Mother wit</strong> (n.) เชาวน์หรือสติปัญญาที่มีมาแต่กำเนิด<br />
<strong>Mother earth</strong> (n.) พระแม่ธรณี<br />
<strong>Motherboard</strong> (n.) แผงวงจรหลักในเครื่องคอมพิวเตอร์ (ส่วน &#8220;แผงวงจรลูก&#8221; จะเรียกว่า Daughterboard ครับ)</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-7601 aligncenter" title="mother kissing baby" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/08/sme11.jpg" alt="mother kissing baby" width="336" height="486" /></p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">สำนวนที่น่าสนใจ</span></strong></p>
<p><strong>A mama&#8217;s boy = ลูกแหง่, ลูกผู้ชายที่ติดแม่ มีนิสัยไม่รู้จักโต<br />
</strong>Everyone at school calls Tom a mama&#8217;s boy because he runs home with every little problem.<br />
ใครๆที่โรงเรียนก็ต่างเรียกทอมว่าลูกแหง่ เพราะเขาชอบวิ่งกลับบ้านทุกครั้งที่มีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ</p>
<p><strong>At one’s mother’s knee = ตั้งแต่เด็ก (สมัยที่ยังนอนบนตักแม่)<br />
</strong>I learned to swim at my mother’s knee.<br />
ผมเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สมัยเด็กๆ</p>
<p><strong>Face that only a mother could love = หน้าตาน่าเกลียด ชนิดที่มีแต่แม่เท่านั้นที่รักลง ส่วนใหญ่ใช้พูดในเชิงติดตลก<br />
</strong>That poor guy has a face only a mother could love.<br />
ผู้ชายน่าสงสารคนนั้นหน้าตาน่าเกลียดมาก</p>
<p><strong>Happy Mother’s Day สุขสันต์วันแม่กันถ้วนหน้าทั้งคนเป็นแม่และคนเป็นลูกนะครับแฟนๆชาว Smart English ทุกคน&#8230;</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>เรื่อง : อโนเชาวน์ เพชรรัตน์</strong></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=7599&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/the-mother-is-everything.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

