<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Digital, Lifestyle and more &#187; กล้องดิจิตอล</title>
	<atom:link href="http://www.dplusmag.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a5/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dplusmag.com</link>
	<description>Digital Lifestyle magazine</description>
	<lastBuildDate>Wed, 05 Oct 2011 04:36:26 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>การวัดแสง</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Mar 2010 10:47:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[digital life style]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyles]]></category>
		<category><![CDATA[DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง SLR]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การชดเชยแสง]]></category>
		<category><![CDATA[การวัดแสง]]></category>
		<category><![CDATA[ชดเชยแสง]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพถ่ายดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการวัดแสง]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=6186</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
สวัสดีครับ Photo Know How ฉบับนี้ขอมาทำหน้าที่แทนคุณ monotrendy ที่ติดภาระกิจด่วนไม่สามารถมาโม้ เอ้ย!มาพบกับเพื่อนๆได้ ผมเลยขออาสามารับผิดชอบคอลัมน์นี้แทนไปพลางๆชั่วคราวก่อนครับ

หลังจากที่คุณสามารถจัดองค์ประกอบภาพรูปแบบต่างๆ ได้แล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ จะถ่ายภาพอย่างไรให้ได้ค่าแสงที่เหมาะสมใกล้เคียงกับที่ตาของเราเห็น คุณสามารถบังคับให้แสงมืด หรือสว่างเฉพาะบริเวณที่ต้องการได้  จะบังคับให้ฉากหน้าสว่างแล้วให้ฉากหลังมืดก็ได้อีกเหมือนกันครับ กล้องถ่ายภาพ DSLR มีความฉลาดมาก (จริงๆ แล้วจะพูดว่าฉลาดกว่าผมอีกก็ไม่ผิดนะครับ&#8230;) แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ กล้องถ่ายภาพก็เหมือนกับเครื่องมืออิเล็กทรอนิคส์ ทั่วๆไปที่ไม่สามารถทำงานได้เองอย่างเต็มระบบ คุณต้องเป็นคนออกคำสั่งให้กล้องถ่ายภาพทำงาน ต้องรู้ว่ากล้องถ่ายภาพทำงานอย่างไร  หรือทำอะไรได้อีกบ้าง ควรเรียนรู้กล้องถ่ายภาพของคุณให้มากๆนะครับ (ลองนึกว่าเค้าเป็นเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งก็ได้นะครับ 555)
ผมมีความลับจะบอกให้ จริงๆ แล้วเพื่อนสนิทของคุณนั้น เค้าตาบอดสีครับ กล้องถ่ายภาพ DSLR ไม่สามารถมองเห็นสีทุกสีที่มีอยู่มากมายบนโลกได้ ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2F%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2587.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>สวัสดีครับ Photo Know How ฉบับนี้ขอมาทำหน้าที่แทนคุณ monotrendy ที่ติดภาระกิจด่วนไม่สามารถมาโม้ เอ้ย!มาพบกับเพื่อนๆได้ ผมเลยขออาสามารับผิดชอบคอลัมน์นี้แทนไปพลางๆชั่วคราวก่อนครับ<br />
<span id="more-6186"></span><br />
หลังจากที่คุณสามารถจัดองค์ประกอบภาพรูปแบบต่างๆ ได้แล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ จะถ่ายภาพอย่างไรให้ได้ค่าแสงที่เหมาะสมใกล้เคียงกับที่ตาของเราเห็น คุณสามารถบังคับให้แสงมืด หรือสว่างเฉพาะบริเวณที่ต้องการได้  จะบังคับให้ฉากหน้าสว่างแล้วให้ฉากหลังมืดก็ได้อีกเหมือนกันครับ กล้องถ่ายภาพ DSLR มีความฉลาดมาก (จริงๆ แล้วจะพูดว่าฉลาดกว่าผมอีกก็ไม่ผิดนะครับ&#8230;) แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ กล้องถ่ายภาพก็เหมือนกับเครื่องมืออิเล็กทรอนิคส์ ทั่วๆไปที่ไม่สามารถทำงานได้เองอย่างเต็มระบบ คุณต้องเป็นคนออกคำสั่งให้กล้องถ่ายภาพทำงาน ต้องรู้ว่ากล้องถ่ายภาพทำงานอย่างไร  หรือทำอะไรได้อีกบ้าง ควรเรียนรู้กล้องถ่ายภาพของคุณให้มากๆนะครับ (ลองนึกว่าเค้าเป็นเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งก็ได้นะครับ 555)</p>
<p>ผมมีความลับจะบอกให้ จริงๆ แล้วเพื่อนสนิทของคุณนั้น เค้าตาบอดสีครับ กล้องถ่ายภาพ DSLR ไม่สามารถมองเห็นสีทุกสีที่มีอยู่มากมายบนโลกได้ ดังนั้นเค้าจึงปรับภาพให้เป็นขาวดำ แล้วแบ่งโซนสีออกเป็นโทนเข้มและโทนอ่อนหลายๆส่วนเพื่อนำไปประมวลผลภาพกลับไปเป็นภาพสีอีกครั้ง</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-6189" title="personal-portrait-color" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/03/personal-portrait-color.jpg" alt="personal-portrait-color" width="510" height="375" /></p>
<p>กล้องถ่ายภาพ DSLR จะเห็นภาพเป็นขาวดำและแบ่งหลายๆโซน จากนั้นจะประมวลผลกลับไปเป็นภาพสี<br />
<strong><br />
&#8230;แต่กล้องถ่ายภาพก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าส่วนไหน Under ส่วนไหนที่ Over (อ้าว ฉลาดจริงๆ มั้ยเนี่ย) </strong></p>
<p>ดังนั้นกล้องถ่ายภาพ DSLR จึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าบริเวณใดๆก็ตามที่คุณวัดแสง จะถือว่ามีความเข้มของแสงแค่ 18% (สีเทากลาง) เท่านั้นพอ จากนั้นจะเปรียบเทียบความเข็มของแสงแล้วเข้าสูตรประมวลผลค่าแสงส่วนอื่นๆ ของภาพออกมาเป็นภาพสีที่สมบูรณ์อีกครั้ง คุณอาจจะยังนึกภาพไม่ออก เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-6191" title="การชดเชยแสง" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/03/การชดเชยแสง.jpg" alt="การชดเชยแสง" width="500" height="369" /><br />
อย่างเช่น<strong> รูป A</strong> หากวัดแสงบริเวณใต้หมวกมีสีดำ แล้วไม่ชดเชยค่าแสงให้เป็น – (ลบ) ภาพที่ได้จะ Over เนื่องจากกล้องจะมองว่าบริเวณใต้หมวกที่มีสีดำคือค่าแสงที่ 18% แล้วดึงสีดำให้สว่างขึ้น</p>
<p><strong>รูป B</strong> หากคุณวัดแสงที่บริเวณท้องฟ้า ซึ่งมีค่าสีใกล้เคียงกับสีเทากลาง 18% จากนั้นชดเชยค่าแสงเพิ่มขึ้นอีก +0.5<br />
ก็จะได้ค่าแสงที่พอดีใกล้เคียงกับสีที่ตาเห็น และบริเวณอื่นๆ ของภาพ รวมทั้งสีของปลาหมึกไม่ขาวจนเกินไป สีของเม็ดทรายก็จะไม่ขาวจนไม่เห็นรายละเอียด รวมไปถึงสีเสื้อที่มีสีดำก็จะมีรายละเอียดมากขึ้น</p>
<p><strong>รูป C</strong> หากวัดแสงบริเวณปลาหมึก แล้วไม่ชดเชยค่าแสงให้เป็น + (บวก) ภาพที่ได้ก็จะ Under เนื่องจากกล้องคิดว่าบริเวณปลาหมึกที่มีสีขาวคือค่าแสงที่ 18% แล้วดึงสีดำให้มืดลง ส่งผลให้บริเวณส่วนอื่นๆ ของภาพ เช่น หาดทรายและตัวปลาหมึก รวมทั้งส่วนประกอบของภาพมืดลงด้วย</p>
<blockquote><p>*สิ่งสำคัญที่สุดหากคุณใช้โหมด Av / Tv / P เมื่อได้ค่าแสงที่ต้องการแล้วคุณต้องล็อคค่าแสงด้วยทุกครั้ง  เพราะหลังจากจัดองค์ประกอบของภาพใหม่ หากไม่ได้ล็อคค่าแสง กล้องถ่ายภาพจะเริ่มวัดแสงใหม่ ณ จุดบริเวณใหม่ที่คุณจัดองค์ประกอบภาพ ในกรณีนี้ผมวัดค่าแสงที่จุดโฟกัสตรงกลาง ยกตัวอย่างขั้นตอนที่ผิดเช่น</p></blockquote>
<p>1 คุณเริ่มวัดแสงที่บริเวณท้องฟ้าแล้วชดเชยค่าแสงเป็น +0.5 ได้แล้ว (รูปตัวอย่าง A)<br />
2. จัดองค์ประกอบภาพใหม่ สังเกตบริเวณจุดโฟกัสตรงกลางจะอยู่ที่บริเวณเงาของปลาหมึกซึ่งมืด จากนั้นกล้องจะเริ่มวัดค่าแสงใหม่โดยการเปลี่ยนค่าใดค่าหนึ่งยกอย่างเช่นหากคุณให้โหมด Av กล้องก็จะเปลี่ยนค่าจาก f11 เป็น F8 หรือถ้าคุณใช้โหมด Tv กล้องจะเปลี่ยนค่าความเร็วชัตเตอร์จาก 250 เป็น 1/125 ทำให้โดยรวมของภาพทั้งหมดสว่างขึ้นและไม่ได้เป็นอย่างที่เราวัดแสงไว้ในครั้งแรก<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-6193" title="การวัดแสง-ณ-จุดต่างๆ" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/03/การวัดแสง-ณ-จุดต่างๆ.jpg" alt="การวัดแสง-ณ-จุดต่างๆ" width="518" height="293" /><br />
เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณวัดแสงบริเวณไหน ถ้าคุณวัดแสงในส่วนที่เป็นสีดำ คุณต้องชดเชยแสงไปค่า – (ลบ)</p>
<p>เพื่อบอกกับกล้องถ่ายภาพว่านี้ไม่ใช่สีเทากลางนะ และถ้าคุณวัดแสงที่บริเวณสีขาว คุณต้องชดเชยแสงไปทาง + (บวก) เพื่อบอกกล้องให้รู้ว่านี่ก็ไม่ใช่สีเทากลางนะแต่เป็นสีขาว ทีนี้คุณคงเข้าใจแล้วนะครับว่าทำไมต้องชดเชย ค่าแสง แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า วัตถุนี้ควรที่จะชดเชยค่าแสง + หรือ &#8211; ตอบง่ายๆ เลย คือต้องวัดแสงให้เป็น จำสีที่เราจะชดเชยค่าแสง แล้วเลือกวัดตรงบริเวณ ณ จุดนั้น  คุณคงคิดว่ามีสีเยอะแยะเต็มไปหมด จำไม่ทัน &#8230;จริงๆ แล้วสีที่ใช้วัดแสงในสถานการณ์ที่ผมเจอมีอยู่ไม่กี่สีครับ คุณไม่จำเป็นต้องจำทุกสี เพียงแค่คุณจำสีหลักๆไม่กี่สี คือ สีขาว สีเหลือง  + / สีดำ &#8211; / สีเทา สีฟ้าเข้ม สีเขียวเข้ม 0 หรือดูค่าสีต่างๆได้ตามตารางครับ<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-6195" title="ตารางชดเชยแสง" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/03/ตารางชดเชยแสง.jpg" alt="ตารางชดเชยแสง" width="300" height="178" /></p>
<p>ผมมีตัวอย่างภาพ พร้อมทั้งบอกบริเวณที่วัดแสง และชดเชยแสง เป็นภาพที่ผมถ่ายเก็บไว้ และไม่เคยบอกใครเลยจริงๆ ว่าผมวัดแสงบริเวณไหน (เพราะว่าจริงๆ แล้วก็ไม่มีใครถามผมเหมือนกัน 555)<br />
การวัดแสงยังไม่สมบูรณ์ 100% ยังมีการเลือกใช้ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ, วัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง และการวัดแสงแบบเฉพาะจุด ควรเลือกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ไว้ติดตามต่อในฉบับหน้าครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-6196" title="การวัดค่าแสง" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/03/การวัดค่าแสง.jpg" alt="การวัดค่าแสง" width="514" height="189" /></p>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความ : T. Apichat<br />
ภาพ : T. Apichat</strong></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=6186&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>10 เทคโนโลยีของกล้อง DSLR (ที่น่าจะมีสักที) ในปี 2010</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/10-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-dslr.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/10-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-dslr.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Dec 2009 04:51:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[digital life style]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyles]]></category>
		<category><![CDATA[DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบวัดแสง]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีกล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=5360</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ก่อนอื่นก็ต้องขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ กับเพื่อนๆกันล่วงหน้าก่อนเลยนะครับ เผลอแป๊บเดียวใกล้จะสิ้นปีอีกแล้ว วันเวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆเลย ในช่วงระยะหลายปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่กล้อง DSLR ได้รับความนิยมกันในหมู่ช่างภาพอย่างกว้างขวาง เทคโนโลยีด้านต่างๆของกล้อง DSLR ก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ
ทั้งทางด้านความละเอียด ระบบการทำงานรวมไปถึงลูกเล่นต่างๆที่แต่ละค่ายงัดออกมาเกทับกันอย่างเมามัน และถึงแม้ว่ากล้อง DSLR จะดูไฮโซ ดูล้ำยุคเพียงใด แต่เชื่อหรือไม่ครับว่ายังมีเทคโนโลยีอีกหลายอย่าง ที่กล้องคอมแพคของคุณป้าคนข้างๆเค้าเหนือกว่าเราอีกนะ ว่าแล้วก็ลองมาดูกันนะครับว่าในปีหน้า (หรือปีต่อๆไป) มีเทคโนโลยีใดบ้างที่มีแนวโน้มว่าจะนำมาใช้ในกล้อง DSLR
1.จอทัชสกรีน
จอทัชสกรีนไม่ใช่ระบบแปลกใหม่ของกล้องดิจิตอล เพราะที่ผ่านมาก็มีกล้องคอมแพคที่ใช้จอระบบสัมผัสให้เห็นกันอยู่แล้วหลายรุ่น เช่น SONY DSC N1, SAMSUNG NV100 HD, CANON IXUS 200IS เป็นต้น ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2F10-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2584%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587-dslr.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ก่อนอื่นก็ต้องขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ กับเพื่อนๆกันล่วงหน้าก่อนเลยนะครับ เผลอแป๊บเดียวใกล้จะสิ้นปีอีกแล้ว วันเวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆเลย ในช่วงระยะหลายปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่กล้อง DSLR ได้รับความนิยมกันในหมู่ช่างภาพอย่างกว้างขวาง เทคโนโลยีด้านต่างๆของกล้อง DSLR ก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ</p>
<p><span id="more-5360"></span>ทั้งทางด้านความละเอียด ระบบการทำงานรวมไปถึงลูกเล่นต่างๆที่แต่ละค่ายงัดออกมาเกทับกันอย่างเมามัน และถึงแม้ว่ากล้อง DSLR จะดูไฮโซ ดูล้ำยุคเพียงใด แต่เชื่อหรือไม่ครับว่ายังมีเทคโนโลยีอีกหลายอย่าง ที่กล้องคอมแพคของคุณป้าคนข้างๆเค้าเหนือกว่าเราอีกนะ ว่าแล้วก็ลองมาดูกันนะครับว่าในปีหน้า (หรือปีต่อๆไป) มีเทคโนโลยีใดบ้างที่มีแนวโน้มว่าจะนำมาใช้ในกล้อง DSLR</p>
<h3>1.จอทัชสกรีน</h3>
<p>จอทัชสกรีนไม่ใช่ระบบแปลกใหม่ของกล้องดิจิตอล เพราะที่ผ่านมาก็มีกล้องคอมแพคที่ใช้จอระบบสัมผัสให้เห็นกันอยู่แล้วหลายรุ่น เช่น SONY DSC N1, SAMSUNG NV100 HD, CANON IXUS 200IS เป็นต้น แต่สำหรับกล้อง DSLR นั้นจอระบบสัมผัสยังคงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตามองและคิดว่าในไม่ช้าจะต้องถูกนำลงมาใส่ในกล้อง DSLR ด้วยอย่างแน่นอน เพราะการเปลี่ยนมาใช้การควบคุมกล้องแบบจอสัมผัสมีข้อดีมากมาย เช่น ทำให้สามารถออกแบบกล้องได้<br />
กระทัดรัดกว่าเดิม แถมยังสามารถขยายหน้าจอ LCD ให้กว้างขึ้นอีกเพราะ ไม่ต้องเผื่อพื้นที่ให้วางปุ่ม เนื่องจากปุ่มควบคุมด้านหลังถูกย้ายไปอยู่ในจอเรียบร้อยแล้ว<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5361" title="touchscreen" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/touchscreen.jpg" alt="touchscreen" width="450" height="335" /></p>
<h3>2.เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้</h3>
<p>จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถแนบภาพที่เราเพิ่งถ่ายไปกับอีเมล์ แล้วส่งไปให้เพื่อนฝูงหรือคนรู้จักที่อยู่ในอีกมุมหนึ่งของโลกได้โดยไม่ต้องพึ่งคอมพิวเตอร์อีกต่อไป เทคโนโลยีเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบไร้สายและฟังก์ชั่นการส่งภาพผ่านทางอีเมล์<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5364" title="เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต01" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต01.jpg" alt="เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต01" width="200" height="150" /><img class="alignnone size-full wp-image-5365" title="เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต02" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต021.jpg" alt="เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต02" width="200" height="150" /></p>
<p>ก็มีอยู่ในกล้องคอมแพคบางรุ่นแล้วเหมือนกัน การนำมาใช้ในกล้อง DSLR ด้วยจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่ายากและคาดว่าต้องมาแน่นอน</p>
<h3>3.GPS แบบ Built-in</h3>
<p>ปัจจุบันนี้กล้อง DSLR สามารถระบุพิกัดตำแหน่งที่เราถ่ายภาพได้ โดยการอาศัยอุปกรณ์เสริมที่ใช้รับสัญญาณจากดาวเทียม ข้อมูลพิกัดก็จะถูกบันทึกลงไปในภาพถ่าย หากนำไปใช้ร่วมกับโปรแกรมที่รองรับก็สามารถเปิดแผนที่แสดงให้เห็นได้เลยว่าภาพนี้ถูกถ่ายตรงตำแหน่งใดบนพื้นโลกใบนี้ ปัญหาสำคัญของอุปกรณ์ชิ้นนี้ก็คือ ?มันแพง? นั่นเอง เช่นเจ้า GP-1 อุปกรณ์รับสัญญาณ GPS ของนิคอนตัวเล็กกว่าแบตเตอรีกล้องเสียอีกแต่มีราคาเกือบหมื่น ซึ่งแพงเกินกว่าประโยชน์ที่ได้รับ (ทั้งๆที่กล้องคอมแพคเค้ามี GPS ในตัวกันแล้ว) ทำให้ผู้ที่อยากจะลองใช้ฟีเจอร์นี้ต้องส่ายหัวไปตามๆกัน บางคนถึงกับลงทุนไปซื้อตัว GPS แบบที่เก็บ log ตำแหน่งได้อย่างเดียวซึ่งมีราคาถูกกว่าแล้วนำข้อมูล GPS ที่เก็บได้เอามาซิงค์กับภาพทีหลังในคอมพิวเตอร์ซึ่งก็ยุ่งยากอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่แน่ เพราะช่วงนี้กระแส GPS กำลังมาแรงอีกไม่นานคาดว่าค่ายผู้ผลิตกล้องอาจจะเริ่มสนใจนำเทคโนโลยี GPS นี้ใส่ลงมาให้กับกล้องโดยที่ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเลยก็เป็นได้<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5366" title="GPS" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/GPS.jpg" alt="GPS" width="384" height="251" /></p>
<h3>4.Video in DSLR</h3>
<p>เป็นเรื่องที่ฮือฮากันอย่างมากเลยทีเดียวกับการเปิดตัวของ Nikon D90 กล้อง DSLR ตัวแรกของโลกที่สามารถถ่ายวิดีโอได้ และนั่นถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับกล้อง DSLR ยี่ห้ออื่นๆที่ต้องถ่ายวิดีโอได้เช่นกัน แต่มันก็แจ่มจริงๆนั่นแหละ หากใครเคยลองถ่ายวิดีโอด้วยกล้อง DSLR แล้วจะพบว่ามันคนละเรื่องกับการใช้กล้อง วิดีโอพวกแฮนดี้แคมถ่ายเลย ไหนจะเรื่องของมิติของภาพ ความคมชัดได้เดปฯ (ความชัดลึก) ยังกะใช้กล้องถ่ายหนังตัวเป็นล้านถ่าย แถมยังสามารถเปลี่ยนเลนส์ช่วงต่างๆเพื่อเปลี่ยนมุมมองให้ภาพดูน่าสนใจมากขึ้นด้วย ทำให้สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า เทคโนโลยีวิดีโอสำหรับกล้อง DSLR นี่ไม่ได้ถูกใส่มาเป็นแค่ไม้ประดับ แต่มันต้องมีโอกาสพัฒนาได้ไกลอีกแน่นอน ต้องคอยดูว่าผู้ผลิตจะใส่ลูกเล่นอะไรเพิ่มเข้ามาในอนาคต</p>
<h3>5.หน่วยความจำในตัวกล้อง</h3>
<p>ทั้งๆที่ราคาของเมมโมรีการ์ดแบบต่างๆก็ถูกลงมากแล้ว ทำมั้ยทำไมผู้ผลิตกล้อง DSLR ถึงยังไม่ยอมใส่หน่วยความจำฉุกเฉินไว้ในตัวกล้องสักที เพราะในการถ่ายภาพหลายๆครั้งที่เรากดกันเพลินจนการ์ดเต็ม แต่ช็อตสำคัญๆดันชอบมาตอนนั้นพอดี ครั้นจะให้ลบภาพที่ถ่ายไปก็ลังเล นี่ก็จะเอา นั่นก็จะเก็บไว้ เลยอดได้ช็อตเด็ดๆไปซะงั้น จะดีมากๆเลยหากในกล้อง DSLR มีหน่วยความจำในตัวสัก 512- 1 Gb ก็ยังดี เผื่อให้ช่างภาพเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินเวลาเจอช็อตเด็ดๆตอนการ์ดเต็มอย่างที่บอกจะได้ไม่พลาดโอกาสเก็บภาพงามๆไป<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5367" title="memory-cards" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/memory-cards.jpg" alt="memory-cards" width="424" height="282" /></p>
<h3>6.Dynamic range ของเซ็นเซอร์ที่ดีขึ้น</h3>
<p>แม้ว่า Dynamic range ของกล้อง DSLR ในปัจจุบันจะถูกพัฒนาให้ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับกล้องรุ่นเก่าๆ แต่มันก็ยังห่างไกลกับสิ่งที่ตาคนเรามองเห็นได้เยอะมาก นั่นจึงเป็นที่มาของข้อจำกัดเวลาที่เราต้องถ่ายภาพที่มีคอนทราสต์สูงๆ เช่น ภาพย้อนแสง เราต้องเลือกว่าจะเก็บส่วนมืดแล้วปล่อยให้ส่วนสว่างขาวเวอร์หรือจะเก็บส่วนสว่างแต่ส่วนมืดดำสนิท ไม่งั้นก็ต้องใช้อุปกรณ์เสริม เช่น แฟลช รีเฟลค หรือจะถ่ายหลายๆภาพแล้วเอามาซ้อนด้วย Photoshop ภายหลัง เซ็นเซอร์ของกล้อง DSLR ในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะมีช่วงการรับแสงหรือ Dynamic range ที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่แน่ว่าอีกหน่อยกล้อง DSLR อาจถ่ายภาพออกมาได้เหมือนกับที่ตาเห็นก็เป็นได้ (แต่คงอีกนาน)</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-5378" title="nikon_d3x_cad" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/nikon_d3x_cad1.jpg" alt="nikon_d3x_cad" width="450" height="231" /></p>
<h3>7.ระบบวัดแสงที่ไม่ยึดติดกับสีเทา 18%</h3>
<p>ระบบวัดแสงของกล้อง DSLR ในปัจจุบันยังคงมีหลักการเดียวกับกล้องฟิล์มในสมัยก่อน คือยังใช้การวัดแสงโดยอิงจากค่าการสะท้อนสีเทา 18% ทำให้เวลาจะถ่ายภาพทีนึงเราก็ต้องมานั่งเลือกว่าจะวัดแสงตรงไหน ชดเชยแสงอย่างไรดี ซึ่งบางครั้งก็ถูกมั่งไม่ถูกมั่ง ทำให้ภาพเสียเยอะมาก อย่ากระนั้นเลย ช่วยคิดระบบวัดแสงแบบที่รับรู้สีสันและความสว่างเหมือนที่ตาคนเห็น พร้อมกับคำนวณค่ารูรับแสงและสปีดชัตเตอร์ที่เหมาะสมให้ด้วยกันเลย เวลาถ่ายภาพจะได้เอาเวลาไปหามุมมองหรือสนใจเรื่ององค์ประกอบมากกว่านั่งคำนวณค่าการสะท้อนแสง ไม่แน่ว่าลูกหลานของเราในอนาคตที่เป็นช่างภาพ? อาจจะไม่รู้จักกับคำว่าสีเทา 18% เลยก็เป็นได้</p>
<h3>8.บอดี้กันน้ำ (จริงๆ)</h3>
<p>ผู้ผลิตกล้องในระดับโปรฯส่วนใหญ่ มักจะโฆษณาสรรพคุณว่ากล้องรุ่นนั้นๆกันฝุ่นและละอองน้ำได้ (บางเจ้าก็บอกว่ากันความชื้น) แต่ยังไม่เห็นมีสักรายที่บอกว่ากันน้ำได้แบบเต็มๆคำ ทำให้เวลาเรานำกล้องไปใช้งานในสภาพสมบุกสมบัน เช่นฝนตกปรอยๆ หรือหมิ่นเหม่จะโดนน้ำเนี่ย มักจะไม่มั่นใจเลยว่า ไอ้คำว่าละอองน้ำของผู้ผลิตกับละอองฝนที่เราเจออยู่เนี่ย มันระดับเดียวกันมั้ย แล้วเกิดถ้าเราเอากล้องออกไปตากฝนถ่ายแล้วกล้องเจ๊งขึ้นมา ผู้ผลิตก็ไม่รับผิดชอบอยู่ดี<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5376" title="บอดี้กันฝุ่นและกันน้ำ" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/บอดี้กันฝุ่นและกันน้ำ1.jpg" alt="บอดี้กันฝุ่นและกันน้ำ" width="330" height="312" /><br />
เพราะไม่อยู่ในเงื่อนไขการประกัน (อย่าลืมกลับไปอ่านคู่มือกล้องดีๆด้วยนะ) ดังนั้นเทคโนโลยีการผลิตที่น่าจะมีได้แล้วก็คือ การซีลกล้องแบบให้แน่นหนาสุดๆจนสามารถกันน้ำได้จริงๆ ไม่ต้องถึงขนาดเอาลงไปถ่ายใต้น้ำได้หรอก แค่ขอให้ใช้ถ่ายกลางฝนตกหรือเดินถ่ายในวันสงกรานต์ได้อย่างมั่นใจก็พอแล้วครับ</p>
<h3>9.พอสักทีกับความละเอียดที่มากเกินจำเป็น</h3>
<p>ยุคนี้ไม่ใช่ยุคที่ต้องมาแข่งขันกันเรื่องความละเอียดกันอีกแล้วครับ ถามหน่อยว่ามีสักกี่คนที่ถ่ายภาพออกมาแล้วนำไปอัดขนาด A3 ทุกภาพ (ไม่นับมืออาชีพนะ) กล้อง DSLR ทุกวันนี้ต่างก็เปิดตัวมาด้วยความละเอียดที่สูงเกินความจำเป็นแล้ว ทั้งๆที่เราๆท่านๆส่วนใหญ่ถ่ายภาพเสร็จก็เก็บลงคอมเอาไว้ นานๆถึงจะเอามาโพสต์ให้คนอื่นดูสักที การอัดความละเอียดเป็นสิบล้านกว่าพิกเซลลงบนเซนเซอร์ขนาดกะจิ๊ดริดเดียว นอกจากจะทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่จนเปลืองเมมโมรีแล้ว จำนวน Noise หรือจุดรบกวนก็มากตามไปด้วย</p>
<h3>10.ไฟล์ RAW ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน (สักที)</h3>
<p>ณ ตอนนี้ผู้ผลิตกล้องแต่ละค่ายต่างก็ซุ่มพัฒนาไฟล์ RAW ในรูปแบบของตัวเองโดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเท่าใดนัก เพราะต่างค่ายต่างก็มีมาตรฐานของตนเอง ดังนั้นเราจึงเห็นว่าไฟล์ RAW ของกล้องแต่ละยี่ห้อไม่สามารถนำมาเปิดด้วยโปรแกรมเดียวกันได้และถึงแม้ว่าจะมีซอฟต์แวร์บางตัวที่สามารถอ่านไฟล์ RAW ได้อย่างไม่เลือกค่าย เช่น Lightroom หรือ Capture one แต่ภาพที่ได้ก็ไม่ค่อยจะถูกใจคนถ่ายนักเพราะไม่สวยเท่าเปิดจากซอฟต์แวร์ที่แถมมากับกล้อง การที่ไฟล์ RAW ไม่มีมาตรฐานกลางนี่ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดดูด้วยโปรแกรมดูภาพทั่วๆไปไม่ได้ ต้องใช้โปรแกรมของผู้ผลิตกล้องเท่านั้น<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5377" title="RAW-File" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/RAW-File1.jpg" alt="RAW-File" width="450" height="217" /><br />
ปัญหาในการจัดเก็บไฟล์ในอนาคตหากมีการเปลี่ยนฟอร์แมตล่ะ แล้วไฟล์ RAW เก่าๆที่เก็บไว้จะเอาไปเปิดกับโปรแกรมอะไร รวมไปถึงการทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ต่างๆ เช่น เครื่องพิมพ์ก็ไม่สามารถรองรับไฟล์ RAW ได้โดยตรงเพราะมันไม่มีมาตรฐานนั่นเอง ค่าย Adobe เองก็เคยเสนอฟอร์แมต DNG โดยหวังจะให้เป็นฟอร์แมตมาตรฐานในการจัดเก็บไฟล์ภาพถ่ายแบบที่ไม่มีการสูญเสียข้อมูล แต่ค่ายผู้ผลิตกล้องส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมรับในมาตรฐานนี้ ผู้ใช้งานเองก็คงต้องรอดูต่อไป และหวังว่าสักวันในอนาคตคงจะมีมาตรฐานไฟล์ RAW ให้ใช้กันแบบไม่เลือกค่ายสักที</p>
<blockquote><p>ต้องรอดูกันต่อไปล่ะครับว่า กล้อง DSLR รุ่นใหม่ๆที่ออกมาในอนาคต จะมีสักกี่ตัวได้สเป็คที่เราหวังไว้นี้ ช่วงหยุดยาว<br />
ปีใหม่นี้ขอให้เที่ยวให้สนุก พักผ่อนให้สบาย ถ่ายภาพให้ได้ภาพสวยๆกันทุกคนนะครับ และที่สำคัญ เมาไม่ขับนะครับ <img src='http://www.dplusmag.com/wp-includes/images/smilies/icon_wink.gif' alt=';)' class='wp-smiley' /> </p></blockquote>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความโดย : monotrendy</strong></p>
<p>ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=5360&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/10-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-dslr.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคการแพนกล้อง</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 16 Nov 2009 09:22:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[magazine]]></category>
		<category><![CDATA[กดชัตเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง SLR]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายภาพเคลื่อนไหว]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการแพนกล้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=4910</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ฉบับที่แล้วผมติดค้างเพื่อนๆเรื่องของการแพนกล้องเอาไว้ การแพนกล้องถ้าพูดกันในแง่ของการถ่ายวิดีโอ ก็คงจะหมายถึงการที่เราหันกล้องขนานไปกับทิศทางของวัตถุที่เราจะถ่าย ในแง่ของการถ่ายภาพนิ่งแล้วก็ไม่ต่างกันครับ เพียงแต่เมื่อใช้เทคนิคนี้กับการถ่ายภาพนิ่ง ภาพที่ได้ก็จะมีลักษณะที่ผสมกันระหว่าง ภาพเคลื่อนไหว กับ ภาพที่หยุดนิ่ง สร้างความน่าสนใจให้กับภาพถ่ายของเราได้เป็นอย่างดี ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าภาพที่ถ่ายจากเทคนิคการแพนกล้องเป็นยังไง ลองดูภาพตัวอย่างภาพนี้ก่อนครับ
เพื่อนๆคงจะเห็นว่าจากภาพตัวอย่าง ตัวของวัตถุที่เราจะถ่ายนั้นดูชัดเจนจนเกือบเหมือนจะหยุดนิ่ง แต่ลักษณะของฉากหลังกลับดูเบลอแสดงถึงการเคลื่อนไหว เมื่อมารวมกันในภาพเดียวแล้วก็สื่อให้เห็นถึงความมี Movement หรือการเคลื่อนไหวในภาพได้เป็นอย่างดี เทคนิคนี้จึงเหมาะในการนำมาใช้ถ่ายสิ่งที่เคลื่อนไหว เพื่อที่จะสื่อให้เห็นว่าวัตถุนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วเพียงใด ในขณะเดียวกันผู้ชมภาพก็ต้องเห็นวัตถุตัวที่กำลังเคลื่อนไหวด้วยว่าเป็นอะไรหรือมีสีหน้า ท่าทางอย่างไร ซึ่งลำพังการใช้เทคนิคเปิดชัตเตอร์เป็นเวลานานอย่างเดียวจะไม่สามารถจับภาพวัตถุให้อยู่นิ่งได้ (ภาพวัตุจะเบลอไปหมด) หรือการใช้ชัตเตอร์เร็วๆก็จะหยุดการเคลื่อนที่ของวัตถุให้หยุดนิ่ง ไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหว

การแพนกล้องมีเทคนิคง่ายๆคือ การหันกล้องไปยังทิศทางที่วัตถุเคลื่อนมา ในขณะที่กดชัตเตอร์ลงก็ให้หันกล้องขนานไปยังทิศทางเดียวกับวัตถุด้วย ในจังหวะที่ม่านชัตเตอร์เปิดเพื่อรับแสงและปิดลง คือจังหวะที่เราหมุนกล้องก็จะทำให้ได้ภาพฉากหลังที่เป็นเส้นสายมีความเคลื่อนไหว ตรงข้ามกับตัวของวัตถุที่คมชัด

หากใช้สปีดชัตเตอร์ที่สูงเกินไป จะจับภาพวัตถุให้หยุดนิ่งจนดูเหมือนไม่มีการเคลื่อนไหว
ในทางกลับกัน หากใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำเกินไป ภาพจะเบลอจนมองไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร
การเลือกใช้ความชัตเตอร์ก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยปกติความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสมในการแพนกล้องก็คือที่ประมาณ 1/15 ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ฉบับที่แล้วผมติดค้างเพื่อนๆเรื่องของการแพนกล้องเอาไว้ การแพนกล้องถ้าพูดกันในแง่ของการถ่ายวิดีโอ ก็คงจะหมายถึงการที่เราหันกล้องขนานไปกับทิศทางของวัตถุที่เราจะถ่าย ในแง่ของการถ่ายภาพนิ่งแล้วก็ไม่ต่างกันครับ เพียงแต่เมื่อใช้เทคนิคนี้กับการถ่ายภาพนิ่ง ภาพที่ได้ก็จะมีลักษณะที่ผสมกันระหว่าง ภาพเคลื่อนไหว กับ ภาพที่หยุดนิ่ง สร้างความน่าสนใจให้กับภาพถ่ายของเราได้เป็นอย่างดี ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าภาพที่ถ่ายจากเทคนิคการแพนกล้องเป็นยังไง ลองดูภาพตัวอย่างภาพนี้ก่อนครับ<span id="more-4910"></span><br />
เพื่อนๆคงจะเห็นว่าจากภาพตัวอย่าง ตัวของวัตถุที่เราจะถ่ายนั้นดูชัดเจนจนเกือบเหมือนจะหยุดนิ่ง แต่ลักษณะของฉากหลังกลับดูเบลอแสดงถึงการเคลื่อนไหว เมื่อมารวมกันในภาพเดียวแล้วก็สื่อให้เห็นถึงความมี Movement หรือการเคลื่อนไหวในภาพได้เป็นอย่างดี เทคนิคนี้จึงเหมาะในการนำมาใช้ถ่ายสิ่งที่เคลื่อนไหว เพื่อที่จะสื่อให้เห็นว่าวัตถุนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วเพียงใด ในขณะเดียวกันผู้ชมภาพก็ต้องเห็นวัตถุตัวที่กำลังเคลื่อนไหวด้วยว่าเป็นอะไรหรือมีสีหน้า ท่าทางอย่างไร ซึ่งลำพังการใช้เทคนิคเปิดชัตเตอร์เป็นเวลานานอย่างเดียวจะไม่สามารถจับภาพวัตถุให้อยู่นิ่งได้ (ภาพวัตุจะเบลอไปหมด) หรือการใช้ชัตเตอร์เร็วๆก็จะหยุดการเคลื่อนที่ของวัตถุให้หยุดนิ่ง ไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหว</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-4912" title="เทคนิคการแพนกล้อง" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/เทคนิคการแพนกล้อง.jpg" alt="เทคนิคการแพนกล้อง" width="450" height="299" /></p>
<p>การแพนกล้องมีเทคนิคง่ายๆคือ การหันกล้องไปยังทิศทางที่วัตถุเคลื่อนมา ในขณะที่กดชัตเตอร์ลงก็ให้หันกล้องขนานไปยังทิศทางเดียวกับวัตถุด้วย ในจังหวะที่ม่านชัตเตอร์เปิดเพื่อรับแสงและปิดลง คือจังหวะที่เราหมุนกล้องก็จะทำให้ได้ภาพฉากหลังที่เป็นเส้นสายมีความเคลื่อนไหว ตรงข้ามกับตัวของวัตถุที่คมชัด<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-4913" title="การตั้งค่าสปีดชัตเตอร์" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/การตั้งค่าสปีดชัตเตอร์.jpg" alt="การตั้งค่าสปีดชัตเตอร์" width="450" height="299" /></p>
<blockquote><p>หากใช้สปีดชัตเตอร์ที่สูงเกินไป จะจับภาพวัตถุให้หยุดนิ่งจนดูเหมือนไม่มีการเคลื่อนไหว<br />
ในทางกลับกัน หากใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำเกินไป ภาพจะเบลอจนมองไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร</p></blockquote>
<p>การเลือกใช้ความชัตเตอร์ก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยปกติความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสมในการแพนกล้องก็คือที่ประมาณ 1/15 ? 1/125 วินาที ขึ้นอยู่กับความเร็วของวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ ถ้าเคลื่อนที่ช้าๆ เช่นคนเดิน รถเข็นหรือเด็กวิ่ง ก็ใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ไม่สูงมาก แต่หากเป็นรถวิ่งเร็วๆหน่อยก็ต้องเพิ่มความเร็วชัตเตอร์ตามไปด้วย อันนี้ไม่มีสูตรตายตัวต้องไปลองงมๆดูเองครับ บอกได้พอเป็นแนวทาง ส่วนโหมดที่แนะนำก็คือโหมด Tv,S เพราะเป็นโหมดที่ให้เราควบคุมความเร็วชัตเตอร์ได้อย่างอิสระ</p>
<p>อีกเรื่องที่สำคัญก็คือการโฟกัสภาพครับแนะนำให้ใช้โฟกัสแบบจุดเดียว ไม่ต้องใช้แบบติดตามวัตถุนะครับเพราะกล้องอาจจะจับวัตถุได้ช้าหรือจับพลาดเป้า เอาแบบจุดกลางจุดเดียวบ้านๆนี่แหละ กะจังหวะให้พอวัตถุวิ่งผ่านมาได้ระยะหน่อยก็ให้กดโฟกัสและกดชัตเตอร์ถ่ายลงไป พร้อมๆกับเอี้ยวหมุนตัวไปตามทิศทางของวัตถุด้วย (เอี้ยวตัวนะครับ ไม่ใช่เดินหรือวิ่งตามวัตถุ ขาควรอยู่กับที่) จนกว่าชัตเตอร์จะเปิด-ปิดเสร็จจึงค่อยหยุดเอี้ยวครับ บางคนอาจจะใช้วิธีโฟกัสไปตรงตำแหน่งที่ต้องการล่วงหน้า (โดยอาสโฟกัสไปที่พื้นถนนตรงที่คาดว่าวัตถุจะวิ่งผ่าน) แล้วปรับเป็น MF เมื่อวัตถุเคลื่อนมายังจุดที่โฟกัสล่วงหน้าแล้วจึงค่อยกดชัตเตอร์ ก็ได้เหมือนกัน อันนี้แล้วแต่ความถนัดครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-4915" title="ภาพแสดงเทคนิคแพนกล้อง" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/ภาพแสดงเทคนิคแพนกล้อง.jpg" alt="ภาพแสดงเทคนิคแพนกล้อง" width="460" height="585" /><br />
เทคนิคการแพนกล้องหลักๆก็มีแค่นี้แหละครับ ที่เหลือก็แค่นำไปฝึกฝนบ่อยๆ เราก็จะชำนาญแล้วมองออกเองครับ ว่าวัตถุเคลื่อนที่เร็วเท่านี้ ควรใช้ความเร็วชัตเตอร์เท่าใดจึงจะพอดี จากนั้นอาจนำไปประยุกต์กับเทคนิคอื่นๆเพิ่มเติม เช่นเอียงกล้องเพื่อให้ได้มุมแปลกๆ หรือการยิงแฟลชช่วย ยังไงก็ลองไปฝึกใช้งานดูนะครับ สำหรับฉบับนี้ต้องขอลาไปก่อน สวัสดีครับผม ;P</p>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความโดย monotrendy</strong></p>
<p>ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=4910&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไปสวนสัตว์กันเถอะ</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b9%89how-to-take-animal-shots.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b9%89how-to-take-animal-shots.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Nov 2009 11:05:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องคอมแพ็ค]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายภาพสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการถ่ายภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=4614</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ช่วงปลายฤดูฝนอย่างนี้ ยังคงมีฝนโปรยลงมากวนใจอยู่เกือบทุกวัน หลายๆคนคงไม่ค่อยอยากออกไปถ่ายภาพที่ไหนไกลๆ ถ้าขี้เกียจฝ่าฝน ผจญรถติดออกไปหาที่ถ่ายภาพ เช่นตามน้ำตก หรือป่าเขา ก็ลองมองหาสถานที่เที่ยวใกล้ๆบ้านดูสิครับ ไม่ว่าจะเป็น สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ หรือพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ก็น่าสนใจเหมือนกัน แต่สถานที่ที่ผมจะแนะนำในวันนี้ก็คือ สวนสัตว์ครับ

อ๊ะๆ อย่าเพิ่งคิดว่า สวนสัตว์เป็นสถานที่ที่มีแต่เด็กๆเท่านั้นที่ชอบไป ผู้ใหญ่อย่างเราๆหรือผู้ที่รักการถ่ายภาพ ?ต้อง? ไปให้ได้เลยครับ เพราะเดี๋ยวนี้สวนสัตว์ในบ้านเรามีสัตว์ต่างๆจากทั่วโลก เยอะแยะมากมาย รวมถึงมีการจัดการสถานที่ให้ดูใกล้เคียงกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น สัตว์จำนวนมากไม่ได้อยู่ภายในกรงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และที่นี่ก็เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการฝึกถ่ายภาพสัตว์ต่างๆ (ที่ในชีวิตจริงหาชมได้ยาก) ว่าแล้ว ก่อนจะออกไปถ่ายภาพก็อย่าลืมเตรียมตัว พร้อมกับเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆกันก่อนนะครับ
 
1. อุปกรณ์ที่จำเป็น
ใครที่ใช้กล้องคอมแพค ก็ไม่ต้องเตรียมอะไรมากมายครับ เช็คเมมโมรี่การ์ดและชาร์จแบตเตอรีกล้องให้เรียบร้อย ส่วนใครที่ใช้กล้อง DSLR ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2F%25e0%25b9%2589how-to-take-animal-shots.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ช่วงปลายฤดูฝนอย่างนี้ ยังคงมีฝนโปรยลงมากวนใจอยู่เกือบทุกวัน หลายๆคนคงไม่ค่อยอยากออกไปถ่ายภาพที่ไหนไกลๆ ถ้าขี้เกียจฝ่าฝน ผจญรถติดออกไปหาที่ถ่ายภาพ เช่นตามน้ำตก หรือป่าเขา ก็ลองมองหาสถานที่เที่ยวใกล้ๆบ้านดูสิครับ ไม่ว่าจะเป็น สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ หรือพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ก็น่าสนใจเหมือนกัน แต่สถานที่ที่ผมจะแนะนำในวันนี้ก็คือ สวนสัตว์ครับ<br />
<span id="more-4614"></span><br />
อ๊ะๆ อย่าเพิ่งคิดว่า สวนสัตว์เป็นสถานที่ที่มีแต่เด็กๆเท่านั้นที่ชอบไป ผู้ใหญ่อย่างเราๆหรือผู้ที่รักการถ่ายภาพ ?ต้อง? ไปให้ได้เลยครับ เพราะเดี๋ยวนี้สวนสัตว์ในบ้านเรามีสัตว์ต่างๆจากทั่วโลก เยอะแยะมากมาย รวมถึงมีการจัดการสถานที่ให้ดูใกล้เคียงกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น สัตว์จำนวนมากไม่ได้อยู่ภายในกรงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และที่นี่ก็เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการฝึกถ่ายภาพสัตว์ต่างๆ (ที่ในชีวิตจริงหาชมได้ยาก) ว่าแล้ว ก่อนจะออกไปถ่ายภาพก็อย่าลืมเตรียมตัว พร้อมกับเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆกันก่อนนะครับ</p>
<h3><img class="alignnone size-full wp-image-4622" title="ถ่ายภาพสวนสัตว์" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/ถ่ายภาพสวนสัตว์.jpg" alt="ถ่ายภาพสวนสัตว์" width="430" height="286" /><strong> </strong></p>
<p><strong>1. อุปกรณ์ที่จำเป็น</strong></h3>
<p>ใครที่ใช้กล้องคอมแพค ก็ไม่ต้องเตรียมอะไรมากมายครับ เช็คเมมโมรี่การ์ดและชาร์จแบตเตอรีกล้องให้เรียบร้อย ส่วนใครที่ใช้กล้อง DSLR ถ้ามีเลนส์ซูมไกลๆ เช่น 70-200 มม. หรือ 70-300 มม. ก็ควรพกไปด้วย เพราะสัตว์ในสวนสัตว์ส่วนใหญ่มักจะอยู่ไกลเกินกว่าระยะของเลนส์ช่วงนอร์มอล หรือถ้าใครขี้เกียจพกเลนส์หนักๆก็อาจหา (หยิบยืม) เลนส์ช่วงยาวๆ หรือเลนส์ซูมครอบจักรวาลจำพวก 18-200 มม. ไปด้วยก็ดีครับ สะดวก ไม่ต้องเปลี่ยนเลนส์ไปมา</p>
<h3>2. การปรับตั้งกล้อง</h3>
<p>ถ่ายสัตว์ในสวนสัตว์ ถึงแม้จะง่ายกว่าถ่ายสัตว์จริงๆในธรรมชาติ เพราะสัตว์ที่อยู่ในสวนสัตว์จะคุ้นเคยกับคน ไม่ตื่นกลัว และไม่ค่อยมีพื้นที่ให้วิ่งไปมา แต่ถึงกระนั้น ธรรมชาติของสัตว์ป่าส่วนใหญ่มักจะขี้ระแวงและมักจะไม่ค่อยอยู่นิ่ง ดังนั้นจึงควรระวังเรื่องการโฟกัสให้ดี ควรเลือกใช้จุดโฟกัสแบบจุดเดียว จะดีกว่าการใช้ออโต้โฟกัส เพราะระบบออโต้โฟกัสบางครั้งอาจไปโฟกัสผิดที่ผิดทางได้ ถ้าจะให้สะดวกก็เลือกใช้จุดโฟกัสจุดกลางจุดเดียวไปเลย ส่วนเรื่องระบบการโฟกัสจำพวกติดตามการเคลื่อนไหวก็ไม่จำเป็นต้องใช้ครับ เพราะอย่างที่บอกว่าสัตว์ในสวนสัตว์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะมีที่ให้วิ่งไปวิ่งมามากนัก อย่างมากก็แค่เดินไปมาหรือปีนป่ายอยู่ไม่ว่องไวมาก กะจังหวะโฟกัสให้ดีๆก็พอแล้วครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-4629" title="ถ่ายภาพสัตว์น่ารัก" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/ถ่ายภาพสัตว์น่ารัก.jpg" alt="ถ่ายภาพสัตว์น่ารัก" width="450" height="299" /></p>
<h3>3. เลือกโหมดใช้งาน</h3>
<p>การถ่ายภาพสัตว์ ถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงของเราหรือสัตว์ทั่วๆไป เรามักจะใช้โหมด Tv หรือโหมด S เพื่อกำหนดชัตเตอร์เอง (เพื่อจะได้จับการเคลื่อนไหวของสัตว์) แต่สำหรับสัตว์ในสวนสัตว์ ผมแนะนำให้ใช้งานในโหมด A หรือ P เป็นส่วนใหญ่ครับ เพราะอย่างที่บอก ว่าสัตว์ในสวนสัตว์ ไม่ค่อยตื่นคนหรือวิ่งหนี (แล้วแต่ชนิดของสัตว์ด้วย) ส่วนมากที่เห็นจะเชื่องๆ ยืนกินอาหาร ไม่ก็นอนอยู่กับที่มากกว่า อีกทั้งถ้าถ่ายกลางแจ้ง แสงมักจะพอเหลือเฟือ ทำให้เราได้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงพออยู่แล้ว ดังนั้นจึงอยากให้สนใจเรื่องการคุม Depth หรือความชัดลึกมากกว่า เวลาถ่ายสัตว์ในสวนสัตว์เนี่ย พยายามอย่าถ่ายให้เหมือนกับว่าสัตว์โดนขังครับ ให้ใช้รูรับแสงกว้างๆหน่อย เพื่อเบลอ ฉากหลังออกไป ให้เห็นแต่สัตว์ก็พอ อย่าให้เห็นลูกกรง ท่อน้ำ ถาดอาหาร หรือสิ่งรบกวนอื่นๆที่ทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ แต่ยังไงเสีย ก็อย่าลืมเช็คสปีดชัตเตอร์ด้วยนะครับ ว่าต่ำเกินจนมืออาจจะถือไม่นิ่งหรือเปล่า</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-4626" title="ถ่ายภาพสัตว์" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/ถ่ายภาพสัตว์.jpg" alt="ถ่ายภาพสัตว์" width="450" height="299" /></p>
<h3>4. เทคนิคการถ่าย</h3>
<p>ถ้าสัตว์อยู่ในกรง มีลูกกรงหรือตาข่ายขวางอยู่ พยายามเอาเลนส์ไปชิดกับกรงหน่อย แล้วโฟกัสสัตว์ด้วยมือแทน (ใช้ Manual Focus) เพราะกล้องบางตัวถ้าเราใช้ออโต้โฟกัส กล้องมักจะไปโฟกัสที่ลูกกรง เมื่อโฟกัสสัตว์ได้แล้วก็ใช้ร่วมกับรูรับแสงกว้างๆ จะช่วยอำพรางภาพไม่ให้เห็นลูกกรงชัดเจนเกินไปได้<br />
ถ้าสัตว์วิ่งหรือกระโดด ให้ใช้การแพนกล้องช่วย โดยการปรับสปีดให้ช้าลง (ถ้าเราอยู่ในโหมด A ให้หรี่รูรับแสงแคบลง เพื่อให้ได้ชัตเตอร์ที่ช้า แต่ถ้าอยู่โหมด S ก็ลองเลือกความเร็วไปที่ 1/60 วินาทีหรือต่ำกว่า) จับโฟกัสที่ตัวสัตว์ตอนกำลังจะผ่านหน้ากล้อง กดชัตเตอร์ลงถ่ายพร้อมกับหมุนกล้องตามทิศทางที่สัตว์วิ่งหรือกระโดดไป ก็จะทำให้ได้ภาพสัตว์ที่ชัดเจน แต่ฉากหลังเคลื่อนไหว ดูน่าสนใจไปอีกแบบ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-4625" title="ควรเลือกใช้จุดโฟกัสแบบจุดเดียว" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/ควรเลือกใช้จุดโฟกัสแบบจุดเดียว.jpg" alt="ควรเลือกใช้จุดโฟกัสแบบจุดเดียว" width="450" height="299" /></p>
<p>ควรระวังเรื่องการวัดแสงให้ดี ถ้าถ่ายสัตว์ที่ตัวสีดำๆที่อยู่ในกรงมืดๆ เช่น หมี ก็ควรระวังภาพออกมาโอเวอร์ด้วย<br />
ควรเลือกระบบวัดแสงให้เหมาะสม โดยปกติใช้ระบบวัดแสงเฉลี่ยก็ค่อนข้างจะโอเค แต่บางโอกาสอาจต้องปรับมาเป็นระบบวัดแสงแบบหนักกลางหรือเฉพาะจุด ร่วมกับการชดเชยแสงดูบ้าง ลองหัดใช้งานดูครับ</p>
<h3>5. เทคนิคอื่นๆ</h3>
<p>อย่าเอาแต่ซูม บางครั้งถ้าสภาพแวดล้อมรอบตัวสัตว์ เช่น ต้นไม้จำลอง หรือบ่อน้ำดูน่าสนใจ ก็ถอยออกมาจับภาพสัตว์มุมกว้างกับสภาพแวดล้อมดูบ้าง หากจะถ่ายซูม ก็ลองเจาะตามส่วนต่างๆของสัตว์ เช่นแววตา เขี้ยว กรงเล็บ หรือลวดลายที่น่าสนใจ เป็นต้น? และระมัดระวังการใช้แฟลชด้วย เพราะจะเป็นการรบกวนสัตว์ ทางที่ดีไม่ควรใช้เลยจะดีที่สุด</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-4632" title="ภาพถ่ายสิงโต" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/ภาพถ่ายสิงโต.jpg" alt="ภาพถ่ายสิงโต" width="350" height="527" /></p>
<h3>6. ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ</h3>
<p>ถึงแม้ว่าสวนสัตว์จะดูเหมือนเป็นที่ที่ดูสัตว์ได้อย่างปลอดภัย แต่ช่างภาพบางคนก็อาจมัวแต่ห่วงว่าจะได้ภาพ จนลืมละเลยเรื่องสำคัญไป การปีนป่ายลงไปในบ่อสัตว์ การเข้าใกล้กรงจนเกินไป หรือไปแหย่สัตว์ให้ตื่นหรือโกรธ เพื่อจะเก็บแอ็คชั่น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ผมเคยเห็นฝรั่งแหย่กล้องเข้าไปใกล้บ่อของลิงอุรังอุตัง เพราะคิดว่าลิงคงข้ามมาไม่ถึง สุดท้ายก็ถูกลิงแย่งกล้อง พร้อมเลนส์ซูมตัวละครึ่งแสนไปจากมือต่อหน้าต่อตา แบบนี้จะโทษสัตว์หรือโทษคนดีล่ะครับ &#8211; -?</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-4631" title="ถ่ายภาพฮิปโป" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/ถ่ายภาพฮิปโป.jpg" alt="ถ่ายภาพฮิปโป" width="450" height="299" /></p>
<blockquote>
<p style="text-align: left;">เอาล่ะครับ เทคนิคเล็กๆน้อยๆที่อยากจะแนะนำก็คงมีแค่นี้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับจินตนาการของช่างภาพเอง ลองฝึกฝน ลองมองหาเทคนิคการสร้างสรรค์ภาพแปลกๆใหม่ๆด้วยตัวเองดูครับ อย่ายึดติดว่า ถ้าจะถ่ายภาพสวยๆได้ ต้องออกไปฝึกตามป่าเขาหรือน้ำตก ที่ไม่มีคนไปถึงเท่านั้น ถ้าเราตั้งใจซะอย่าง สวนหลังบ้าน หรือห้องทำงาน อะไรๆก็จับมาเป็นที่ฝึกฝนได้หมดแหละครับ ขอให้ตั้งใจและได้ภาพสวยๆกลับมากันนะครับ ;P</p>
</blockquote>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความโดย : monotrendy</strong></p>
<p>ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=4614&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b9%89how-to-take-animal-shots.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ควบคุมสปีดชัตเตอร์ให้ภาพ เบลอ หรือ คมชัด</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/speed-shutter-control.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/speed-shutter-control.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Sep 2009 06:21:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[SLR]]></category>
		<category><![CDATA[speed shutter]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[ควบคุม speed shutter]]></category>
		<category><![CDATA[ชัตเตอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=4028</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ชัตเตอร์ (Shutter) คือม่านบางๆที่อยู่ในตัวกล้อง ทำหน้าที่เป็นปราการด่านสุดท้าย คอยควบคุมปริมาณแสงที่จะตกลงสู่เซ็นเซอร์ กล้องของเราๆท่านๆล้วนแต่มีม่านชัตเตอร์แถมมาให้ด้วยทุกตัว (กล้องใครไม่มียกมือขึ้น) ม่านชัตเตอร์ในกล้องดิจิตอลระบบ SLR จะเป็นม่านแบบควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้สามารถเปิดปิดที่ความเร็วสูงๆได้ 
ระยะเวลาการเปิดปิดของม่านชัตเตอร์นี้ มีหน่วยเรียกเป็นวินาที เช่น ม่านชัตเตอร์กล้องหลายๆตัวจะสามารถเปิดรับแสงทิ้งไว้ได้ช้าสุด 30 วินาที และเร็วสุดถึง 1/8000 วินาทีเลยทีเดียว (1ส่วน 8 พันวินาที ซึ่งถือว่าเร็วมาก) ระยะการเปิด-ปิดชัตเตอร์ (ต่อไปจะเรียก Speed shutter : สปีดชัตเตอร์) นอกจากจะมีผลกับปริมาณแสงที่ตกลงสู่เซ็นเซอร์แล้ว ยังมีผลเกี่ยวเนื่องกับอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ การจับการเคลื่อนไหว และ ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2Fspeed-shutter-control.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ชัตเตอร์ (Shutter) คือม่านบางๆที่อยู่ในตัวกล้อง ทำหน้าที่เป็นปราการด่านสุดท้าย คอยควบคุมปริมาณแสงที่จะตกลงสู่เซ็นเซอร์ กล้องของเราๆท่านๆล้วนแต่มีม่านชัตเตอร์แถมมาให้ด้วยทุกตัว (กล้องใครไม่มียกมือขึ้น) ม่านชัตเตอร์ในกล้องดิจิตอลระบบ SLR จะเป็นม่านแบบควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้สามารถเปิดปิดที่ความเร็วสูงๆได้ <span id="more-4028"></span></p>
<p>ระยะเวลาการเปิดปิดของม่านชัตเตอร์นี้ มีหน่วยเรียกเป็นวินาที เช่น ม่านชัตเตอร์กล้องหลายๆตัวจะสามารถเปิดรับแสงทิ้งไว้ได้ช้าสุด 30 วินาที และเร็วสุดถึง 1/8000 วินาทีเลยทีเดียว (1ส่วน 8 พันวินาที ซึ่งถือว่าเร็วมาก) ระยะการเปิด-ปิดชัตเตอร์ (ต่อไปจะเรียก Speed shutter : สปีดชัตเตอร์) นอกจากจะมีผลกับปริมาณแสงที่ตกลงสู่เซ็นเซอร์แล้ว ยังมีผลเกี่ยวเนื่องกับอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ การจับการเคลื่อนไหว และ การถ่ายทอดการเคลื่อนไหว นั่นเอง</p>
<p>เคยมั้ยครับ ที่ดูภาพถ่ายการแข่งกีฬา แล้วเห็นนักกีฬา เหมือนหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว ทำให้เห็นสีหน้าท่าทางต่างๆได้อย่างชัดเจน หรือเคยเห็นภาพน้ำตกไหลลงมาเป็นสาย พลิ้วไหว ดูนุ่มนวล หรือภาพหยดน้ำที่แตกกระเซ็นเห็นเป็นเม็ดๆ ภาพเหล่านี้ถ่ายด้วยการใช้เทคนิคการควบคุมสปีดชัตเตอร์นั่นเอง</p>
<p><a><img class="alignnone size-full wp-image-4033" title="ใช้เทคนิคการควบคุมสปีดชัตเตอร์" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/09/ใช้เทคนิคการควบคุมสปีดชัตเตอร์1.jpg" alt="ใช้เทคนิคการควบคุมสปีดชัตเตอร์" width="500" height="332" /></a></p>
<p>การควบคุมความเร็วชัตเตอร์ มีหลักการง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน อันดับแรก ให้ดูความต้องการของเราเป็นหลักครับ ถามตัวเองก่อนว่าจะถ่ายอะไร ให้หยุดหรือเคลื่อนไหว ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอยากถ่ายน้ำตกให้ดูพลิ้ว เป็นสาย นุ่มนวล ก็ให้ปรับสปีดชัตเตอร์ให้ช้าๆ เช่นอาจจะ 1 วินาทีหรือช้ากว่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพแสงกับสถานที่นั้นๆ บอกตายตัวไม่ได้ (บอกได้แค่ช้าๆ ต้องลองถ่ายแล้วดูเอาเอง)</p>
<p>ถ้าถ่ายออกมาแล้ว ยังนุ่มไม่พอ ก็ลองลดความเร็วลงดูอีกครับ อย่าลืมปรับกล้องไปที่โหมด Tv (Canon) หรือโหมด S (Nikon) เพื่อที่เราจะได้ควบคุมแต่สปีดชัตเตอร์ไม่ต้องไปสนใจอย่างอื่น และใช้ขาตั้งกล้องเพื่อกันภาพสั่นด้วยนะครับ การใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำๆต้องระวังแสงเข้ากล้องมากเกินด้วยนะครับ ถ้าหรี่รูรับแสงจนสุดแล้ว แต่แสงยังเกินอยู่ ลองลดแสงลงโดยการตั้ง ISO ให้ต่ำๆ ใช้ฟิลเตอร์ ND หรือ CPL เพื่อลดแสง หรือไม่ก็เปลี่ยนไปถ่ายตอนเช้าตรู่หรือพลบค่ำที่แสงน้อยๆ จะดีกว่าครับ</p>
<p><a href="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/09/low-speed.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-4034" title="low-speed" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/09/low-speed.jpg" alt="low-speed" width="500" height="331" /></a></p>
<p>สำหรับการถ่ายภาพโดยหยุดการเคลื่อนไหวก็ตรงกันข้ามครับ สมมุติอยากถ่ายภาพคนกำลังวิ่งหรือเตะบอลให้ดูหยุดนิ่งบ้าง ก็เปลี่ยนมาเลือกใช้สปีดชัตเตอร์สูงๆ เช่น 1/500 วินาทีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความเร็วของวัตถุที่จะถ่ายด้วยนะครับ ว่าวิ่งช้าหรือเร็วแค่ไหน ถ้าจะหยุดรถจักรยานยนต์ที่วิ่งเร็วๆ ก็ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงๆ เช่น อาจสูงถึง 1/1000 วินาทีขึ้นไป แต่ถ้าถ่ายคนเดินหรือวิ่งไม่เร็วมาก ใช้ความเร็วแค่ 1/500 วินาทีขึ้นไปก็น่าจะเพียงพอแล้ว</p>
<p>การใช้สปีดชัตเตอร์สูงมากๆมีข้อควรระวังก็คือ แสงจะเข้ากล้องได้น้อยเกิน หากเลนส์เปิดรูรับแสงกว้างสุดแล้ว แสงยังไม่พอ อาจจะทำให้ภาพมืด (under) ได้ (เลนส์ที่เปิดรูรับแสงได้กว้างมาก จึงได้เปรียบกว่า) วิธีแก้ก็คือ เร่ง ISO ให้สูงขึ้น เพื่อให้ได้สปีดที่เร็วขึ้น หรือถ่ายในตอนกลางวันที่แสงจัดๆ แทน</p>
<p><a href="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/09/ถ่ายภาพแข่งขันกีฬา.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-4036" title="ถ่ายภาพแข่งขันกีฬา" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/09/ถ่ายภาพแข่งขันกีฬา.jpg" alt="ถ่ายภาพแข่งขันกีฬา" width="500" height="332" /></a></p>
<p>นอกจากการจับการเคลื่อนไหว หรือการปล่อยให้ภาพเบลอเพื่อให้เห็นการเคลื่อนไหวอย่างที่กล่าวมาแล้ว ยังมีลูกเล่นผสมอีกอย่างหนึ่งที่รวมภาพทั้งสองเข้าด้วยกัน คือตัวแบบชัดแต่ ฉากหลังเบลอ นั่นก็คือการแพนกล้องนั่นเอง การแพนกล้อง ทำได้โดยการตั้งสปีดชัตเตอร์ให้ต่ำๆ เช่น 1/50 วินาทีลงมา จากนั้นให้หันกล้องเข้าหาวัตถุ ในขณะที่วัตถุกำลังจะเคลื่อนผ่านหน้าเรา ให้กดชัตเตอร์ลงถ่ายแล้วค่อยๆหมุนตัว (แพนกล้อง) ให้ขนานไปตามวัตถุ ให้เราหมุนไปเรื่อยจนกว่าชัตเตอร์จะปิด</p>
<p><a><img class="alignnone size-full wp-image-4037" title="การแพนกล้อง" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/09/การแพนกล้อง.jpg" alt="การแพนกล้อง" width="500" height="334" /></a></p>
<p>ถ้าเราจับจังหวะได้ถูกต้อง ไม่เร็ว ไม่ช้าเกิน เราก็จะได้ภาพวัตถุที่ต้องการชัด ในขณะที่ฉากหลังจะเบลอ สื่อให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวได้เป็นอย่างดีครับ ผมจะพูดถึงเรื่องการแพนกล้องอย่างละเอียดอีกครั้งในภายหลัง (แนะนำให้ลองไปฝึกฝนกันดูก่อน)</p>
<blockquote><p>สุดท้ายนี้ก็ขอฝากให้มือใหม่ทุกๆคนไปทดลองเล่นกับสปีดชัตเตอร์ เพื่อดูผลที่ได้ว่าจริงอย่างที่ผมบอกรึเปล่านะครับ ผมบอกเคล็ดลับให้แล้ว ถ้าอยากถ่ายภาพให้ดีๆต้องอย่าลืมหมั่นไปฝึกฝนนะครับ แล้วพบกันใหม่ สวัสดีครับ <img src='http://www.dplusmag.com/wp-includes/images/smilies/icon_wink.gif' alt=';)' class='wp-smiley' /> </p></blockquote>
<p>บทความโดย : <strong>monotrendy</strong><br />
ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=4028&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/speed-shutter-control.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เก็บกล้องและเลนส์อย่างไร ให้ถูกวิธี</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/lens-and-camera.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/lens-and-camera.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Aug 2009 10:01:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[camera lens]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[Lens]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาเลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[เลนส์กล้อง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=2915</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ช่วงนี้อากาศบ้านเราค่อนข้างแปรปรวน เดี๋ยวก็ฝนตก เดี๋ยวก็แดดออก ยิ่งมีข่าวการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธ์ใหม่อีก ถ้าไม่ระวังสุขภาพให้ดีก็อาจป่วยได้ง่ายๆ กล้องก็เหมือนกัน มาเจอสภาพอากาศในบ้านเราแบบนี้ ถ้าเก็บไม่ดีก็มีสิทธิ์รวนได้เช่นกัน know how ฉบับนี้มาพร้อมกับทิปเล็กๆน้อยๆในการดูแลสุขภาพกล้องและเลนส์ให้ถูกวิธีซึ่งหลายๆคนอาจจะยังไม่รู้กันนะครับ
กล้องไม่ชอบความร้อน ความชื้น และฝุ่นละออง
ข้อนี้ใครๆก็รู้กัน และในคู่มือกล้องก็มีบอกไว้อยู่แล้ว ว่าควรเก็บกล้องให้ห่างจากความร้อนสูง ความชื้นและฝุ่นละออง เพราะกล้องก็เหมือนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วๆไป ที่ประกอบด้วยแผงวงจรที่ซับซ้อน ความร้อนความชื้นและฝุ่นสามารถทำอันตรายกับชิ้นส่วนต่างๆเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นโลหะ ผมเห็นบางคนชอบเก็บกล้องไว้ในกระเป๋ากล้องอยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้ว่าเป็นวิธีที่ผิด เพราะกระเป๋ากล้องเป็นผ้าหนาๆ มักเก็บกักความชื้นเอาไว้ แถมยังมีฝุ่นเกาะอยู่ตามซอกหลืบต่างๆอีก เป็นอันตรายกับตัวกล้องและเลนส์เป็นอย่างยิ่ง
วิธีที่ถูกต้องคือ เมื่อไม่ใช้งานแล้ว ควรนำกล้องออกมาจากกระเป๋าทันที สามารถเอาวางไว้บนโต๊ะทำงานในอุณหภูมิทั่วไปได้? หรือถ้าจะให้ดี ควรหาซื้อกล่องพลาสติกที่ใช้ถนอมอาหารแบบที่มีระบบ Air-lock (หาซื้อได้ตามแผนกเครื่องครัว บนห้างทั่วๆไป ราคาไม่กี่ร้อย ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2Flens-and-camera.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ช่วงนี้อากาศบ้านเราค่อนข้างแปรปรวน เดี๋ยวก็ฝนตก เดี๋ยวก็แดดออก ยิ่งมีข่าวการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธ์ใหม่อีก ถ้าไม่ระวังสุขภาพให้ดีก็อาจป่วยได้ง่ายๆ กล้องก็เหมือนกัน มาเจอสภาพอากาศในบ้านเราแบบนี้ ถ้าเก็บไม่ดีก็มีสิทธิ์รวนได้เช่นกัน know how ฉบับนี้มาพร้อมกับทิปเล็กๆน้อยๆในการดูแลสุขภาพกล้องและเลนส์ให้ถูกวิธีซึ่งหลายๆคนอาจจะยังไม่รู้กันนะครับ<span id="more-2915"></span></p>
<h2>กล้องไม่ชอบความร้อน ความชื้น และฝุ่นละออง</h2>
<p>ข้อนี้ใครๆก็รู้กัน และในคู่มือกล้องก็มีบอกไว้อยู่แล้ว ว่าควรเก็บกล้องให้ห่างจากความร้อนสูง ความชื้นและฝุ่นละออง เพราะกล้องก็เหมือนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วๆไป ที่ประกอบด้วยแผงวงจรที่ซับซ้อน ความร้อนความชื้นและฝุ่นสามารถทำอันตรายกับชิ้นส่วนต่างๆเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นโลหะ ผมเห็นบางคนชอบเก็บกล้องไว้ในกระเป๋ากล้องอยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้ว่าเป็นวิธีที่ผิด เพราะกระเป๋ากล้องเป็นผ้าหนาๆ มักเก็บกักความชื้นเอาไว้ แถมยังมีฝุ่นเกาะอยู่ตามซอกหลืบต่างๆอีก เป็นอันตรายกับตัวกล้องและเลนส์เป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>วิธีที่ถูกต้องคือ เมื่อไม่ใช้งานแล้ว ควรนำกล้องออกมาจากกระเป๋าทันที สามารถเอาวางไว้บนโต๊ะทำงานในอุณหภูมิทั่วไปได้? หรือถ้าจะให้ดี ควรหาซื้อกล่องพลาสติกที่ใช้ถนอมอาหารแบบที่มีระบบ Air-lock (หาซื้อได้ตามแผนกเครื่องครัว บนห้างทั่วๆไป ราคาไม่กี่ร้อย และมีหลายขนาดให้เลือก) ซึ่งช่วยกันอากาศ ความชื้นและฝุ่นจากภายนอกไม่ให้เข้ามาในกล่องได้ การเลือกซื้อกล่องชนิดนี้ ควรเลือกใบที่ขนาดใหญ่ๆหน่อย เผื่อไว้สำหรับใส่อุปกรณ์อื่นๆเช่น เลนส์ เมมโมรี่การ์ด ห</p>
<p>รือถ้าใครมีอุปกรณ์เยอะแยะมากมาย ก็อาจจะลงทุนซื้อตู้กันชื้นมาใช้เก็บอุปกรณเหล่านี้ แต่ราคาของตู้กันชื้นก็จะแพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน มีตั้งแต่หลายพันไปจนถึงหมื่น ขึ้นอยู่กับขนาดความจุ ข้อดีของตู้กันชื้นก็คือ สามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้อยู่ในช่วงที่ปลอดภัยกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ซิลิก้าเจล เพียงแต่ต้องใช้ไฟฟ้าในการทำงานด้วย ถ้าใครมีเลนส์แพงๆเยอะๆผมแนะนำให้ซื้อตู้กันชื้นมาเก็บจะดีกว่าครับ</p>
<h2>เลนส์ก็ไม่ชอบความชื้นเช่นกัน</h2>
<p>การเก็บเลนส์ก็เหมือนกับการเก็บกล้อง สิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษสำหรับเลนส์ก็คือ ความร้อนและความชื้น โดยเฉพาะความชื้น จะเป็นตัวเร่งให้เชื้อราที่มีอยู่ตามอากาศ และบังเอิญหลุดรอดเข้าไปภายในกระบอกเลนส์ เกิดการแพร่ขยาย บนชิ้นเลนส์ ทำให้เลนส์แพงๆของเราเกิดความเสียหายได้</p>
<p>การระวังไม่ให้เลนส์ขึ้นรา ก็มีหลักการง่ายๆคล้ายๆกับการเก็บกล้อง คือควรหากล่องสุญญากาศมาใส่ไว้ (จะใส่รวมกับกล้องก็ได้) และควรหาซื้อซิลิก้าเจล ซึ่งเป็นสารดูดความชื้น ลักษณะเป็นเม็ดสีใสๆ สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายเคมีภัณฑ์ทั่วไป มีขายเป็นกระปุกๆละไม่กี่บาท จะถูกกว่าเราไปซื้อแบบเป็นซองจากร้าน</p>
<p>วิธีใช้งานก็คือ ตักซิลิก้าเจลมาใส่ในถุงพลาสติกแบบใส สัก2-3 ช้อนชา หรือจะเอามาใส่ในซองใส่ยาเม็ดแบบที่ได้จากร้านขายยา อย่าลืมเจาะรูเล็กๆให้ทั่วถุง เพื่อให้สามารถดูดความชื้นได้ดี จากนั้นจึงใส่ถุงซิลิก้าเจลลงไปในกล่องสุญญากาศด้วย ตัวซิลิก้าเจลจะช่วยดูดความชื้นที่หลงเหลือตามตัวกล้องและเลนส์ออกไป</p>
<p>ส่วนการดูระดับความชื้นที่เหมาะสม ต้องอาศัยอุปกรณ์วัดที่เรียกว่า Hygrometer หาซื้อได้ที่ร้านศึกษาภัณฑ์ บางรุ่นจะวัดอุณหภูมิได้ด้วย ราคาไม่กี่ร้อย? ไปจนถึงพันบาทแล้วแต่คุณภาพ? เลือกซื้อแบบเป็นเข็มที่ไม่แพงมากก็พอใช้ได้ครับ เอา Hygrometer ใส่ลงไปในกล่องด้วย ทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมงแล้วลองดูค่าความชื้นที่วัดได้</p>
<p>ความชื้นที่เหมาะสมในการเก็บกล้องควรจะอยู่ที่ 40 ถึง 50 บวกลบได้นิดหน่อย แต่ไม่ควรสูงเกิน 70 (ชื้นมาก) และต่ำเกิน 30 (อากาศแห้งมาก) นะครับ ถ้าชื้นมาก ก็อาจจะต้องเพิ่มซิลิก้าเจลลงไปอีก ถ้าแห้งมากไปก็แสดงว่าใส่ซิลิก้าเจลมากเกินไป ต้องเอาออกบ้าง (ไม่งั้นพวกส่วนที่เป็นยางของกล้องและเลนส์จะเสื่อมง่าย)</p>
<p>ส่วนซิลิก้าเจล ก็จะมีลิมิตในการดูดความชื้นเช่นเดียวกัน คือเมื่อมันดูดความชื้นจนเต็มแล้ว มันจะเปลี่ยนสีจากเดิม เช่นหากใช้ซิลิก้าเจลบลู ซึ่งเป็นสีน้ำเงิน เมื่อมันดูดความชื้นเต็มที่แล้ว จะเปลี่ยนเป็นสีชมพูใสๆ เราต้องนำออกมาพึ่งแดดจัดๆ หรือจะนำไปอบไล่ความชื้นออกจนมันกลายเป็นเม็ดสีฟ้าเหมือนเดิม จึงจะสามารถนำกลับมาใช้ได้อีก อย่าลืมตรวจดูตรงจุดนี้ด้วยนะครับ (ใครที่ใช้ตู้ดูดความชื้นก็จะสะดวกตรงที่ไม่ต้องมานั่งเช็คสีซิลิก้าเจลนี่แหละ)</p>
<h2>อุปกรณ์ป้องกันกล้องยามออกทริป</h2>
<p>หากเราต้องออกทริปเดินทางไกลไปในป่า บนดอย หรือที่ที่ชื้นมากหลายวันล่ะ จะทำยังไงถ้าไม่มีกล่องสุญญากาศไปด้วย ข้อนี้ผมแนะนำว่า ให้พกถุงพลาสติกแบบที่เป็น Zip lock ไปด้วย หรือถ้าไม่มีก็ใช้ถุงใสธรรมดาๆแทนก็ได้ เมื่อไม่ใช้กล้องแล้ว ก็เอากล้องและเลนส์ใส่ลงไปในถุง ใส่ซิลิก้าเจลและตัววัดความชื้นไว้ด้วย จากนั้นก็ปิดให้สนิท ถ้าเป็นถุงใสก็ใช้หนังยางรัดถุงไว้ให้ดี ไม่ให้อากาศเข้า เอาวางไว้ภายในอุณหภูมิห้อง ก็เพียงพอแล้วครับ</p>
<blockquote><p>เป็นยังไงบ้างครับ กับทิปในการเก็บรักษากล้องที่ผมนำมาฝาก ทำไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ ถ้าเทียบกับการปกป้องกล้องและเลนส์ราคาแพงของเราแล้ว ลงทุนกับการเก็บรักษาก็ถือว่าคุ้มค่าเลยทีเดียว ดูแลรักษาสุขภาพกล้องและเลนส์กันแล้วก็อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองด้วยนะครับ เดี๋ยวจะไม่มีแรงออกไปถ่ายภาพกัน</p></blockquote>
<p><strong>บทความ: monotrendy</strong><br />
<strong>ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy</strong><br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=2915&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/lens-and-camera.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แบกเป้เที่ยวญี่ปุ่น แบบไม่ง้อทัวร์</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/travel-guide-travel-tips/japan-travel-trips.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/travel-guide-travel-tips/japan-travel-trips.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Aug 2009 09:42:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[The Trip]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[japan]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ที่พักในญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยวญี่ปุ่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=2954</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ญี่ปุ่น? เมืองแห่งเทคโนโลยีไฮเทคสุดล้ำ และธรรมชาติอันสวยงามตระการตา จากเหนือจรดใต้ นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังเป็นบ้านเกิดของเหล่าตัวการ์ตูนน่ารักๆ ที่เราคุ้นตากันดี ญี่ปุ่นคือประเทศในฝันของใครหลายๆคนที่อยากไปเยือนสักครั้ง ในชีวิตนี้ ผมเองก็เช่นกัน แต่ การไปท่องเที่ยวครั้งนี้ แน่นอนว่าไม่มีการง้อทัวร์ เพราะไม่อยากตะลอนแบบเท้าแตะพื้นได้ 10 นาทีแล้ววิ่งขึ้นรถ? อยากจะเที่ยวน้อยๆแต่เที่ยวนานๆ มากกว่า ก็เลยตัดสินใจวางโปรแกรมเดินทางเองทั้งหมด ถึงแม้จะขลุกขลักไปบ้าง แต่ก็น่าจะมันส์และมันส์กว่า ส่วนจะเป็นยังไงนั้น ลองไปดูกันครับ
จุดเริ่มต้นของการเดินทางในญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมเลือกเที่ยวในแถบคันไซ (ภาคตะวันตก) ซึ่งมีเมืองศูนย์กลางชื่อคุ้นหูคือ โอซาก้า นั่นเอง ทันทีที่ล้อเครื่องบินแตะถึงพื้น ฝนฟ้าก็พร้อมใจกันตกลงมาต้อนรับการเดินทางของผมทันที แม้จะทำใจว่าต้องเจอฝนบ้างก็เถอะ แต่ไม่คิดว่าฝนที่นี่จะตกได้ตกดี ตกปรอยๆทั้งวัน ไม่ยอมให้เห็นพระอาทิตย์เลย
โปรแกรมท่องเที่ยววันนี้จึงต้องปรับเปลี่ยนเป็นโปรแกรมช้อปปิ้งแทน เป้าหมายของผมในวันนี้คือ ห้าง ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Ftravel-guide-travel-tips%2Fjapan-travel-trips.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ญี่ปุ่น? เมืองแห่งเทคโนโลยีไฮเทคสุดล้ำ และธรรมชาติอันสวยงามตระการตา จากเหนือจรดใต้ นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังเป็นบ้านเกิดของเหล่าตัวการ์ตูนน่ารักๆ ที่เราคุ้นตากันดี ญี่ปุ่นคือประเทศในฝันของใครหลายๆคนที่อยากไปเยือนสักครั้ง ในชีวิตนี้ ผมเองก็เช่นกัน แต่ การไปท่องเที่ยวครั้งนี้ แน่นอนว่าไม่มีการง้อทัวร์ เพราะไม่อยากตะลอนแบบเท้าแตะพื้นได้ 10 นาทีแล้ววิ่งขึ้นรถ? อยากจะเที่ยวน้อยๆแต่เที่ยวนานๆ มากกว่า ก็เลยตัดสินใจวางโปรแกรมเดินทางเองทั้งหมด ถึงแม้จะขลุกขลักไปบ้าง แต่ก็น่าจะมันส์และมันส์กว่า ส่วนจะเป็นยังไงนั้น ลองไปดูกันครับ<span id="more-2954"></span></p>
<p>จุดเริ่มต้นของการเดินทางในญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมเลือกเที่ยวในแถบคันไซ (ภาคตะวันตก) ซึ่งมีเมืองศูนย์กลางชื่อคุ้นหูคือ โอซาก้า นั่นเอง ทันทีที่ล้อเครื่องบินแตะถึงพื้น ฝนฟ้าก็พร้อมใจกันตกลงมาต้อนรับการเดินทางของผมทันที แม้จะทำใจว่าต้องเจอฝนบ้างก็เถอะ แต่ไม่คิดว่าฝนที่นี่จะตกได้ตกดี ตกปรอยๆทั้งวัน ไม่ยอมให้เห็นพระอาทิตย์เลย</p>
<p style="text-align: left;">โปรแกรมท่องเที่ยววันนี้จึงต้องปรับเปลี่ยนเป็นโปรแกรมช้อปปิ้งแทน เป้าหมายของผมในวันนี้คือ ห้าง Bic Camera ตั้งอยู่ที่ย่านนัมบะ (Namba) ซึ่งเป็นย่านช้อปปิ้งแหล่งรวมศูนย์การค้าของโอซาก้าเลย</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2962" title="japan_namba" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/japan_namba.jpg" alt="japan_namba" width="476" height="275" /> การเดินทางในโอซาก้า สะดวกมากครับ มีทั้งรถบัส รถรางและรถไฟใต้ดิน ผมซื้อบัตร One-Day Pass ซึ่งสามารถใช้ขึ้นรถไฟใต้ดินและรถบัส ได้ทุกสาย (เฉพาะในตัวเมืองโอซาก้านะ) โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายในหนึ่งวัน ราคาแค่ 850 เยน ซึ่งถือว่าคุ้มมาก เพราะเดินทางเที่ยวนึงก็ราวๆ สองร้อยกว่าเยนแล้ว</p>
<p style="text-align: left;">ห้าง Bic Camera นี้เป็นห้างที่ขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่และมีสาขามากแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นเลยครับ ข้างในนี้มีสินค้าต่างๆเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ (ดีไซน์ล้ำมาก เห็นแล้วอยากสอยมาสักตัว แต่เค้าไม่ขายเครื่องเปล่า แถมซื้อมาก็ใช้กับบ้านเราไม่ได้ซะอีก &#8211; -?) ชั้นบนจะเป็นพวก AV (ไม่ใช่หนัง AV นะ) แต่เป็น Audio-Video พวกเครื่องเสียงและทีวีน่ะครับ แล้วก็มีของเล่น เกมส์ กล้องถ่ายรูป เยอะมากถึงมากที่สุด ส่วนราคาหรือครับ ดูแล้วก็ต้องส่ายหน้าแล้วบอกว่ากลับไปซื้อบ้านเราเถอะครับ<br />
<a href="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/japan1.jpg"><img class="size-full wp-image-3965 aligncenter" title="japan" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/japan1.jpg" alt="japan" width="450" height="299" /></a></p>
<p>ของที่นี่ส่วนใหญ่ถ้าไม่แพงกว่าก็ราคาพอๆกับที่บ้านเราครับ (แต่ส่วนใหญ่จะแพงกว่าและบางรุ่นก็ใหม่กว่าบ้านเราด้วย) แต่ที่ผมสนใจก็คือ พวกของเล่นต่างๆ เช่นรถเหล็ก ชุดรถไฟ และของกระจุกกระจิกของค่าย TOMY ที่นี่จะขายถูกกว่าบ้านเราพอสมควร สุดท้ายก็เลยได้ของเล่นติดมือกลับไปฝากคนที่บ้านแทน (ห้างร้านที่นี่ส่วนใหญ่จะมีระบบสะสมแต้ม เพื่อแลกส่วนลดหรือของแถมด้วยนะครับ ใครที่มาซื้อบ่อยๆก็จะได้ประโยชน์มาก)</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2964" title="japan_toys" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/japan_toys.jpg" alt="japan_toys" width="428" height="284" /><br />
จุดหมายต่อไปของผมก็คือไปดูพวกกล้องและอุปกรณ์ที่ห้างขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกแห่งก็คือ Yodobashi camera ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีโอซาก้าเลย (หรือถ้ามารถไฟใต้ดินก็ลงที่สถานี อูเมดะ : Umeda) บนห้างนี้ก็คล้ายๆกับที่แรก คือมีเครื่องใช้ไฟฟ้าเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางกล้องดิจิตอลและอุปกรณ์เสริมต่างๆ ซึ่งมีเยอะกว่าร้านบนพันทิพย์รวมกันซะอีก</p>
<p>ใครที่อยากได้สินค้าหายาก ที่ไม่มีขายในบ้านเรา มาที่นี่อาจจะเจอได้ไม่ยาก แต่เมื่อดูราคาแล้วก็ต้องทำใจครับ โดยเฉพาะกล้องและเลนส์ เมื่อคำนวณเป็นเงินไทยแล้วก็ตกใจ เพราะแพงกว่าบ้านเราไปเป็นหมื่นเลย ได้แต่เดินคอตกออกมา (ได้มาแค่โบชัวร์กล้องแทน TT)</p>
<p>แต่จุดหมายยังไม่หมดครับ ร้านสุดท้ายที่ผมตั้งใจจะไปดูก็คือ ร้านขายกล้องและอุปกรณ์มือสองที่มีสาขาในญี่ปุ่นเยอะมาก ชื่อร้าน Kitamura ตั้งอยู่อีกฟากของถนนตรงข้าม Yodobashi camera นี่เอง ร้านสาขาโอซาก้านี่จะอยู่บนตึกเล็กๆ ชั้น 4 กับ 5</p>
<p>ผมขึ้นมาที่ชั้น 5 ซึ่งเป็นชั้นอุปกรณ์มือสอง เข้ามาจะเป็นห้องไม่กว้างมากนัก แต่มีกล้องและอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นของมือสองเต็มไปหมด สภาพที่เห็นถือว่าดีมากๆ (แทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นของมือสอง)? สนนราคาเมื่อคำนวณดูแล้วก็พบว่า ถูกกว่าซื้อมือสองที่บ้านเราเสียอีก แถมสภาพก็ดูแทบไม่ออกว่าเป็นของมือสอง คือใหม่มาก? เมื่อลองจนแน่ใจว่าไม่สามารถห้ามกิเลสได้แล้ว ก็ลองต่อราคาดูปรากฏว่ายังลดได้อีกนิดหน่อย (คนขายใจดีครับ ให้ลองเลนส์จนพอใจ แม้คุยกันไม่รู้เรื่องแต่ภาษามือก็ช่วยได้มากเลย) งานนี้เลยได้ถอยเลนส์ระดับเทพในราคามนุษย์เงินเดือน มาสองตัวพร้อมฟิลเตอร์ดีๆมือสอง ในราคาเบาๆกลับออกมา ดีใจได้เสียเงินสักที (ฮา)</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2968" title="japan_store" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/japan_store.jpg" alt="japan_store" width="427" height="284" /></p>
<p>ถือว่าภารกิจวันแรกบรรลุผลไปด้วยดี ช้อปเพลินจนค่ำ ท้องเริ่มจะหิวแล้วแวะหาราเม็งอร่อยๆกินก่อนกลับที่พัก วันแรกหมดไปกับการช้อปปิ้งครับ (ฝนก็ยังไม่หยุดเลยนะเนี่ย) พรุ่งนี้ตามโปรแกรมจะไปชมวัดวาอารามที่เมืองหลวงเก่า ?เกียวโต? ครับ ไหนๆได้เลนส์มาละ ถือโอกาสพาเลนส์ไปทดสอบด้วยเลย (เผื่อมีปัญหาจะได้เอาไปคืนที่ร้านได้) ส่วนเรื่องราวจะเป็นยังไงติดตามต่อตอนหน้า ; )
</p>
<p style="text-align: right;"><em>บทความโดย monotrendy</em></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=2954&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/travel-guide-travel-tips/japan-travel-trips.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;Hybrid IS&#8221; ระบบป้องกันภาพสั่นไหวออพติคอลจาก Canon</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/news-digital-technology-update/canon-hybrid-is-technology.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/news-digital-technology-update/canon-hybrid-is-technology.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Aug 2009 06:57:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[What's On]]></category>
		<category><![CDATA[canon camera]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera technology]]></category>
		<category><![CDATA[hybrid IS]]></category>
		<category><![CDATA[hybrid IS technology]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องแคนอน]]></category>
		<category><![CDATA[คู่มือกล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[แคนอน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=2355</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
แคนนอน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น แถลงอย่างเป็นทางการหลังจากประสบความสำเร็จในการคิดค้นเทคโนโลยีล่าสุด ระบบป้องกันภาพสั่นไหวออพติคอล ระบบไฮบริด (Hybrid IS: Hybrid Image Stabilizer) ได้เป็นรายแรกของโลก* ซึ่งระบบ Hybrid IS ช่วยลดการสั่นไหวของกล้องได้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ทั้งการสั่นไหวของกล้องแบบขึ้น-ลง (Shift camera shake) และแบบมุมก้มเงย (Tilt camera shake) ทำให้ภาพถ่ายคมชัดทุกองศาการเคลื่อนไหว โดยแคนนอนจะนำเทคโนโลยีนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่ใช้ในเลนส์สำหรับกล้องซิงเกิ้ลเลนส์ และวางจำหน่ายทั่วโลกภายในปลายปี 2009 นี้แน่นอน
ด้วยทฤษฎีของการป้องกันการสั่นไหวของกล้องถ่ายภาพและขั้นตอนต่างๆในการแก้ไขภาพสั่นไหวที่ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาภาพถ่ายที่ไม่คมชัดอันเกิดจากการสั่นไหวของตัวกล้อง เมื่อใช้ความไวชัตเตอร์ต่ำ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาตอนที่กล้องมีการขยับตัวขณะที่มีการเปิดรับแสงของเซนเซอร์รับแสงของกล้องในขณะที่ถ่ายภาพ
?แคนนอนได้เริ่มต้นค้นคว้าวิจัยกลไกที่จะช่วยแก้ไขปัญหาของภาพที่เกิดจากสั่นไหวของกล้องมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2523 เป็นต้นมา จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2538 ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fnews-digital-technology-update%2Fcanon-hybrid-is-technology.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>แคนนอน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น แถลงอย่างเป็นทางการหลังจากประสบความสำเร็จในการคิดค้นเทคโนโลยีล่าสุด ระบบป้องกันภาพสั่นไหวออพติคอล ระบบไฮบริด (Hybrid IS: Hybrid Image Stabilizer) ได้เป็นรายแรกของโลก* ซึ่งระบบ Hybrid IS ช่วยลดการสั่นไหวของกล้องได้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ทั้งการสั่นไหวของกล้องแบบขึ้น-ลง (Shift camera shake) และแบบมุมก้มเงย (Tilt camera shake) ทำให้ภาพถ่ายคมชัดทุกองศาการเคลื่อนไหว โดยแคนนอนจะนำเทคโนโลยีนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่ใช้ในเลนส์สำหรับกล้องซิงเกิ้ลเลนส์ และวางจำหน่ายทั่วโลกภายในปลายปี 2009 นี้แน่นอน<span id="more-2355"></span></p>
<address>ด้วยทฤษฎีของการป้องกันการสั่นไหวของกล้องถ่ายภาพและขั้นตอนต่างๆในการแก้ไขภาพสั่นไหวที่ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาภาพถ่ายที่ไม่คมชัดอันเกิดจากการสั่นไหวของตัวกล้อง เมื่อใช้ความไวชัตเตอร์ต่ำ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาตอนที่กล้องมีการขยับตัวขณะที่มีการเปิดรับแสงของเซนเซอร์รับแสงของกล้องในขณะที่ถ่ายภาพ</address>
<p>?แคนนอนได้เริ่มต้นค้นคว้าวิจัยกลไกที่จะช่วยแก้ไขปัญหาของภาพที่เกิดจากสั่นไหวของกล้องมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2523 เป็นต้นมา จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2538 แคนนอนได้เปิดตัวเลนส์ EF 75-300mm f/4-5.6 IS USM เลนส์ที่มีเทคโนโลยีช่วยแก้ปัญหาของภาพที่เกิดจากการสั่นไหวของกล้องแบบออพติคอลออกสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แคนนอนได้พัฒนาเลนส์ที่มีเทคโนโลยีป้องกันภาพสั่นไหวรุ่นต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 21 รุ่น</p>
<address>ล่าสุด ทีมวิศวกรของแคนนอน สามารถการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ Hybrid IS ที่นอกจากจะสามารถตรวจจับการสั่นไหวของตัวกล้องแบบการสั่นเป็นมุมองศาที่ก้มลงหรือเงยขึ้นของตัวกล้องโดยใช้ Angular velocity sensor ซึ่งการสั่นไหวแบบนี้มักจะเกิดขึ้นได้ง่ายในการถ่ายภาพทั่วๆไปขณะที่กดชัตเตอร์แล้วเกิดการสั่นซึ่งทำให้องศาของกล้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในลักษณะทำมุมก้มลงหรือเงยขึ้นจากแนวระนาบ แต่ว่า Hybrid IS ยังสามารถตรวจจับการสั่นไหวในแบบขึ้น-ลงของกล้องโดยใช้ Acceleration sensor ได้อีกด้วย ซึ่งการสั่นไหวในแนวขึ้นและลงนี้มักจะเกิดขึ้นได้ง่ายในการถ่ายภาพแบบมาโครหรือโคลสอัพที่มีการถ่ายภาพที่ใกล้กับวัตถุมากๆ</address>
<p>?ระบบ Hybrid IS จะทำการประมวลผลโดยใช้รูปแบบการประมวลผลแบบใหม่ที่ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ทั้ง 2 ตัวเพื่อที่จะนำค่าของการสั่นไหวในมุมต่างๆทั้งในแนวการสั่นแบบมุมก้ม-เงยและการสั่นไหวแบบขึ้น-ลงมาคำนวนและปรับตั้งค่าการแก้ไขความสั่นไหวของภาพให้แม่นยำที่สุด ทำให้ระบบป้องกันการสั่นไหวของแคนนอนนั้นเป็นเทคโนโลยีที่สามารถป้องกันการสั่นไหวของภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด โดยที่ระบบป้องกันการสั่นไหวทั่วๆไปไม่อาจแก้ไขข้อผิดพลาดในจุดนี้ได้ทั้งหมด</p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><img class="size-full wp-image-2360 aligncenter" title="canonhybridIS" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/canonhybridIS.gif" alt="canonhybridIS" width="437" height="134" /></p>
<blockquote><p>และแคนนอนเองก็จะมีการนำเอาเทคโนโลยี Hybrid Image Stabilizer ไปพัฒนาควบคู่ไปกับเลนส์หลายๆรุ่นสำหรับกล้อง SLR เพื่อที่จะทำให้ระบบป้องกันภาพสั่นไหวในตัวเลนส์นั้นพัฒนาให้สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งๆขึ้นไป</p></blockquote>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=2355&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/news-digital-technology-update/canon-hybrid-is-technology.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลากวิธี&#8230;เลือกเลนส์ ไปออกทริป</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/camera-lens-buyer-guide.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/camera-lens-buyer-guide.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Apr 2009 12:33:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[camera lens]]></category>
		<category><![CDATA[canon]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[digital life style]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyles]]></category>
		<category><![CDATA[free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[ซื้อเลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[เลนส์ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกเลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=623</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ในช่วงอากาศร้อนอย่างนี้ ไม่มีอะไรจะเหมาะไปกว่าการออกเดินทางหาที่เที่ยวเพื่อคลายร้อน ไม่ว่าจะเป็นภูเขา น้ำตก หรือทะเล แน่นอนว่า จะไปเที่ยวทั้งที ก็ต้องพกกล้องติดไปด้วยเพื่อบันทึกภาพสถานที่สวยๆ เก็บไว้ (และเพื่อเป็นหลักฐานว่าไปถึงที่จริงๆ) หลายๆ คนปวดหัวกับการจัดสรรอุปกรณ์ในการถ่ายภาพ เวลาที่ต้องออกเดินทางท่องเที่ยว ทำไมน่ะเหรอครับ?

ก็เพราะว่าลำพังแค่กระเป๋าสัมภาระ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวก็เยอะมากแล้ว ยิ่งต้องมาแบ่งพื้นที่ในการพกพากล้องและเลนส์แบบต่างๆ ที่น้ำหนักไม่ใช่จะเบาๆ หากไม่มีการเลือกสรรอุปกรณ์ที่เหมาะสมแบกไปทั้งหนักๆ อย่างนั้น ประมาณว่า ถ้าขาดเลนส์ไปสักช่วงนึง ชีวิตนี้คงถ่ายภาพไม่ได้อีกต่อไป &#8211; -? อย่างนี้แทนที่จะได้เที่ยวสนุกๆ กลับต้องมาเป็นทุกข์กับการแบกหามแทน know how ฉบับนี้ จึงมีข้อแนะนำดีๆ ในการเลือกเลนส์ที่เหมาะสมสำหรับไปเที่ยวครับ
 
 พกพาอุปกรณ์ไปให้น้อยที่สุด
อย่าลืมว่าจุดประสงค์สำคัญในการออกทริปก็คือ ?การพักผ่อน? ดังนั้น ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2Fcamera-lens-buyer-guide.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ในช่วงอากาศร้อนอย่างนี้ ไม่มีอะไรจะเหมาะไปกว่าการออกเดินทางหาที่เที่ยวเพื่อคลายร้อน ไม่ว่าจะเป็นภูเขา น้ำตก หรือทะเล แน่นอนว่า จะไปเที่ยวทั้งที ก็ต้องพกกล้องติดไปด้วยเพื่อบันทึกภาพสถานที่สวยๆ เก็บไว้ (และเพื่อเป็นหลักฐานว่าไปถึงที่จริงๆ) หลายๆ คนปวดหัวกับการจัดสรรอุปกรณ์ในการถ่ายภาพ เวลาที่ต้องออกเดินทางท่องเที่ยว ทำไมน่ะเหรอครับ?</p>
<p><span id="more-623"></span><img class="aligncenter size-full wp-image-1300" title="dsc_0238" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/04/dsc_0238.jpg" alt="dsc_0238" width="350" height="233" /><br />
ก็เพราะว่าลำพังแค่กระเป๋าสัมภาระ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวก็เยอะมากแล้ว ยิ่งต้องมาแบ่งพื้นที่ในการพกพากล้องและเลนส์แบบต่างๆ ที่น้ำหนักไม่ใช่จะเบาๆ หากไม่มีการเลือกสรรอุปกรณ์ที่เหมาะสมแบกไปทั้งหนักๆ อย่างนั้น ประมาณว่า ถ้าขาดเลนส์ไปสักช่วงนึง ชีวิตนี้คงถ่ายภาพไม่ได้อีกต่อไป &#8211; -? อย่างนี้แทนที่จะได้เที่ยวสนุกๆ กลับต้องมาเป็นทุกข์กับการแบกหามแทน know how ฉบับนี้ จึงมีข้อแนะนำดีๆ ในการเลือกเลนส์ที่เหมาะสมสำหรับไปเที่ยวครับ</p>
<p><strong> </strong></p>
<h3><strong> พกพาอุปกรณ์ไปให้น้อยที่สุด</strong></h3>
<p>อย่าลืมว่าจุดประสงค์สำคัญในการออกทริปก็คือ ?การพักผ่อน? ดังนั้น พยายามอย่าพกอะไรไปให้เป็นภาระในการแบกหามให้มากนัก ลองคิดดูว่า ถ้าต้องไปปีนภูเขา ล่องเรือชมเกาะหรือสถานที่ที่ต้องลุยๆ หน่อย ของยิ่งเยอะยิ่งทำให้เดินช้า แทนที่จะมีเวลาเดินชมนกชมไม้ สบายๆ ชิลๆ กลับต้องมาทนทรมานแบกอุปกรณ์กล้องและเลนส์นับสิบกิโล แถมยังต้องมาพะวงกับอุปกรณ์จะเปียกน้ำหรือเปล่า จะเอาไปวางไว้ที่ไหนดีที่จะไม่หาย ฯลฯ แบบนี้ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของเรา จำเอาไว้ว่า เรามาเที่ยว ไม่ได้มาถ่ายภาพไปลงหนังสือ ททท. (แต่ถ้าอยากมาเก็บภาพไปใช้งานจริงจัง ถือว่ายกเว้น)</p>
<h3><strong> เลือกเลนส์ให้เหมาะสม</strong></h3>
<p>จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมอยากจะแนะนำทุกๆ ท่านอย่างมากเลยก็คือ ควรเลือกเลนส์ให้เหมาะกับที่ที่เราจะไป ไม่จำเป็นต้องแบกไปหมดทั้งคลังแสงของเรา (ในกรณีของคนมีตังค์อ่ะนะ) เพราะนอกจากเรื่องของน้ำหนักเลนส์ที่กล่าวมาแล้ว มีน้อยครั้งที่เราจะได้ใช้มันทุกตัวจริงๆ (แล้วจะพกไปทำไมให้เมื่อยไหปลาร้าเนี่ย) เลนส์ยอดนิยมในการออกทริปก็คือ พวกเลนส์มุมกว้างงงงง&#8230; ทั้งหลายแหล่ เช่นช่วง 10-20 , 12-24, 17-40 mm.? เหมาะมากในการเก็บภาพบรรยากาศของสถานที่ โดยเฉพาะท้องทะเล หากใช้เลนส์มุมกว้างถ่าย จะดูอลังการ ยิ่งท้องฟ้าใสๆ มีเมฆสักนิดนึง เลือกช่วงเวลาดีๆ รับรองว่าเอารูปกลับไปอวด เพื่อนๆ ต้องอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถวๆ แบบนี้เลนส์เทเลคงไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ เลนส์ช่วง normal ก็จำเป็นเหมือนกัน เผื่อเอาไว้ใช้ถ่ายภาพเพื่อนฝูงหรือสิ่งของต่างๆ เช่นอาหาร เรือ ต้นไม้ น้ำตก อะไรแบบนี้ แค่นี้ก็คงเพียงพอแล้ว<br />
<img class="aligncenter size-full wp-image-1301" title="d3s_6864-1200" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/04/d3s_6864-1200.jpg" alt="d3s_6864-1200" width="300" height="247" /></p>
<h3>เลือก ?เลนส์ตัวเดียว เที่ยวทั่วโลก?</h3>
<p>เลนส์ประเภทนี้ มักถูกตั้งข้อรังเกียจเดียดฉันท์จากบรรดาโปรฯ อุปกรณ์ทั้งหลายแหล่ เพียงเพราะว่าช่วงซูมมันกว้าง เช่นมีช่วงซูมตั้งแต่ 17-85? หรือ 18-200 mm. คนเหล่านี้พอเห็นช่วงซูมเยอะๆ ก็จะร้องยี้และตู่ไว้ก่อนเลยว่า ให้ภาพห่วย ภาพไม่คม บวม ใช้แล้วดูไม่โปร แต่&#8230;.ใครจะว่ายังไงก็ช่างเค้าเถอะครับ ถ้าคุณมีเลนส์พวกช่วงซูมยาวๆ แบบนี้ ผมแนะนำ (อย่างยิ่ง)เลยว่า เอามันไปด้วยเถอะครับ ใช้เป็นเลนส์ติดกล้องไปเลย รับรองว่าคุณจะเที่ยว+ถ่ายภาพ ได้สนุกมากแน่ๆ เจออะไรก็ซูมเข้าซูมออกถ่ายได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาถอดเปลี่ยนเลนส์ เพราะข้อดีของมันก็คือซูมได้เยอะ ครอบคลุมตั้งแต่ช่วงมุมกว้างไปจนถึงเทเลต้นๆ สะดวกสบายมาก ถ้าถามผมเรื่องคุณภาพ ผมไม่ซีเรียสนะ ใครบอกว่าเลนส์พวกนี้ถ่ายมาแล้วไม่คม แสดงว่าเค้าถ่ายภาพไม่เป็น (ห่วงแต่เรื่องความคม ปรับกล้องไม่เป็นอีกตะหาก) จริงอยู่ที่คุณภาพของมันไม่อาจจะไปทัดเทียมพวกเลนส์เกรดโปรตัวอื่นๆได้ แต่ถ้าใช้มันอย่างถูกต้อง (ปรับรูรับแสงแคบๆ) เอามาปรับแต่งต่ออีกนิดเท่านี้ก็อยู่แล้ว แลกกับความสะดวกสบายในการท่องเที่ยว ดีกว่าเป็นไหนๆ</p>
<h3><strong>ลำบากมากนัก คอมแพคไปเล้ยย</strong></h3>
<p>ไม่ได้กวน แต่พูดจริงๆ หลายครั้ง (อีกเหมือนกัน) ถ้าผมไปเที่ยวแบบชิลๆ กับครอบครัว ผมมักเลือกที่จะพกพาเจ้าจิ๋วแต่แจ๋ว (ดิจิตอลคอมแพค) แค่เพียงตัวเดียว เบาๆใส่กระเป๋าเสื้อหรือคล้องคอไปเที่ยวได้สบายๆ ไม่เปลืองพื้นที่ ใช้งานก็ง่าย หากอยากได้รูปตัวเอง แต่ไม่มีคนถ่ายให้ แค่วานพี่ป้าน้าอา อาซิ้มอาซ้อหรืออาเฮียขายโอเลี้ยงแถวนั้นถ่ายให้ก็ได้ ไม่ต้องสอนปรับโหมดอะไรให้วุ่นวาย ภาพก็ยังออกมาชัดแจ๋วเลย ยิ่งเดี๋ยวนี้ กล้องคอมแพคมันฉลาดจนผมว่ามันแซง DSLR ไปหลายขุมแล้ว แค่กดปุ่มชัตเตอร์ มันก็คำนวนให้เสร็จเลย แถมบางรุ่นยังกันน้ำ+กันกระแทกได้อีก ช่างเหมาะกับการท่องเที่ยวซะจริงๆ ดังนั้น ถ้ามีกล้องคอมแพคอยู่ที่บ้าน พามันไปเที่ยวด้วยเถอะครับ ^^<br />
<img class="aligncenter size-full wp-image-1303" title="12" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/04/12.jpg" alt="12" width="283" height="360" /></p>
<blockquote><p>การถ่ายภาพท่องเที่ยว บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นจะต้องยึดติดว่าจะต้องได้ภาพสวยเทพ เสมอไปหรอกนะครับ อย่าให้อุปกรณ์มาเป็นตัวถ่วงความสุขของเรา เพราะนานทีปีหน กว่าจะลางาน หนีเจ้านายหาเวลาออกมาเที่ยวได้ก็แสนจะยากเย็นแล้ว เอาเวลาไปเที่ยวพักผ่อนให้สุขใจดีกว่า แต่สำหรับใครที่จริงจังกับการถ่ายภาพก็ไม่ว่ากันครับ ของแบบนี้นานาจิตตัง ที่สำคัญ อย่าลืมหาขาตั้งกล้องเบาๆ สักตัว พกไปด้วย เผื่ออยากได้รูปตัวเองกับสถานที่ แต่ไม่มีคนแถวนั้นถ่ายให้ จะได้ไม่ต้องวิ่งหาคนช่วยหรือหาที่วางกล้องครับ ร้อนนี้ขอให้เที่ยวกันให้สนุกนะครับ ;P</p></blockquote>
<p>บทความ : monotrendy<br />
ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=623&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/camera-lens-buyer-guide.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>5 เหตุผลที่คน (อยาก) เปลี่ยนมาใช้กล้องดิจิตอล SLR</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/digital-slr.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/digital-slr.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Sep 2008 05:05:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[digital SLR]]></category>
		<category><![CDATA[DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การตกแต่งภาพถ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้กล้อง]]></category>
		<category><![CDATA[คู่มือกล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีใช้กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกซื้อกล้องดิจิตอล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=211</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ตลาดกล้องดิจิตอลในปัจจุบันมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ผู้ผลิตแต่ละค่ายต่างก็งัดกลยุทธ์ต่างๆขึ้นมาเอาใจลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นระบบการทำงานอัจฉริยะแบบต่างๆ ความบางเบาของบอดี้ การทำงานที่รวดเร็ว ไปจนถึงความละเอียดที่มากขึ้น อีกทั้งราคาของกล้องดิจิตอลทั้งแบบคอมแพคและแบบ SLR (Single Lens Reflex) ต่างก็ถูกลงอย่างรวดเร็ว กล้องดิจิตอลแบบ SLR บางรุ่นที่เคยมีราคาสูงถึงสามสี่หมื่นกลับเหลือเพียงไม่ถึงสองหมื่น ทำให้ผู้ใช้กล้องคอมแพคและกำลังจะซื้อกล้องดิจิตอลหลายๆคนเกิดอาการลังเลเริ่มอยากเปลี่ยนมาใช้กล้องแบบ SLR บ้างแต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าเปลี่ยนไปแล้วจะทำให้ถ่ายภาพได้สวยขึ้นแบบมือโปรมั้ย ถ้าคุณผู้อ่านเป็นหนึ่งในนั้น ลองมาดูข้อได้เปรียบของกล้องแบบ SLR (และข้อยกเว้น) กันก่อนดีมั้ยครับ เผื่อจะได้ตัดสินใจซื้อ (หรือไม่ซื้อ) ได้ง่ายขึ้น

คุณภาพของภาพที่ดีขึ้น กล้องดิจิตอลแบบ SLR มีขนาดของเซนเซอร์รับแสงที่ใหญ่ ที่ทำงานร่วมกับระบบเลนส์ที่มีคุณภาพมากกว่ากล้องแบบคอมแพค อีกทั้งยังสามารถควบคุมการทำงานในด้านต่างๆได้อย่างละเอียดกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คุณภาพของภาพถ่ายออกมาดีกว่ากล้องดิจิตอลแบบคอมแพค เมื่อเทียบกันภาพต่อภาพข้อยกเว้น แต่อย่าลืมว่ายังมีปัจจัยอื่นๆที่เป็นตัวกำหนดคุณภาพของภาพถ่ายอีก เช่น ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2Fdigital-slr.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ตลาดกล้องดิจิตอลในปัจจุบันมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ผู้ผลิตแต่ละค่ายต่างก็งัดกลยุทธ์ต่างๆขึ้นมาเอาใจลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นระบบการทำงานอัจฉริยะแบบต่างๆ ความบางเบาของบอดี้ การทำงานที่รวดเร็ว ไปจนถึงความละเอียดที่มากขึ้น อีกทั้งราคาของกล้องดิจิตอลทั้งแบบคอมแพคและแบบ SLR (Single Lens Reflex) ต่างก็ถูกลงอย่างรวดเร็ว<span id="more-211"></span> กล้องดิจิตอลแบบ SLR บางรุ่นที่เคยมีราคาสูงถึงสามสี่หมื่นกลับเหลือเพียงไม่ถึงสองหมื่น ทำให้ผู้ใช้กล้องคอมแพคและกำลังจะซื้อกล้องดิจิตอลหลายๆคนเกิดอาการลังเลเริ่มอยากเปลี่ยนมาใช้กล้องแบบ SLR บ้างแต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าเปลี่ยนไปแล้วจะทำให้ถ่ายภาพได้สวยขึ้นแบบมือโปรมั้ย ถ้าคุณผู้อ่านเป็นหนึ่งในนั้น ลองมาดูข้อได้เปรียบของกล้องแบบ SLR (และข้อยกเว้น) กันก่อนดีมั้ยครับ เผื่อจะได้ตัดสินใจซื้อ (หรือไม่ซื้อ) ได้ง่ายขึ้น</p>
<ol>
<li><strong>คุณภาพของภาพที่ดีขึ้น</strong> กล้องดิจิตอลแบบ SLR มีขนาดของเซนเซอร์รับแสงที่ใหญ่ ที่ทำงานร่วมกับระบบเลนส์ที่มีคุณภาพมากกว่ากล้องแบบคอมแพค อีกทั้งยังสามารถควบคุมการทำงานในด้านต่างๆได้อย่างละเอียดกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คุณภาพของภาพถ่ายออกมาดีกว่ากล้องดิจิตอลแบบคอมแพค เมื่อเทียบกันภาพต่อภาพ<strong>ข้อยกเว้น</strong> แต่อย่าลืมว่ายังมีปัจจัยอื่นๆที่เป็นตัวกำหนดคุณภาพของภาพถ่ายอีก เช่น การตั้งค่าต่างๆในตัวกล้องไปจนถึงความชำนาญของช่างภาพเอง และที่สำคัญคุณภาพของภาพในกล้อง SLR ก็ขึ้นอยู่กับเลนส์ที่ใช้ด้วย กล้องแบบ SLR ที่ใช้เลนส์คุณภาพต่ำๆ คุณภาพของภาพก็อาจจะสู้กล้องแบบคอมแพคดีๆหลายๆตัวไม่ได้เช่นกัน
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1853" title="ภาพที่่ถ่ายด้วยกล้อง SLR" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2008/09/SLR-photo.jpg" alt="ภาพที่่ถ่ายด้วยกล้อง SLR" width="300" height="200" /></li>
<li><strong>การทำงานที่รวดเร็วกว่า</strong> กล้องดิจิตอลแบบ SLR มีความเร็วในการทำงานที่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นช่วงตั้งแต่เปิดกล้องจนพร้อมใช้งาน หรือช่วงระยะเวลาที่กดชัตเตอร์ไปจนถึงภาพได้ถูกบันทึกลงการ์ดไปแล้ว (Shutter Lag) การโฟกัสภาพ และระบบการถ่ายภาพแบบต่อเนื่องก็รวดเร็วกว่าด้วย ทำให้เมื่อต้องเจอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน ผู้ใช้กล้อง SLR ย่อมมีความได้เปรียบกว่าผู้ใช้กล้องแบบคอมแพค<br />
ข้อยกเว้น หากเราไม่ได้เป็นช่างภาพกีฬาหรือนักข่าว การใช้งานระบบถ่ายภาพต่อเนื่องแบบไฮสปีดหรือการตอบสนองที่รวดเร็วก็อาจไม่จำเป็นสำหรับเรานัก ตรงกันข้าม ยิ่งกล้องถ่ายภาพต่อเนื่องได้รวดเร็วเพียงใด ก็ยิ่งเปลืองหน่วยความจำและแบตเตอรี่มากขึ้นตามไปด้วย</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1854" title="super-model" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2008/09/super-model.jpg" alt="super-model" width="350" height="233" /></li>
<li><strong>บอดี้ความทนทานมากกว่า</strong> กล้องดิจิตอล SLR มีขนาดและรูปร่างที่ใหญ่ บึกบึน แข็งแรงกว่ากล้องแบบคอมแพค ทำให้ทนทานต่อการใช้งานแบบสมบุกสมบัน การจับถือก็ให้ความรู้สึกดูเป็นมืออาชีพมากกว่ากล้องคอมแพค<strong>ข้อยกเว้น</strong> ความแข็งแรงบึกบึนก็ต้องแลกมาด้วยน้ำหนักและพื้นที่ในพกพาที่มากกว่ากล้องแบบคอมแพค ต้องเก็บกล้องไว้ในกระเป๋ากล้องที่ใหญ่เทอะทะและทำให้เมื่อยล้าได้หากต้องแบกกล้องและเลนส์ไปนานๆ ในขณะที่กล้องคอมแพคมีน้ำหนักที่เบากว่า ขนาดที่เล็กกว่า ก็จะได้เปรียบในเรื่องการพกพาสามารถเอาใส่ไว้ในกระเป๋าถือหรือกระเป๋าเสื้อและหยิบขึ้นมาถ่ายได้ทันทีโดยไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนัก<img class="aligncenter size-full wp-image-1856" title="กล้องดิจิตอล-SLR" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2008/09/กล้องดิจิตอล-SLR.jpg" alt="กล้องดิจิตอล-SLR" width="350" height="145" /></li>
<li><strong>อุปกรณ์เสริมที่มีให้เลือกมากมายกว่า</strong> ไม่ว่าจะเป็น แฟลชแบบภายนอกที่ให้กำลังแรงสูง กริปสำหรับใส่แบตเตอรี่เพิ่มเติม และฟิลเตอร์สารพัดชนิด ฯลฯ อุปกรณ์ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่ช่วยให้สร้างสรรค์ภาพถ่ายได้อย่าง สนุกสนานและไร้ขีดจำกัด ในขณะที่อุปกรณ์เสริมของกล้องคอมแพคมีเพียงไม่กี่อย่าง หาซื้อก็ยากและบางอย่างราคาก็แพงกว่าอุปกรณ์เสริมของ SLR อีกด้วย<strong>ข้อยกเว้น</strong> อันที่จริงแล้วอุปกรณ์เสริมของกล้อง SLR ที่จำเป็นจริงๆมีแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราจะถ่ายมากกว่า การพกอุปกรณ์เสริมไปเยอะๆย่อมเป็นการเพิ่มน้ำหนักและเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับเราอีกด้วย
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1857" title="filter-diffuse-filters" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2008/09/filter-diffuse-filters.jpg" alt="filter-diffuse-filters" width="350" height="263" /></li>
<li><strong>กล้อง SLR สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้</strong> คุณสมบัติเด่นของกล้องแบบ SLR คือ ผู้ใช้สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ จึงทำให้สามารถเลือกใช้เลนส์ที่เหมาะสมกับความต้องการได้ เช่น หากต้องการเก็บภาพทิวทัศน์ของทุ่งหญ้าที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ก็เปลี่ยนมาใช้เลนส์มุมกว้างที่เก็บภาพได้องศาที่กว้าง แต่หากต้องการถ่ายภาพสัตว์ป่าซึ่งเราไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้ก็เปลี่ยนมาใช้เลนส์เทเลโฟโต้ทางยาวโฟกัสสูงๆเพื่อดึงภาพให้ใกล้เข้ามา นอกจากนี้การเปลี่ยนไปใช้เลนส์คุณภาพสูงๆย่อมหมายถึงคุณภาพ สีสันและความคมชัดที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งกล้องคอมแพคไม่สามารถเทียบได้เลย<strong>ข้อยกเว้น</strong> การซื้อเลนส์เพิ่ม ก็คือค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นนั่นเอง เลนส์คุณภาพดีๆ ก็ต้องแลกมาด้วยราคาหลายหมื่น บางครั้งแพงกว่าตัวกล้องเสียอีก (เลนส์บางตัวราคาหลักแสนเลยก็มี ) อุปสรรคอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของน้ำหนัก โดยเฉพาะเลนส์เทเลโฟโต้ที่มีทางยาวโฟกัสสูงๆมักจะมีน้ำหนักที่มากและขนาดที่ใหญ่เทอะทะ การถอดเปลี่ยนก็ทำได้ลำบาก เมื่อเทียบกับกล้องคอมแพคบางรุ่นที่มาพร้อมกับเลนส์ซูมคุณภาพดีที่ครอบคลุมการใช้งานทั่วไปแล้ว กล้องคอมแพคจึงได้เปรียบกว่าในเรื่องของความคล่องตัว
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1859" title="Canon-EF-Lens-Collection" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2008/09/Canon-EF-Lens-Collection.jpg" alt="Canon-EF-Lens-Collection" width="350" height="262" /></li>
</ol>
<blockquote><p>หวังว่าบทความนี้คงช่วยให้เพื่อนๆตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะครับ แต่อย่าลืมนะครับว่า กล้องเป็นเพียงแค่อุปกรณ์ในการถ่ายภาพเท่านั้น สิ่งสำคัญก็คือการฝึกฝนเรื่องของมุมมองในการถ่ายภาพของตัวช่างภาพเอง ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้กับกล้องไม่ว่าจะเป็น SLR หรือว่าคอมแพคก็ตาม</p></blockquote>
<p>บทความ : monotrendy<br />
ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=211&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/digital-slr.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

