<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Digital, Lifestyle and more &#187; การถ่ายภาพ</title>
	<atom:link href="http://www.dplusmag.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dplusmag.com</link>
	<description>Digital Lifestyle magazine</description>
	<lastBuildDate>Wed, 05 Oct 2011 04:36:26 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ศิลปะกับการถ่ายภาพ ตอน 2</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-2.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-2.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Feb 2010 10:32:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[digital life style]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyles]]></category>
		<category><![CDATA[free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[monotrendy]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง SLR]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[สีสันของภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สีโทนร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สีโทนเย็น]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการซูม]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคภาพถ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[แสงและเงา]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=5998</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ในฉบับที่แล้วผมยังค้างเรื่ององค์ประกอบของภาพเอาไว้อยู่ ฉบับนี้มาติดตามกันต่อในหัวข้อที่เหลือกันเลยดีกว่าครับ

3. แสงและเงา
แสงและเงาถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการถ่ายภาพ และมักจะเป็นสิ่งที่นักถ่ายภาพมองข้ามอยู่เสมอๆ เนื่องจากไปให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นๆมากกว่า เช่น สีสันหรือความสวยงามของวัตถุ ซึ่งแท้จริงแล้วหากเรารู้จักมองหาแสงเงาที่เหมาะสม เราจะพบว่าแสงและเงาสามารถสร้างความสวยงามให้กับภาพได้อย่างน่าประหลาดใจ แสงและเงาเป็นตัวสร้างมิติให้กับภาพ ทำให้ภาพของเรามีระยะใกล้ ไกล มีความลึกไม่เรียบแบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมองหาแสงและเงาก็คือช่วงเช้าและช่วงเย็น ที่ดวงอาทิตย์ทอดตัวแนวขนานกับพื้นโลก เนื่องจากจะให้เงาที่ทอดยาว วัตถุปกติทั่วไปที่ดูไม่น่าสนใจ เวลาเกิดเงาตกทอดลงบนพื้นอาจจะมีลวดลายเส้นสายที่สวยงามก็ได้ ควรหมั่นสังเกตดูและเลือกใช้ให้เป็นประโยชน์กับภาพของเรา

4. สีสัน
สีสันเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของวัตถุแต่ละชนิด เป็นตัวบ่งบอกและแยกวัตถุแต่ละชนิดให้มีความแตกต่างกัน สีสันมีผลกับภาพถ่ายอย่างมาก ในแง่ของการดึงดูดความสนใจ ภาพถ่ายที่มีสีสันสดใส ฉูดฉาด มักจะมีความน่าสนใจมากกว่าภาพถ่ายที่มีสีเรียบๆ เราแบ่งประเภทของสีออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
สีโทนร้อน
ได้แก่ สีแดง ส้ม เหลือง ชมพู ภาพถ่ายที่มีสีสันเหล่านี้ปรากฏอยู่มาก ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2F%25e0%25b8%25a8%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2596%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259e-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599-2.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ในฉบับที่แล้วผมยังค้างเรื่ององค์ประกอบของภาพเอาไว้อยู่ ฉบับนี้มาติดตามกันต่อในหัวข้อที่เหลือกันเลยดีกว่าครับ<br />
<span id="more-5998"></span></p>
<h3>3. แสงและเงา</h3>
<p>แสงและเงาถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการถ่ายภาพ และมักจะเป็นสิ่งที่นักถ่ายภาพมองข้ามอยู่เสมอๆ เนื่องจากไปให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นๆมากกว่า เช่น สีสันหรือความสวยงามของวัตถุ ซึ่งแท้จริงแล้วหากเรารู้จักมองหาแสงเงาที่เหมาะสม เราจะพบว่าแสงและเงาสามารถสร้างความสวยงามให้กับภาพได้อย่างน่าประหลาดใจ แสงและเงาเป็นตัวสร้างมิติให้กับภาพ ทำให้ภาพของเรามีระยะใกล้ ไกล มีความลึกไม่เรียบแบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมองหาแสงและเงาก็คือช่วงเช้าและช่วงเย็น ที่ดวงอาทิตย์ทอดตัวแนวขนานกับพื้นโลก เนื่องจากจะให้เงาที่ทอดยาว วัตถุปกติทั่วไปที่ดูไม่น่าสนใจ เวลาเกิดเงาตกทอดลงบนพื้นอาจจะมีลวดลายเส้นสายที่สวยงามก็ได้ ควรหมั่นสังเกตดูและเลือกใช้ให้เป็นประโยชน์กับภาพของเรา</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-6000" title="แสงเงา" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/02/แสงเงา.jpg" alt="แสงเงา" width="350" height="527" /></p>
<h3>4. สีสัน</h3>
<p>สีสันเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของวัตถุแต่ละชนิด เป็นตัวบ่งบอกและแยกวัตถุแต่ละชนิดให้มีความแตกต่างกัน สีสันมีผลกับภาพถ่ายอย่างมาก ในแง่ของการดึงดูดความสนใจ ภาพถ่ายที่มีสีสันสดใส ฉูดฉาด มักจะมีความน่าสนใจมากกว่าภาพถ่ายที่มีสีเรียบๆ เราแบ่งประเภทของสีออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่</p>
<p><strong>สีโทนร้อน</strong><br />
ได้แก่ สีแดง ส้ม เหลือง ชมพู ภาพถ่ายที่มีสีสันเหล่านี้ปรากฏอยู่มาก จะให้ความรู้สึก สดชื่น มีชีวิตชีวา ร่าเริง ตื่นเต้น สดใส สีโทนร้อนช่วยดึงดูดสายตาของผู้ชมได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างภาพถ่ายที่มีสีโทนร้อน ได้แก่ ภาพทุ่งดอกไม้ ภาพใบไม้ร่วงหรือใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง ภาพการแสดงมหรสพ เป็นต้น</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-6002" title="สีโทนร้อน" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/02/สีโทนร้อน.jpg" alt="สีโทนร้อน" width="450" height="300" /></p>
<p><strong>สีโทนเย็น</strong><br />
ได้แก่ สีน้ำเงิน ฟ้า ม่วง เขียว ภาพถ่ายที่มีสีเหล่านี้ปรากฏอยู่ในภาพ มักจะให้ความรู้สึก สงบ เงียบ เยือกเย็น ผ่อนคลาย ลึกลับ ดึงดูดให้ค้นหา แต่สีสันในโทนเย็นอาจจะไม่ดึงดูดสายตาเท่าสีโทนร้อน ตัวอย่างภาพถ่ายที่มีสีโทนเย็นได้แก่ ภาพหลังพระอาทิตย์ตก หรือยามพลบค่ำ ภาพป่าไม้ที่รกครึ้ม ภาพท้องทะเล เป็นต้น</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-6004" title="สีโทนเย็น" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/02/สีโทนเย็น.jpg" alt="สีโทนเย็น" width="450" height="315" /></p>
<p>การเลือกใช้สีในงานถ่ายภาพ ขึ้นอยู่กับว่า เราต้องการถ่ายทอดภาพของเราให้ออกมาในอารมณ์ไหน ต้องการให้ผู้ที่ดูรู้สึกอย่างไร เมื่อดูภาพของเรา ภาพถ่ายทั่วๆไป บางครั้งเราก็ไม่อาจจะควบคุมโทนสีของภาพได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของธรรมชาติ หรือสภาพแวดล้อมในขณะนั้น หากเราต้องการถ่ายภาพที่มีการเล่นในเรื่องของสีสัน ต้องรู้จักเลือกวัตถุหรือแบบที่จะถ่าย เราอาจจะมองหาวัตถุต่างๆที่มีสีสันฉูดฉาด เช่น พวกกำไล เครื่องประดับ หรือเสื้อผ้าที่สดใส ถ่ายทอดออกมาในลักษณะของสีโทนร้อน หรือใช้ภาพบรรยากาศยามโพล้เพล้ หลังพระอาทิตย์ตก ใช้สีเขียวของใบไม้ เป็นตัวแทนของสีโทนเย็นก็สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องอาศัยการฝึกฝน และคิดให้มากกว่าการถ่ายภาพตามปกติเท่านั้นเอง</p>
<h3>5. ความหมาย</h3>
<p>ภาพถ่ายถือเป็นการบอกเล่าเรื่องราวโดยที่ไม่ต้องมีคำบรรยาย มีคำกล่าวที่ว่า ภาพเพียงหนึ่งภาพสามารถแทนคำพูดได้เป็นร้อยๆคำ เนื่องจากว่า ภาพถ่าย เป็นการแสดงถึงเรื่องราว หรือเหตุการณ์ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง ที่ช่างภาพได้กดชัตเตอร์เพื่อถ่ายทอดออกมา แต่ผู้ดูสามารถที่จะตีความได้ต่างๆนานา เช่น ภาพคนแก่เนื้อตัวมอมแมมนั่งอยู่ริมถนนที่มีผู้คนเดินอยู่พลุกพล่าน</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-6005" title="ความหมายของภาพ" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/02/ความหมายของภาพ.jpg" alt="ความหมายของภาพ" width="450" height="300" /></p>
<p>ผู้ชมคนหนึ่งดูแล้วอาจจะรู้สึก สงสาร เวทนาชายแก่ และคิดว่าชายแก่คงมานั่งขอทานเพื่อประทังชีวิต แต่ผู้ชมอีกคนดูแล้วอาจจะคิดว่า คนแก่คนนี้อาจจะกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ก็เป็นได้ เมื่อภาพเพียงภาพเดียวสามารถตีความหมายได้ต่างๆนานา ภาพถ่ายที่แฝงเรื่องราวและความหมายให้ผู้ชมได้คิดตาม ย่อมมีคุณค่าและความน่าสนใจมากกว่าภาพถ่ายทั่วๆไป</p>
<h3>6. จุดเด่น</h3>
<p>จุดเด่น คือสิ่งที่เราต้องการถ่ายนั่นเอง เราถ่ายภาพเด็กกำลังวิ่งเล่น จุดเด่นในภาพ ก็ควรจะเป็นเด็ก ถ่ายภาพคนกำลังนั่งตกปลา คนที่นั่งตกปลาก็คือจุดเด่นของภาพนั้น ภาพถ่ายแต่ละภาพควรจะมีจุดเด่น หรือวัตถุที่เราต้องการนำเสนอเพียง 1 หรือ 2 จุดเท่านั้นในภาพ ภาพถ่ายที่มีจุดเด่นในภาพหลายๆจุด จะทำให้ผู้ชมเกิดความสับสน และเกิดการ ?แข่ง? กันขึ้น ทำให้ไม่มีองค์ประกอบใดในภาพที่เป็นจุดเด่น และขาดความน่าสนใจ ในการถ่ายภาพบางครั้ง</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-6006" title="จุดเด่น" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/02/จุดเด่น.jpg" alt="จุดเด่น" width="450" height="299" /></p>
<p>เราอาจพบว่าจุดเด่นที่เราต้องการ ถูกวัตถุหรือองค์ประกอบอื่นๆในภาพมาแย่งความสนใจ เราอาจจะใช้เทคนิคต่างๆในการถ่ายภาพ เพื่อทำให้วัตถุที่เราต้องการมีความเด่นขึ้น เช่น</p>
<p><strong>การซูม</strong><br />
การซูมภาพเข้าไปใกล้ๆวัตถุที่เราต้องการนำเสนอ จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับตัวแบบของเราได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมุมรับภาพที่แคบลงจากการซูม (ใช้ทางยาวโฟกัสเพิ่มขึ้น) จะช่วยกำจัดวัตถุต่างๆที่มารบกวนในภาพของเราได้เป็นอย่างดี การซูมภาพนิยมใช้ในการถ่ายภาพประเภท ภาพบุคคล ภาพสัตว์เลี้ยง หรือสิ่งต่างๆทั่วๆไป ก็ใช้ได้ผลดีเช่นเดียวกัน ข้อควรระวังในการซูมก็คือ ควรระวังเรื่องภาพเบลอ ซึ่งมักเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อใช้ทางยาวโฟกัสสูงๆ และระวังเรื่องการจัดองค์ประกอบ ไม่ควรให้แขนขา หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของวัตถุที่เราต้องการถ่ายขาดหายไป</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-6007" title="เทคนิคการซูม" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/02/เทคนิคการซูม.jpg" alt="เทคนิคการซูม" width="450" height="299" /></p>
<p>ฉบับหน้าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร คอยติดตามกันดูนะครับ <img src='http://www.dplusmag.com/wp-includes/images/smilies/icon_wink.gif' alt=';)' class='wp-smiley' /><br />
<strong></strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความโดย : monotrendy</strong></p>
<p>ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=5998&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>10 เทคโนโลยีของกล้อง DSLR (ที่น่าจะมีสักที) ในปี 2010</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/10-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-dslr.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/10-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-dslr.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Dec 2009 04:51:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[digital life style]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyles]]></category>
		<category><![CDATA[DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบวัดแสง]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีกล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=5360</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ก่อนอื่นก็ต้องขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ กับเพื่อนๆกันล่วงหน้าก่อนเลยนะครับ เผลอแป๊บเดียวใกล้จะสิ้นปีอีกแล้ว วันเวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆเลย ในช่วงระยะหลายปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่กล้อง DSLR ได้รับความนิยมกันในหมู่ช่างภาพอย่างกว้างขวาง เทคโนโลยีด้านต่างๆของกล้อง DSLR ก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ
ทั้งทางด้านความละเอียด ระบบการทำงานรวมไปถึงลูกเล่นต่างๆที่แต่ละค่ายงัดออกมาเกทับกันอย่างเมามัน และถึงแม้ว่ากล้อง DSLR จะดูไฮโซ ดูล้ำยุคเพียงใด แต่เชื่อหรือไม่ครับว่ายังมีเทคโนโลยีอีกหลายอย่าง ที่กล้องคอมแพคของคุณป้าคนข้างๆเค้าเหนือกว่าเราอีกนะ ว่าแล้วก็ลองมาดูกันนะครับว่าในปีหน้า (หรือปีต่อๆไป) มีเทคโนโลยีใดบ้างที่มีแนวโน้มว่าจะนำมาใช้ในกล้อง DSLR
1.จอทัชสกรีน
จอทัชสกรีนไม่ใช่ระบบแปลกใหม่ของกล้องดิจิตอล เพราะที่ผ่านมาก็มีกล้องคอมแพคที่ใช้จอระบบสัมผัสให้เห็นกันอยู่แล้วหลายรุ่น เช่น SONY DSC N1, SAMSUNG NV100 HD, CANON IXUS 200IS เป็นต้น ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2F10-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2584%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587-dslr.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ก่อนอื่นก็ต้องขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ กับเพื่อนๆกันล่วงหน้าก่อนเลยนะครับ เผลอแป๊บเดียวใกล้จะสิ้นปีอีกแล้ว วันเวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆเลย ในช่วงระยะหลายปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่กล้อง DSLR ได้รับความนิยมกันในหมู่ช่างภาพอย่างกว้างขวาง เทคโนโลยีด้านต่างๆของกล้อง DSLR ก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ</p>
<p><span id="more-5360"></span>ทั้งทางด้านความละเอียด ระบบการทำงานรวมไปถึงลูกเล่นต่างๆที่แต่ละค่ายงัดออกมาเกทับกันอย่างเมามัน และถึงแม้ว่ากล้อง DSLR จะดูไฮโซ ดูล้ำยุคเพียงใด แต่เชื่อหรือไม่ครับว่ายังมีเทคโนโลยีอีกหลายอย่าง ที่กล้องคอมแพคของคุณป้าคนข้างๆเค้าเหนือกว่าเราอีกนะ ว่าแล้วก็ลองมาดูกันนะครับว่าในปีหน้า (หรือปีต่อๆไป) มีเทคโนโลยีใดบ้างที่มีแนวโน้มว่าจะนำมาใช้ในกล้อง DSLR</p>
<h3>1.จอทัชสกรีน</h3>
<p>จอทัชสกรีนไม่ใช่ระบบแปลกใหม่ของกล้องดิจิตอล เพราะที่ผ่านมาก็มีกล้องคอมแพคที่ใช้จอระบบสัมผัสให้เห็นกันอยู่แล้วหลายรุ่น เช่น SONY DSC N1, SAMSUNG NV100 HD, CANON IXUS 200IS เป็นต้น แต่สำหรับกล้อง DSLR นั้นจอระบบสัมผัสยังคงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตามองและคิดว่าในไม่ช้าจะต้องถูกนำลงมาใส่ในกล้อง DSLR ด้วยอย่างแน่นอน เพราะการเปลี่ยนมาใช้การควบคุมกล้องแบบจอสัมผัสมีข้อดีมากมาย เช่น ทำให้สามารถออกแบบกล้องได้<br />
กระทัดรัดกว่าเดิม แถมยังสามารถขยายหน้าจอ LCD ให้กว้างขึ้นอีกเพราะ ไม่ต้องเผื่อพื้นที่ให้วางปุ่ม เนื่องจากปุ่มควบคุมด้านหลังถูกย้ายไปอยู่ในจอเรียบร้อยแล้ว<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5361" title="touchscreen" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/touchscreen.jpg" alt="touchscreen" width="450" height="335" /></p>
<h3>2.เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้</h3>
<p>จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถแนบภาพที่เราเพิ่งถ่ายไปกับอีเมล์ แล้วส่งไปให้เพื่อนฝูงหรือคนรู้จักที่อยู่ในอีกมุมหนึ่งของโลกได้โดยไม่ต้องพึ่งคอมพิวเตอร์อีกต่อไป เทคโนโลยีเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบไร้สายและฟังก์ชั่นการส่งภาพผ่านทางอีเมล์<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5364" title="เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต01" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต01.jpg" alt="เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต01" width="200" height="150" /><img class="alignnone size-full wp-image-5365" title="เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต02" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต021.jpg" alt="เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต02" width="200" height="150" /></p>
<p>ก็มีอยู่ในกล้องคอมแพคบางรุ่นแล้วเหมือนกัน การนำมาใช้ในกล้อง DSLR ด้วยจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่ายากและคาดว่าต้องมาแน่นอน</p>
<h3>3.GPS แบบ Built-in</h3>
<p>ปัจจุบันนี้กล้อง DSLR สามารถระบุพิกัดตำแหน่งที่เราถ่ายภาพได้ โดยการอาศัยอุปกรณ์เสริมที่ใช้รับสัญญาณจากดาวเทียม ข้อมูลพิกัดก็จะถูกบันทึกลงไปในภาพถ่าย หากนำไปใช้ร่วมกับโปรแกรมที่รองรับก็สามารถเปิดแผนที่แสดงให้เห็นได้เลยว่าภาพนี้ถูกถ่ายตรงตำแหน่งใดบนพื้นโลกใบนี้ ปัญหาสำคัญของอุปกรณ์ชิ้นนี้ก็คือ ?มันแพง? นั่นเอง เช่นเจ้า GP-1 อุปกรณ์รับสัญญาณ GPS ของนิคอนตัวเล็กกว่าแบตเตอรีกล้องเสียอีกแต่มีราคาเกือบหมื่น ซึ่งแพงเกินกว่าประโยชน์ที่ได้รับ (ทั้งๆที่กล้องคอมแพคเค้ามี GPS ในตัวกันแล้ว) ทำให้ผู้ที่อยากจะลองใช้ฟีเจอร์นี้ต้องส่ายหัวไปตามๆกัน บางคนถึงกับลงทุนไปซื้อตัว GPS แบบที่เก็บ log ตำแหน่งได้อย่างเดียวซึ่งมีราคาถูกกว่าแล้วนำข้อมูล GPS ที่เก็บได้เอามาซิงค์กับภาพทีหลังในคอมพิวเตอร์ซึ่งก็ยุ่งยากอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่แน่ เพราะช่วงนี้กระแส GPS กำลังมาแรงอีกไม่นานคาดว่าค่ายผู้ผลิตกล้องอาจจะเริ่มสนใจนำเทคโนโลยี GPS นี้ใส่ลงมาให้กับกล้องโดยที่ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเลยก็เป็นได้<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5366" title="GPS" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/GPS.jpg" alt="GPS" width="384" height="251" /></p>
<h3>4.Video in DSLR</h3>
<p>เป็นเรื่องที่ฮือฮากันอย่างมากเลยทีเดียวกับการเปิดตัวของ Nikon D90 กล้อง DSLR ตัวแรกของโลกที่สามารถถ่ายวิดีโอได้ และนั่นถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับกล้อง DSLR ยี่ห้ออื่นๆที่ต้องถ่ายวิดีโอได้เช่นกัน แต่มันก็แจ่มจริงๆนั่นแหละ หากใครเคยลองถ่ายวิดีโอด้วยกล้อง DSLR แล้วจะพบว่ามันคนละเรื่องกับการใช้กล้อง วิดีโอพวกแฮนดี้แคมถ่ายเลย ไหนจะเรื่องของมิติของภาพ ความคมชัดได้เดปฯ (ความชัดลึก) ยังกะใช้กล้องถ่ายหนังตัวเป็นล้านถ่าย แถมยังสามารถเปลี่ยนเลนส์ช่วงต่างๆเพื่อเปลี่ยนมุมมองให้ภาพดูน่าสนใจมากขึ้นด้วย ทำให้สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า เทคโนโลยีวิดีโอสำหรับกล้อง DSLR นี่ไม่ได้ถูกใส่มาเป็นแค่ไม้ประดับ แต่มันต้องมีโอกาสพัฒนาได้ไกลอีกแน่นอน ต้องคอยดูว่าผู้ผลิตจะใส่ลูกเล่นอะไรเพิ่มเข้ามาในอนาคต</p>
<h3>5.หน่วยความจำในตัวกล้อง</h3>
<p>ทั้งๆที่ราคาของเมมโมรีการ์ดแบบต่างๆก็ถูกลงมากแล้ว ทำมั้ยทำไมผู้ผลิตกล้อง DSLR ถึงยังไม่ยอมใส่หน่วยความจำฉุกเฉินไว้ในตัวกล้องสักที เพราะในการถ่ายภาพหลายๆครั้งที่เรากดกันเพลินจนการ์ดเต็ม แต่ช็อตสำคัญๆดันชอบมาตอนนั้นพอดี ครั้นจะให้ลบภาพที่ถ่ายไปก็ลังเล นี่ก็จะเอา นั่นก็จะเก็บไว้ เลยอดได้ช็อตเด็ดๆไปซะงั้น จะดีมากๆเลยหากในกล้อง DSLR มีหน่วยความจำในตัวสัก 512- 1 Gb ก็ยังดี เผื่อให้ช่างภาพเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินเวลาเจอช็อตเด็ดๆตอนการ์ดเต็มอย่างที่บอกจะได้ไม่พลาดโอกาสเก็บภาพงามๆไป<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5367" title="memory-cards" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/memory-cards.jpg" alt="memory-cards" width="424" height="282" /></p>
<h3>6.Dynamic range ของเซ็นเซอร์ที่ดีขึ้น</h3>
<p>แม้ว่า Dynamic range ของกล้อง DSLR ในปัจจุบันจะถูกพัฒนาให้ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับกล้องรุ่นเก่าๆ แต่มันก็ยังห่างไกลกับสิ่งที่ตาคนเรามองเห็นได้เยอะมาก นั่นจึงเป็นที่มาของข้อจำกัดเวลาที่เราต้องถ่ายภาพที่มีคอนทราสต์สูงๆ เช่น ภาพย้อนแสง เราต้องเลือกว่าจะเก็บส่วนมืดแล้วปล่อยให้ส่วนสว่างขาวเวอร์หรือจะเก็บส่วนสว่างแต่ส่วนมืดดำสนิท ไม่งั้นก็ต้องใช้อุปกรณ์เสริม เช่น แฟลช รีเฟลค หรือจะถ่ายหลายๆภาพแล้วเอามาซ้อนด้วย Photoshop ภายหลัง เซ็นเซอร์ของกล้อง DSLR ในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะมีช่วงการรับแสงหรือ Dynamic range ที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่แน่ว่าอีกหน่อยกล้อง DSLR อาจถ่ายภาพออกมาได้เหมือนกับที่ตาเห็นก็เป็นได้ (แต่คงอีกนาน)</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-5378" title="nikon_d3x_cad" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/nikon_d3x_cad1.jpg" alt="nikon_d3x_cad" width="450" height="231" /></p>
<h3>7.ระบบวัดแสงที่ไม่ยึดติดกับสีเทา 18%</h3>
<p>ระบบวัดแสงของกล้อง DSLR ในปัจจุบันยังคงมีหลักการเดียวกับกล้องฟิล์มในสมัยก่อน คือยังใช้การวัดแสงโดยอิงจากค่าการสะท้อนสีเทา 18% ทำให้เวลาจะถ่ายภาพทีนึงเราก็ต้องมานั่งเลือกว่าจะวัดแสงตรงไหน ชดเชยแสงอย่างไรดี ซึ่งบางครั้งก็ถูกมั่งไม่ถูกมั่ง ทำให้ภาพเสียเยอะมาก อย่ากระนั้นเลย ช่วยคิดระบบวัดแสงแบบที่รับรู้สีสันและความสว่างเหมือนที่ตาคนเห็น พร้อมกับคำนวณค่ารูรับแสงและสปีดชัตเตอร์ที่เหมาะสมให้ด้วยกันเลย เวลาถ่ายภาพจะได้เอาเวลาไปหามุมมองหรือสนใจเรื่ององค์ประกอบมากกว่านั่งคำนวณค่าการสะท้อนแสง ไม่แน่ว่าลูกหลานของเราในอนาคตที่เป็นช่างภาพ? อาจจะไม่รู้จักกับคำว่าสีเทา 18% เลยก็เป็นได้</p>
<h3>8.บอดี้กันน้ำ (จริงๆ)</h3>
<p>ผู้ผลิตกล้องในระดับโปรฯส่วนใหญ่ มักจะโฆษณาสรรพคุณว่ากล้องรุ่นนั้นๆกันฝุ่นและละอองน้ำได้ (บางเจ้าก็บอกว่ากันความชื้น) แต่ยังไม่เห็นมีสักรายที่บอกว่ากันน้ำได้แบบเต็มๆคำ ทำให้เวลาเรานำกล้องไปใช้งานในสภาพสมบุกสมบัน เช่นฝนตกปรอยๆ หรือหมิ่นเหม่จะโดนน้ำเนี่ย มักจะไม่มั่นใจเลยว่า ไอ้คำว่าละอองน้ำของผู้ผลิตกับละอองฝนที่เราเจออยู่เนี่ย มันระดับเดียวกันมั้ย แล้วเกิดถ้าเราเอากล้องออกไปตากฝนถ่ายแล้วกล้องเจ๊งขึ้นมา ผู้ผลิตก็ไม่รับผิดชอบอยู่ดี<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5376" title="บอดี้กันฝุ่นและกันน้ำ" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/บอดี้กันฝุ่นและกันน้ำ1.jpg" alt="บอดี้กันฝุ่นและกันน้ำ" width="330" height="312" /><br />
เพราะไม่อยู่ในเงื่อนไขการประกัน (อย่าลืมกลับไปอ่านคู่มือกล้องดีๆด้วยนะ) ดังนั้นเทคโนโลยีการผลิตที่น่าจะมีได้แล้วก็คือ การซีลกล้องแบบให้แน่นหนาสุดๆจนสามารถกันน้ำได้จริงๆ ไม่ต้องถึงขนาดเอาลงไปถ่ายใต้น้ำได้หรอก แค่ขอให้ใช้ถ่ายกลางฝนตกหรือเดินถ่ายในวันสงกรานต์ได้อย่างมั่นใจก็พอแล้วครับ</p>
<h3>9.พอสักทีกับความละเอียดที่มากเกินจำเป็น</h3>
<p>ยุคนี้ไม่ใช่ยุคที่ต้องมาแข่งขันกันเรื่องความละเอียดกันอีกแล้วครับ ถามหน่อยว่ามีสักกี่คนที่ถ่ายภาพออกมาแล้วนำไปอัดขนาด A3 ทุกภาพ (ไม่นับมืออาชีพนะ) กล้อง DSLR ทุกวันนี้ต่างก็เปิดตัวมาด้วยความละเอียดที่สูงเกินความจำเป็นแล้ว ทั้งๆที่เราๆท่านๆส่วนใหญ่ถ่ายภาพเสร็จก็เก็บลงคอมเอาไว้ นานๆถึงจะเอามาโพสต์ให้คนอื่นดูสักที การอัดความละเอียดเป็นสิบล้านกว่าพิกเซลลงบนเซนเซอร์ขนาดกะจิ๊ดริดเดียว นอกจากจะทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่จนเปลืองเมมโมรีแล้ว จำนวน Noise หรือจุดรบกวนก็มากตามไปด้วย</p>
<h3>10.ไฟล์ RAW ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน (สักที)</h3>
<p>ณ ตอนนี้ผู้ผลิตกล้องแต่ละค่ายต่างก็ซุ่มพัฒนาไฟล์ RAW ในรูปแบบของตัวเองโดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเท่าใดนัก เพราะต่างค่ายต่างก็มีมาตรฐานของตนเอง ดังนั้นเราจึงเห็นว่าไฟล์ RAW ของกล้องแต่ละยี่ห้อไม่สามารถนำมาเปิดด้วยโปรแกรมเดียวกันได้และถึงแม้ว่าจะมีซอฟต์แวร์บางตัวที่สามารถอ่านไฟล์ RAW ได้อย่างไม่เลือกค่าย เช่น Lightroom หรือ Capture one แต่ภาพที่ได้ก็ไม่ค่อยจะถูกใจคนถ่ายนักเพราะไม่สวยเท่าเปิดจากซอฟต์แวร์ที่แถมมากับกล้อง การที่ไฟล์ RAW ไม่มีมาตรฐานกลางนี่ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดดูด้วยโปรแกรมดูภาพทั่วๆไปไม่ได้ ต้องใช้โปรแกรมของผู้ผลิตกล้องเท่านั้น<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5377" title="RAW-File" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/RAW-File1.jpg" alt="RAW-File" width="450" height="217" /><br />
ปัญหาในการจัดเก็บไฟล์ในอนาคตหากมีการเปลี่ยนฟอร์แมตล่ะ แล้วไฟล์ RAW เก่าๆที่เก็บไว้จะเอาไปเปิดกับโปรแกรมอะไร รวมไปถึงการทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ต่างๆ เช่น เครื่องพิมพ์ก็ไม่สามารถรองรับไฟล์ RAW ได้โดยตรงเพราะมันไม่มีมาตรฐานนั่นเอง ค่าย Adobe เองก็เคยเสนอฟอร์แมต DNG โดยหวังจะให้เป็นฟอร์แมตมาตรฐานในการจัดเก็บไฟล์ภาพถ่ายแบบที่ไม่มีการสูญเสียข้อมูล แต่ค่ายผู้ผลิตกล้องส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมรับในมาตรฐานนี้ ผู้ใช้งานเองก็คงต้องรอดูต่อไป และหวังว่าสักวันในอนาคตคงจะมีมาตรฐานไฟล์ RAW ให้ใช้กันแบบไม่เลือกค่ายสักที</p>
<blockquote><p>ต้องรอดูกันต่อไปล่ะครับว่า กล้อง DSLR รุ่นใหม่ๆที่ออกมาในอนาคต จะมีสักกี่ตัวได้สเป็คที่เราหวังไว้นี้ ช่วงหยุดยาว<br />
ปีใหม่นี้ขอให้เที่ยวให้สนุก พักผ่อนให้สบาย ถ่ายภาพให้ได้ภาพสวยๆกันทุกคนนะครับ และที่สำคัญ เมาไม่ขับนะครับ <img src='http://www.dplusmag.com/wp-includes/images/smilies/icon_wink.gif' alt=';)' class='wp-smiley' /> </p></blockquote>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความโดย : monotrendy</strong></p>
<p>ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=5360&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/10-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-dslr.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไปสวนสัตว์กันเถอะ</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b9%89how-to-take-animal-shots.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b9%89how-to-take-animal-shots.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Nov 2009 11:05:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องคอมแพ็ค]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายภาพสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการถ่ายภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=4614</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ช่วงปลายฤดูฝนอย่างนี้ ยังคงมีฝนโปรยลงมากวนใจอยู่เกือบทุกวัน หลายๆคนคงไม่ค่อยอยากออกไปถ่ายภาพที่ไหนไกลๆ ถ้าขี้เกียจฝ่าฝน ผจญรถติดออกไปหาที่ถ่ายภาพ เช่นตามน้ำตก หรือป่าเขา ก็ลองมองหาสถานที่เที่ยวใกล้ๆบ้านดูสิครับ ไม่ว่าจะเป็น สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ หรือพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ก็น่าสนใจเหมือนกัน แต่สถานที่ที่ผมจะแนะนำในวันนี้ก็คือ สวนสัตว์ครับ

อ๊ะๆ อย่าเพิ่งคิดว่า สวนสัตว์เป็นสถานที่ที่มีแต่เด็กๆเท่านั้นที่ชอบไป ผู้ใหญ่อย่างเราๆหรือผู้ที่รักการถ่ายภาพ ?ต้อง? ไปให้ได้เลยครับ เพราะเดี๋ยวนี้สวนสัตว์ในบ้านเรามีสัตว์ต่างๆจากทั่วโลก เยอะแยะมากมาย รวมถึงมีการจัดการสถานที่ให้ดูใกล้เคียงกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น สัตว์จำนวนมากไม่ได้อยู่ภายในกรงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และที่นี่ก็เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการฝึกถ่ายภาพสัตว์ต่างๆ (ที่ในชีวิตจริงหาชมได้ยาก) ว่าแล้ว ก่อนจะออกไปถ่ายภาพก็อย่าลืมเตรียมตัว พร้อมกับเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆกันก่อนนะครับ
 
1. อุปกรณ์ที่จำเป็น
ใครที่ใช้กล้องคอมแพค ก็ไม่ต้องเตรียมอะไรมากมายครับ เช็คเมมโมรี่การ์ดและชาร์จแบตเตอรีกล้องให้เรียบร้อย ส่วนใครที่ใช้กล้อง DSLR ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2F%25e0%25b9%2589how-to-take-animal-shots.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ช่วงปลายฤดูฝนอย่างนี้ ยังคงมีฝนโปรยลงมากวนใจอยู่เกือบทุกวัน หลายๆคนคงไม่ค่อยอยากออกไปถ่ายภาพที่ไหนไกลๆ ถ้าขี้เกียจฝ่าฝน ผจญรถติดออกไปหาที่ถ่ายภาพ เช่นตามน้ำตก หรือป่าเขา ก็ลองมองหาสถานที่เที่ยวใกล้ๆบ้านดูสิครับ ไม่ว่าจะเป็น สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ หรือพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ก็น่าสนใจเหมือนกัน แต่สถานที่ที่ผมจะแนะนำในวันนี้ก็คือ สวนสัตว์ครับ<br />
<span id="more-4614"></span><br />
อ๊ะๆ อย่าเพิ่งคิดว่า สวนสัตว์เป็นสถานที่ที่มีแต่เด็กๆเท่านั้นที่ชอบไป ผู้ใหญ่อย่างเราๆหรือผู้ที่รักการถ่ายภาพ ?ต้อง? ไปให้ได้เลยครับ เพราะเดี๋ยวนี้สวนสัตว์ในบ้านเรามีสัตว์ต่างๆจากทั่วโลก เยอะแยะมากมาย รวมถึงมีการจัดการสถานที่ให้ดูใกล้เคียงกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น สัตว์จำนวนมากไม่ได้อยู่ภายในกรงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และที่นี่ก็เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการฝึกถ่ายภาพสัตว์ต่างๆ (ที่ในชีวิตจริงหาชมได้ยาก) ว่าแล้ว ก่อนจะออกไปถ่ายภาพก็อย่าลืมเตรียมตัว พร้อมกับเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆกันก่อนนะครับ</p>
<h3><img class="alignnone size-full wp-image-4622" title="ถ่ายภาพสวนสัตว์" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/ถ่ายภาพสวนสัตว์.jpg" alt="ถ่ายภาพสวนสัตว์" width="430" height="286" /><strong> </strong></p>
<p><strong>1. อุปกรณ์ที่จำเป็น</strong></h3>
<p>ใครที่ใช้กล้องคอมแพค ก็ไม่ต้องเตรียมอะไรมากมายครับ เช็คเมมโมรี่การ์ดและชาร์จแบตเตอรีกล้องให้เรียบร้อย ส่วนใครที่ใช้กล้อง DSLR ถ้ามีเลนส์ซูมไกลๆ เช่น 70-200 มม. หรือ 70-300 มม. ก็ควรพกไปด้วย เพราะสัตว์ในสวนสัตว์ส่วนใหญ่มักจะอยู่ไกลเกินกว่าระยะของเลนส์ช่วงนอร์มอล หรือถ้าใครขี้เกียจพกเลนส์หนักๆก็อาจหา (หยิบยืม) เลนส์ช่วงยาวๆ หรือเลนส์ซูมครอบจักรวาลจำพวก 18-200 มม. ไปด้วยก็ดีครับ สะดวก ไม่ต้องเปลี่ยนเลนส์ไปมา</p>
<h3>2. การปรับตั้งกล้อง</h3>
<p>ถ่ายสัตว์ในสวนสัตว์ ถึงแม้จะง่ายกว่าถ่ายสัตว์จริงๆในธรรมชาติ เพราะสัตว์ที่อยู่ในสวนสัตว์จะคุ้นเคยกับคน ไม่ตื่นกลัว และไม่ค่อยมีพื้นที่ให้วิ่งไปมา แต่ถึงกระนั้น ธรรมชาติของสัตว์ป่าส่วนใหญ่มักจะขี้ระแวงและมักจะไม่ค่อยอยู่นิ่ง ดังนั้นจึงควรระวังเรื่องการโฟกัสให้ดี ควรเลือกใช้จุดโฟกัสแบบจุดเดียว จะดีกว่าการใช้ออโต้โฟกัส เพราะระบบออโต้โฟกัสบางครั้งอาจไปโฟกัสผิดที่ผิดทางได้ ถ้าจะให้สะดวกก็เลือกใช้จุดโฟกัสจุดกลางจุดเดียวไปเลย ส่วนเรื่องระบบการโฟกัสจำพวกติดตามการเคลื่อนไหวก็ไม่จำเป็นต้องใช้ครับ เพราะอย่างที่บอกว่าสัตว์ในสวนสัตว์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะมีที่ให้วิ่งไปวิ่งมามากนัก อย่างมากก็แค่เดินไปมาหรือปีนป่ายอยู่ไม่ว่องไวมาก กะจังหวะโฟกัสให้ดีๆก็พอแล้วครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-4629" title="ถ่ายภาพสัตว์น่ารัก" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/ถ่ายภาพสัตว์น่ารัก.jpg" alt="ถ่ายภาพสัตว์น่ารัก" width="450" height="299" /></p>
<h3>3. เลือกโหมดใช้งาน</h3>
<p>การถ่ายภาพสัตว์ ถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงของเราหรือสัตว์ทั่วๆไป เรามักจะใช้โหมด Tv หรือโหมด S เพื่อกำหนดชัตเตอร์เอง (เพื่อจะได้จับการเคลื่อนไหวของสัตว์) แต่สำหรับสัตว์ในสวนสัตว์ ผมแนะนำให้ใช้งานในโหมด A หรือ P เป็นส่วนใหญ่ครับ เพราะอย่างที่บอก ว่าสัตว์ในสวนสัตว์ ไม่ค่อยตื่นคนหรือวิ่งหนี (แล้วแต่ชนิดของสัตว์ด้วย) ส่วนมากที่เห็นจะเชื่องๆ ยืนกินอาหาร ไม่ก็นอนอยู่กับที่มากกว่า อีกทั้งถ้าถ่ายกลางแจ้ง แสงมักจะพอเหลือเฟือ ทำให้เราได้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงพออยู่แล้ว ดังนั้นจึงอยากให้สนใจเรื่องการคุม Depth หรือความชัดลึกมากกว่า เวลาถ่ายสัตว์ในสวนสัตว์เนี่ย พยายามอย่าถ่ายให้เหมือนกับว่าสัตว์โดนขังครับ ให้ใช้รูรับแสงกว้างๆหน่อย เพื่อเบลอ ฉากหลังออกไป ให้เห็นแต่สัตว์ก็พอ อย่าให้เห็นลูกกรง ท่อน้ำ ถาดอาหาร หรือสิ่งรบกวนอื่นๆที่ทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ แต่ยังไงเสีย ก็อย่าลืมเช็คสปีดชัตเตอร์ด้วยนะครับ ว่าต่ำเกินจนมืออาจจะถือไม่นิ่งหรือเปล่า</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-4626" title="ถ่ายภาพสัตว์" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/ถ่ายภาพสัตว์.jpg" alt="ถ่ายภาพสัตว์" width="450" height="299" /></p>
<h3>4. เทคนิคการถ่าย</h3>
<p>ถ้าสัตว์อยู่ในกรง มีลูกกรงหรือตาข่ายขวางอยู่ พยายามเอาเลนส์ไปชิดกับกรงหน่อย แล้วโฟกัสสัตว์ด้วยมือแทน (ใช้ Manual Focus) เพราะกล้องบางตัวถ้าเราใช้ออโต้โฟกัส กล้องมักจะไปโฟกัสที่ลูกกรง เมื่อโฟกัสสัตว์ได้แล้วก็ใช้ร่วมกับรูรับแสงกว้างๆ จะช่วยอำพรางภาพไม่ให้เห็นลูกกรงชัดเจนเกินไปได้<br />
ถ้าสัตว์วิ่งหรือกระโดด ให้ใช้การแพนกล้องช่วย โดยการปรับสปีดให้ช้าลง (ถ้าเราอยู่ในโหมด A ให้หรี่รูรับแสงแคบลง เพื่อให้ได้ชัตเตอร์ที่ช้า แต่ถ้าอยู่โหมด S ก็ลองเลือกความเร็วไปที่ 1/60 วินาทีหรือต่ำกว่า) จับโฟกัสที่ตัวสัตว์ตอนกำลังจะผ่านหน้ากล้อง กดชัตเตอร์ลงถ่ายพร้อมกับหมุนกล้องตามทิศทางที่สัตว์วิ่งหรือกระโดดไป ก็จะทำให้ได้ภาพสัตว์ที่ชัดเจน แต่ฉากหลังเคลื่อนไหว ดูน่าสนใจไปอีกแบบ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-4625" title="ควรเลือกใช้จุดโฟกัสแบบจุดเดียว" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/ควรเลือกใช้จุดโฟกัสแบบจุดเดียว.jpg" alt="ควรเลือกใช้จุดโฟกัสแบบจุดเดียว" width="450" height="299" /></p>
<p>ควรระวังเรื่องการวัดแสงให้ดี ถ้าถ่ายสัตว์ที่ตัวสีดำๆที่อยู่ในกรงมืดๆ เช่น หมี ก็ควรระวังภาพออกมาโอเวอร์ด้วย<br />
ควรเลือกระบบวัดแสงให้เหมาะสม โดยปกติใช้ระบบวัดแสงเฉลี่ยก็ค่อนข้างจะโอเค แต่บางโอกาสอาจต้องปรับมาเป็นระบบวัดแสงแบบหนักกลางหรือเฉพาะจุด ร่วมกับการชดเชยแสงดูบ้าง ลองหัดใช้งานดูครับ</p>
<h3>5. เทคนิคอื่นๆ</h3>
<p>อย่าเอาแต่ซูม บางครั้งถ้าสภาพแวดล้อมรอบตัวสัตว์ เช่น ต้นไม้จำลอง หรือบ่อน้ำดูน่าสนใจ ก็ถอยออกมาจับภาพสัตว์มุมกว้างกับสภาพแวดล้อมดูบ้าง หากจะถ่ายซูม ก็ลองเจาะตามส่วนต่างๆของสัตว์ เช่นแววตา เขี้ยว กรงเล็บ หรือลวดลายที่น่าสนใจ เป็นต้น? และระมัดระวังการใช้แฟลชด้วย เพราะจะเป็นการรบกวนสัตว์ ทางที่ดีไม่ควรใช้เลยจะดีที่สุด</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-4632" title="ภาพถ่ายสิงโต" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/ภาพถ่ายสิงโต.jpg" alt="ภาพถ่ายสิงโต" width="350" height="527" /></p>
<h3>6. ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ</h3>
<p>ถึงแม้ว่าสวนสัตว์จะดูเหมือนเป็นที่ที่ดูสัตว์ได้อย่างปลอดภัย แต่ช่างภาพบางคนก็อาจมัวแต่ห่วงว่าจะได้ภาพ จนลืมละเลยเรื่องสำคัญไป การปีนป่ายลงไปในบ่อสัตว์ การเข้าใกล้กรงจนเกินไป หรือไปแหย่สัตว์ให้ตื่นหรือโกรธ เพื่อจะเก็บแอ็คชั่น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ผมเคยเห็นฝรั่งแหย่กล้องเข้าไปใกล้บ่อของลิงอุรังอุตัง เพราะคิดว่าลิงคงข้ามมาไม่ถึง สุดท้ายก็ถูกลิงแย่งกล้อง พร้อมเลนส์ซูมตัวละครึ่งแสนไปจากมือต่อหน้าต่อตา แบบนี้จะโทษสัตว์หรือโทษคนดีล่ะครับ &#8211; -?</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-4631" title="ถ่ายภาพฮิปโป" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/ถ่ายภาพฮิปโป.jpg" alt="ถ่ายภาพฮิปโป" width="450" height="299" /></p>
<blockquote>
<p style="text-align: left;">เอาล่ะครับ เทคนิคเล็กๆน้อยๆที่อยากจะแนะนำก็คงมีแค่นี้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับจินตนาการของช่างภาพเอง ลองฝึกฝน ลองมองหาเทคนิคการสร้างสรรค์ภาพแปลกๆใหม่ๆด้วยตัวเองดูครับ อย่ายึดติดว่า ถ้าจะถ่ายภาพสวยๆได้ ต้องออกไปฝึกตามป่าเขาหรือน้ำตก ที่ไม่มีคนไปถึงเท่านั้น ถ้าเราตั้งใจซะอย่าง สวนหลังบ้าน หรือห้องทำงาน อะไรๆก็จับมาเป็นที่ฝึกฝนได้หมดแหละครับ ขอให้ตั้งใจและได้ภาพสวยๆกลับมากันนะครับ ;P</p>
</blockquote>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความโดย : monotrendy</strong></p>
<p>ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=4614&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b9%89how-to-take-animal-shots.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แบกเป้เที่ยวญี่ปุ่น แบบไม่ง้อทัวร์</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/travel-guide-travel-tips/japan-travel-trips.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/travel-guide-travel-tips/japan-travel-trips.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Aug 2009 09:42:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[The Trip]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[japan]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ที่พักในญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยวญี่ปุ่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=2954</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ญี่ปุ่น? เมืองแห่งเทคโนโลยีไฮเทคสุดล้ำ และธรรมชาติอันสวยงามตระการตา จากเหนือจรดใต้ นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังเป็นบ้านเกิดของเหล่าตัวการ์ตูนน่ารักๆ ที่เราคุ้นตากันดี ญี่ปุ่นคือประเทศในฝันของใครหลายๆคนที่อยากไปเยือนสักครั้ง ในชีวิตนี้ ผมเองก็เช่นกัน แต่ การไปท่องเที่ยวครั้งนี้ แน่นอนว่าไม่มีการง้อทัวร์ เพราะไม่อยากตะลอนแบบเท้าแตะพื้นได้ 10 นาทีแล้ววิ่งขึ้นรถ? อยากจะเที่ยวน้อยๆแต่เที่ยวนานๆ มากกว่า ก็เลยตัดสินใจวางโปรแกรมเดินทางเองทั้งหมด ถึงแม้จะขลุกขลักไปบ้าง แต่ก็น่าจะมันส์และมันส์กว่า ส่วนจะเป็นยังไงนั้น ลองไปดูกันครับ
จุดเริ่มต้นของการเดินทางในญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมเลือกเที่ยวในแถบคันไซ (ภาคตะวันตก) ซึ่งมีเมืองศูนย์กลางชื่อคุ้นหูคือ โอซาก้า นั่นเอง ทันทีที่ล้อเครื่องบินแตะถึงพื้น ฝนฟ้าก็พร้อมใจกันตกลงมาต้อนรับการเดินทางของผมทันที แม้จะทำใจว่าต้องเจอฝนบ้างก็เถอะ แต่ไม่คิดว่าฝนที่นี่จะตกได้ตกดี ตกปรอยๆทั้งวัน ไม่ยอมให้เห็นพระอาทิตย์เลย
โปรแกรมท่องเที่ยววันนี้จึงต้องปรับเปลี่ยนเป็นโปรแกรมช้อปปิ้งแทน เป้าหมายของผมในวันนี้คือ ห้าง ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Ftravel-guide-travel-tips%2Fjapan-travel-trips.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ญี่ปุ่น? เมืองแห่งเทคโนโลยีไฮเทคสุดล้ำ และธรรมชาติอันสวยงามตระการตา จากเหนือจรดใต้ นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังเป็นบ้านเกิดของเหล่าตัวการ์ตูนน่ารักๆ ที่เราคุ้นตากันดี ญี่ปุ่นคือประเทศในฝันของใครหลายๆคนที่อยากไปเยือนสักครั้ง ในชีวิตนี้ ผมเองก็เช่นกัน แต่ การไปท่องเที่ยวครั้งนี้ แน่นอนว่าไม่มีการง้อทัวร์ เพราะไม่อยากตะลอนแบบเท้าแตะพื้นได้ 10 นาทีแล้ววิ่งขึ้นรถ? อยากจะเที่ยวน้อยๆแต่เที่ยวนานๆ มากกว่า ก็เลยตัดสินใจวางโปรแกรมเดินทางเองทั้งหมด ถึงแม้จะขลุกขลักไปบ้าง แต่ก็น่าจะมันส์และมันส์กว่า ส่วนจะเป็นยังไงนั้น ลองไปดูกันครับ<span id="more-2954"></span></p>
<p>จุดเริ่มต้นของการเดินทางในญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมเลือกเที่ยวในแถบคันไซ (ภาคตะวันตก) ซึ่งมีเมืองศูนย์กลางชื่อคุ้นหูคือ โอซาก้า นั่นเอง ทันทีที่ล้อเครื่องบินแตะถึงพื้น ฝนฟ้าก็พร้อมใจกันตกลงมาต้อนรับการเดินทางของผมทันที แม้จะทำใจว่าต้องเจอฝนบ้างก็เถอะ แต่ไม่คิดว่าฝนที่นี่จะตกได้ตกดี ตกปรอยๆทั้งวัน ไม่ยอมให้เห็นพระอาทิตย์เลย</p>
<p style="text-align: left;">โปรแกรมท่องเที่ยววันนี้จึงต้องปรับเปลี่ยนเป็นโปรแกรมช้อปปิ้งแทน เป้าหมายของผมในวันนี้คือ ห้าง Bic Camera ตั้งอยู่ที่ย่านนัมบะ (Namba) ซึ่งเป็นย่านช้อปปิ้งแหล่งรวมศูนย์การค้าของโอซาก้าเลย</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2962" title="japan_namba" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/japan_namba.jpg" alt="japan_namba" width="476" height="275" /> การเดินทางในโอซาก้า สะดวกมากครับ มีทั้งรถบัส รถรางและรถไฟใต้ดิน ผมซื้อบัตร One-Day Pass ซึ่งสามารถใช้ขึ้นรถไฟใต้ดินและรถบัส ได้ทุกสาย (เฉพาะในตัวเมืองโอซาก้านะ) โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายในหนึ่งวัน ราคาแค่ 850 เยน ซึ่งถือว่าคุ้มมาก เพราะเดินทางเที่ยวนึงก็ราวๆ สองร้อยกว่าเยนแล้ว</p>
<p style="text-align: left;">ห้าง Bic Camera นี้เป็นห้างที่ขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่และมีสาขามากแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นเลยครับ ข้างในนี้มีสินค้าต่างๆเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ (ดีไซน์ล้ำมาก เห็นแล้วอยากสอยมาสักตัว แต่เค้าไม่ขายเครื่องเปล่า แถมซื้อมาก็ใช้กับบ้านเราไม่ได้ซะอีก &#8211; -?) ชั้นบนจะเป็นพวก AV (ไม่ใช่หนัง AV นะ) แต่เป็น Audio-Video พวกเครื่องเสียงและทีวีน่ะครับ แล้วก็มีของเล่น เกมส์ กล้องถ่ายรูป เยอะมากถึงมากที่สุด ส่วนราคาหรือครับ ดูแล้วก็ต้องส่ายหน้าแล้วบอกว่ากลับไปซื้อบ้านเราเถอะครับ<br />
<a href="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/japan1.jpg"><img class="size-full wp-image-3965 aligncenter" title="japan" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/japan1.jpg" alt="japan" width="450" height="299" /></a></p>
<p>ของที่นี่ส่วนใหญ่ถ้าไม่แพงกว่าก็ราคาพอๆกับที่บ้านเราครับ (แต่ส่วนใหญ่จะแพงกว่าและบางรุ่นก็ใหม่กว่าบ้านเราด้วย) แต่ที่ผมสนใจก็คือ พวกของเล่นต่างๆ เช่นรถเหล็ก ชุดรถไฟ และของกระจุกกระจิกของค่าย TOMY ที่นี่จะขายถูกกว่าบ้านเราพอสมควร สุดท้ายก็เลยได้ของเล่นติดมือกลับไปฝากคนที่บ้านแทน (ห้างร้านที่นี่ส่วนใหญ่จะมีระบบสะสมแต้ม เพื่อแลกส่วนลดหรือของแถมด้วยนะครับ ใครที่มาซื้อบ่อยๆก็จะได้ประโยชน์มาก)</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2964" title="japan_toys" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/japan_toys.jpg" alt="japan_toys" width="428" height="284" /><br />
จุดหมายต่อไปของผมก็คือไปดูพวกกล้องและอุปกรณ์ที่ห้างขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกแห่งก็คือ Yodobashi camera ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีโอซาก้าเลย (หรือถ้ามารถไฟใต้ดินก็ลงที่สถานี อูเมดะ : Umeda) บนห้างนี้ก็คล้ายๆกับที่แรก คือมีเครื่องใช้ไฟฟ้าเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางกล้องดิจิตอลและอุปกรณ์เสริมต่างๆ ซึ่งมีเยอะกว่าร้านบนพันทิพย์รวมกันซะอีก</p>
<p>ใครที่อยากได้สินค้าหายาก ที่ไม่มีขายในบ้านเรา มาที่นี่อาจจะเจอได้ไม่ยาก แต่เมื่อดูราคาแล้วก็ต้องทำใจครับ โดยเฉพาะกล้องและเลนส์ เมื่อคำนวณเป็นเงินไทยแล้วก็ตกใจ เพราะแพงกว่าบ้านเราไปเป็นหมื่นเลย ได้แต่เดินคอตกออกมา (ได้มาแค่โบชัวร์กล้องแทน TT)</p>
<p>แต่จุดหมายยังไม่หมดครับ ร้านสุดท้ายที่ผมตั้งใจจะไปดูก็คือ ร้านขายกล้องและอุปกรณ์มือสองที่มีสาขาในญี่ปุ่นเยอะมาก ชื่อร้าน Kitamura ตั้งอยู่อีกฟากของถนนตรงข้าม Yodobashi camera นี่เอง ร้านสาขาโอซาก้านี่จะอยู่บนตึกเล็กๆ ชั้น 4 กับ 5</p>
<p>ผมขึ้นมาที่ชั้น 5 ซึ่งเป็นชั้นอุปกรณ์มือสอง เข้ามาจะเป็นห้องไม่กว้างมากนัก แต่มีกล้องและอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นของมือสองเต็มไปหมด สภาพที่เห็นถือว่าดีมากๆ (แทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นของมือสอง)? สนนราคาเมื่อคำนวณดูแล้วก็พบว่า ถูกกว่าซื้อมือสองที่บ้านเราเสียอีก แถมสภาพก็ดูแทบไม่ออกว่าเป็นของมือสอง คือใหม่มาก? เมื่อลองจนแน่ใจว่าไม่สามารถห้ามกิเลสได้แล้ว ก็ลองต่อราคาดูปรากฏว่ายังลดได้อีกนิดหน่อย (คนขายใจดีครับ ให้ลองเลนส์จนพอใจ แม้คุยกันไม่รู้เรื่องแต่ภาษามือก็ช่วยได้มากเลย) งานนี้เลยได้ถอยเลนส์ระดับเทพในราคามนุษย์เงินเดือน มาสองตัวพร้อมฟิลเตอร์ดีๆมือสอง ในราคาเบาๆกลับออกมา ดีใจได้เสียเงินสักที (ฮา)</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2968" title="japan_store" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/japan_store.jpg" alt="japan_store" width="427" height="284" /></p>
<p>ถือว่าภารกิจวันแรกบรรลุผลไปด้วยดี ช้อปเพลินจนค่ำ ท้องเริ่มจะหิวแล้วแวะหาราเม็งอร่อยๆกินก่อนกลับที่พัก วันแรกหมดไปกับการช้อปปิ้งครับ (ฝนก็ยังไม่หยุดเลยนะเนี่ย) พรุ่งนี้ตามโปรแกรมจะไปชมวัดวาอารามที่เมืองหลวงเก่า ?เกียวโต? ครับ ไหนๆได้เลนส์มาละ ถือโอกาสพาเลนส์ไปทดสอบด้วยเลย (เผื่อมีปัญหาจะได้เอาไปคืนที่ร้านได้) ส่วนเรื่องราวจะเป็นยังไงติดตามต่อตอนหน้า ; )
</p>
<p style="text-align: right;"><em>บทความโดย monotrendy</em></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=2954&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/travel-guide-travel-tips/japan-travel-trips.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลากวิธี&#8230;เลือกเลนส์ ไปออกทริป</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/camera-lens-buyer-guide.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/camera-lens-buyer-guide.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Apr 2009 12:33:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[camera lens]]></category>
		<category><![CDATA[canon]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[digital life style]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyles]]></category>
		<category><![CDATA[free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[ซื้อเลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[เลนส์ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกเลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=623</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ในช่วงอากาศร้อนอย่างนี้ ไม่มีอะไรจะเหมาะไปกว่าการออกเดินทางหาที่เที่ยวเพื่อคลายร้อน ไม่ว่าจะเป็นภูเขา น้ำตก หรือทะเล แน่นอนว่า จะไปเที่ยวทั้งที ก็ต้องพกกล้องติดไปด้วยเพื่อบันทึกภาพสถานที่สวยๆ เก็บไว้ (และเพื่อเป็นหลักฐานว่าไปถึงที่จริงๆ) หลายๆ คนปวดหัวกับการจัดสรรอุปกรณ์ในการถ่ายภาพ เวลาที่ต้องออกเดินทางท่องเที่ยว ทำไมน่ะเหรอครับ?

ก็เพราะว่าลำพังแค่กระเป๋าสัมภาระ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวก็เยอะมากแล้ว ยิ่งต้องมาแบ่งพื้นที่ในการพกพากล้องและเลนส์แบบต่างๆ ที่น้ำหนักไม่ใช่จะเบาๆ หากไม่มีการเลือกสรรอุปกรณ์ที่เหมาะสมแบกไปทั้งหนักๆ อย่างนั้น ประมาณว่า ถ้าขาดเลนส์ไปสักช่วงนึง ชีวิตนี้คงถ่ายภาพไม่ได้อีกต่อไป &#8211; -? อย่างนี้แทนที่จะได้เที่ยวสนุกๆ กลับต้องมาเป็นทุกข์กับการแบกหามแทน know how ฉบับนี้ จึงมีข้อแนะนำดีๆ ในการเลือกเลนส์ที่เหมาะสมสำหรับไปเที่ยวครับ
 
 พกพาอุปกรณ์ไปให้น้อยที่สุด
อย่าลืมว่าจุดประสงค์สำคัญในการออกทริปก็คือ ?การพักผ่อน? ดังนั้น ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2Fcamera-lens-buyer-guide.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ในช่วงอากาศร้อนอย่างนี้ ไม่มีอะไรจะเหมาะไปกว่าการออกเดินทางหาที่เที่ยวเพื่อคลายร้อน ไม่ว่าจะเป็นภูเขา น้ำตก หรือทะเล แน่นอนว่า จะไปเที่ยวทั้งที ก็ต้องพกกล้องติดไปด้วยเพื่อบันทึกภาพสถานที่สวยๆ เก็บไว้ (และเพื่อเป็นหลักฐานว่าไปถึงที่จริงๆ) หลายๆ คนปวดหัวกับการจัดสรรอุปกรณ์ในการถ่ายภาพ เวลาที่ต้องออกเดินทางท่องเที่ยว ทำไมน่ะเหรอครับ?</p>
<p><span id="more-623"></span><img class="aligncenter size-full wp-image-1300" title="dsc_0238" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/04/dsc_0238.jpg" alt="dsc_0238" width="350" height="233" /><br />
ก็เพราะว่าลำพังแค่กระเป๋าสัมภาระ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวก็เยอะมากแล้ว ยิ่งต้องมาแบ่งพื้นที่ในการพกพากล้องและเลนส์แบบต่างๆ ที่น้ำหนักไม่ใช่จะเบาๆ หากไม่มีการเลือกสรรอุปกรณ์ที่เหมาะสมแบกไปทั้งหนักๆ อย่างนั้น ประมาณว่า ถ้าขาดเลนส์ไปสักช่วงนึง ชีวิตนี้คงถ่ายภาพไม่ได้อีกต่อไป &#8211; -? อย่างนี้แทนที่จะได้เที่ยวสนุกๆ กลับต้องมาเป็นทุกข์กับการแบกหามแทน know how ฉบับนี้ จึงมีข้อแนะนำดีๆ ในการเลือกเลนส์ที่เหมาะสมสำหรับไปเที่ยวครับ</p>
<p><strong> </strong></p>
<h3><strong> พกพาอุปกรณ์ไปให้น้อยที่สุด</strong></h3>
<p>อย่าลืมว่าจุดประสงค์สำคัญในการออกทริปก็คือ ?การพักผ่อน? ดังนั้น พยายามอย่าพกอะไรไปให้เป็นภาระในการแบกหามให้มากนัก ลองคิดดูว่า ถ้าต้องไปปีนภูเขา ล่องเรือชมเกาะหรือสถานที่ที่ต้องลุยๆ หน่อย ของยิ่งเยอะยิ่งทำให้เดินช้า แทนที่จะมีเวลาเดินชมนกชมไม้ สบายๆ ชิลๆ กลับต้องมาทนทรมานแบกอุปกรณ์กล้องและเลนส์นับสิบกิโล แถมยังต้องมาพะวงกับอุปกรณ์จะเปียกน้ำหรือเปล่า จะเอาไปวางไว้ที่ไหนดีที่จะไม่หาย ฯลฯ แบบนี้ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของเรา จำเอาไว้ว่า เรามาเที่ยว ไม่ได้มาถ่ายภาพไปลงหนังสือ ททท. (แต่ถ้าอยากมาเก็บภาพไปใช้งานจริงจัง ถือว่ายกเว้น)</p>
<h3><strong> เลือกเลนส์ให้เหมาะสม</strong></h3>
<p>จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมอยากจะแนะนำทุกๆ ท่านอย่างมากเลยก็คือ ควรเลือกเลนส์ให้เหมาะกับที่ที่เราจะไป ไม่จำเป็นต้องแบกไปหมดทั้งคลังแสงของเรา (ในกรณีของคนมีตังค์อ่ะนะ) เพราะนอกจากเรื่องของน้ำหนักเลนส์ที่กล่าวมาแล้ว มีน้อยครั้งที่เราจะได้ใช้มันทุกตัวจริงๆ (แล้วจะพกไปทำไมให้เมื่อยไหปลาร้าเนี่ย) เลนส์ยอดนิยมในการออกทริปก็คือ พวกเลนส์มุมกว้างงงงง&#8230; ทั้งหลายแหล่ เช่นช่วง 10-20 , 12-24, 17-40 mm.? เหมาะมากในการเก็บภาพบรรยากาศของสถานที่ โดยเฉพาะท้องทะเล หากใช้เลนส์มุมกว้างถ่าย จะดูอลังการ ยิ่งท้องฟ้าใสๆ มีเมฆสักนิดนึง เลือกช่วงเวลาดีๆ รับรองว่าเอารูปกลับไปอวด เพื่อนๆ ต้องอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถวๆ แบบนี้เลนส์เทเลคงไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ เลนส์ช่วง normal ก็จำเป็นเหมือนกัน เผื่อเอาไว้ใช้ถ่ายภาพเพื่อนฝูงหรือสิ่งของต่างๆ เช่นอาหาร เรือ ต้นไม้ น้ำตก อะไรแบบนี้ แค่นี้ก็คงเพียงพอแล้ว<br />
<img class="aligncenter size-full wp-image-1301" title="d3s_6864-1200" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/04/d3s_6864-1200.jpg" alt="d3s_6864-1200" width="300" height="247" /></p>
<h3>เลือก ?เลนส์ตัวเดียว เที่ยวทั่วโลก?</h3>
<p>เลนส์ประเภทนี้ มักถูกตั้งข้อรังเกียจเดียดฉันท์จากบรรดาโปรฯ อุปกรณ์ทั้งหลายแหล่ เพียงเพราะว่าช่วงซูมมันกว้าง เช่นมีช่วงซูมตั้งแต่ 17-85? หรือ 18-200 mm. คนเหล่านี้พอเห็นช่วงซูมเยอะๆ ก็จะร้องยี้และตู่ไว้ก่อนเลยว่า ให้ภาพห่วย ภาพไม่คม บวม ใช้แล้วดูไม่โปร แต่&#8230;.ใครจะว่ายังไงก็ช่างเค้าเถอะครับ ถ้าคุณมีเลนส์พวกช่วงซูมยาวๆ แบบนี้ ผมแนะนำ (อย่างยิ่ง)เลยว่า เอามันไปด้วยเถอะครับ ใช้เป็นเลนส์ติดกล้องไปเลย รับรองว่าคุณจะเที่ยว+ถ่ายภาพ ได้สนุกมากแน่ๆ เจออะไรก็ซูมเข้าซูมออกถ่ายได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาถอดเปลี่ยนเลนส์ เพราะข้อดีของมันก็คือซูมได้เยอะ ครอบคลุมตั้งแต่ช่วงมุมกว้างไปจนถึงเทเลต้นๆ สะดวกสบายมาก ถ้าถามผมเรื่องคุณภาพ ผมไม่ซีเรียสนะ ใครบอกว่าเลนส์พวกนี้ถ่ายมาแล้วไม่คม แสดงว่าเค้าถ่ายภาพไม่เป็น (ห่วงแต่เรื่องความคม ปรับกล้องไม่เป็นอีกตะหาก) จริงอยู่ที่คุณภาพของมันไม่อาจจะไปทัดเทียมพวกเลนส์เกรดโปรตัวอื่นๆได้ แต่ถ้าใช้มันอย่างถูกต้อง (ปรับรูรับแสงแคบๆ) เอามาปรับแต่งต่ออีกนิดเท่านี้ก็อยู่แล้ว แลกกับความสะดวกสบายในการท่องเที่ยว ดีกว่าเป็นไหนๆ</p>
<h3><strong>ลำบากมากนัก คอมแพคไปเล้ยย</strong></h3>
<p>ไม่ได้กวน แต่พูดจริงๆ หลายครั้ง (อีกเหมือนกัน) ถ้าผมไปเที่ยวแบบชิลๆ กับครอบครัว ผมมักเลือกที่จะพกพาเจ้าจิ๋วแต่แจ๋ว (ดิจิตอลคอมแพค) แค่เพียงตัวเดียว เบาๆใส่กระเป๋าเสื้อหรือคล้องคอไปเที่ยวได้สบายๆ ไม่เปลืองพื้นที่ ใช้งานก็ง่าย หากอยากได้รูปตัวเอง แต่ไม่มีคนถ่ายให้ แค่วานพี่ป้าน้าอา อาซิ้มอาซ้อหรืออาเฮียขายโอเลี้ยงแถวนั้นถ่ายให้ก็ได้ ไม่ต้องสอนปรับโหมดอะไรให้วุ่นวาย ภาพก็ยังออกมาชัดแจ๋วเลย ยิ่งเดี๋ยวนี้ กล้องคอมแพคมันฉลาดจนผมว่ามันแซง DSLR ไปหลายขุมแล้ว แค่กดปุ่มชัตเตอร์ มันก็คำนวนให้เสร็จเลย แถมบางรุ่นยังกันน้ำ+กันกระแทกได้อีก ช่างเหมาะกับการท่องเที่ยวซะจริงๆ ดังนั้น ถ้ามีกล้องคอมแพคอยู่ที่บ้าน พามันไปเที่ยวด้วยเถอะครับ ^^<br />
<img class="aligncenter size-full wp-image-1303" title="12" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/04/12.jpg" alt="12" width="283" height="360" /></p>
<blockquote><p>การถ่ายภาพท่องเที่ยว บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นจะต้องยึดติดว่าจะต้องได้ภาพสวยเทพ เสมอไปหรอกนะครับ อย่าให้อุปกรณ์มาเป็นตัวถ่วงความสุขของเรา เพราะนานทีปีหน กว่าจะลางาน หนีเจ้านายหาเวลาออกมาเที่ยวได้ก็แสนจะยากเย็นแล้ว เอาเวลาไปเที่ยวพักผ่อนให้สุขใจดีกว่า แต่สำหรับใครที่จริงจังกับการถ่ายภาพก็ไม่ว่ากันครับ ของแบบนี้นานาจิตตัง ที่สำคัญ อย่าลืมหาขาตั้งกล้องเบาๆ สักตัว พกไปด้วย เผื่ออยากได้รูปตัวเองกับสถานที่ แต่ไม่มีคนแถวนั้นถ่ายให้ จะได้ไม่ต้องวิ่งหาคนช่วยหรือหาที่วางกล้องครับ ร้อนนี้ขอให้เที่ยวกันให้สนุกนะครับ ;P</p></blockquote>
<p>บทความ : monotrendy<br />
ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=623&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/camera-lens-buyer-guide.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปรับตั้งโหมดกล้อง ให้ได้ดังใจ</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/manual-digital-camera.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/manual-digital-camera.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Apr 2009 09:30:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[การตั้งโหมดกล้องถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[โหมดกึ่งอัตโนมัติ]]></category>
		<category><![CDATA[โหมดอัตโนมัติ]]></category>
		<category><![CDATA[โหมดแมนวล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=1564</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
สวัสดีครับ สำหรับ Know-how ฉบับนี้ผมก็มีเคล็ดลับดีๆ มานำเสนออีกเช่นเคย ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ตามมาดูกันเลยครับ
วันนี้เราจะพูดกันถึงเรื่องเบสิคของการควบคุมกล้องดิจิตอลแบบ SLR กันครับ (กล้องคอมแพคบางรุ่นและกล้องกึ่ง SLR ก็สามารถนำไปใช้งานได้) คือเรื่องของการเลือกใช้โหมดต่างๆ ในการถ่ายภาพ กล้องดิจิตอลแบบ SLR เกือบทุกรุ่นในท้องตลาด จะมาพร้อมกับโหมดต่างๆ ให้เลือกใช้งานมากมาย ตามสถานการณ์และวัตถุประสงค์ของการถ่ายภาพ โดยทั่วไปแล้ว การปรับเลือกโหมดจะทำผ่านปุ่มหมุนด้านบนของตัวกล้อง ซึ่งโหมดเหล่านี้โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามลักษณะการใช้งานคือ
โหมดอัตโนมัติ
สังเกตง่ายๆ ที่ตัวปุ่มจะเป็นรูปสัญลักษณ์ตามลักษณะการถ่าย เช่น ไอคอนรูปผู้หญิง หมายถึง โหมดการถ่ายภาพบุคคลหรือที่เรียกกันว่า Portrait นั่นเอง รูปคนวิ่ง คือโหมดการถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหว เช่นงานกีฬา ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2Fmanual-digital-camera.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>สวัสดีครับ สำหรับ Know-how ฉบับนี้ผมก็มีเคล็ดลับดีๆ มานำเสนออีกเช่นเคย ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ตามมาดูกันเลยครับ</p>
<p>วันนี้เราจะพูดกันถึงเรื่องเบสิคของการควบคุมกล้องดิจิตอลแบบ SLR กันครับ (กล้องคอมแพคบางรุ่นและกล้องกึ่ง SLR ก็สามารถนำไปใช้งานได้) คือเรื่องของการเลือกใช้โหมดต่างๆ ในการถ่ายภาพ กล้องดิจิตอลแบบ SLR เกือบทุกรุ่นในท้องตลาด จะมาพร้อมกับโหมดต่างๆ ให้เลือกใช้งานมากมาย ตามสถานการณ์และวัตถุประสงค์ของการถ่ายภาพ โดยทั่วไปแล้ว การปรับเลือกโหมดจะทำผ่านปุ่มหมุนด้านบนของตัวกล้อง ซึ่งโหมดเหล่านี้โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามลักษณะการใช้งานคือ<span id="more-1564"></span></p>
<h3>โหมดอัตโนมัติ</h3>
<p>สังเกตง่ายๆ ที่ตัวปุ่มจะเป็นรูปสัญลักษณ์ตามลักษณะการถ่าย เช่น ไอคอนรูปผู้หญิง หมายถึง โหมดการถ่ายภาพบุคคลหรือที่เรียกกันว่า Portrait นั่นเอง รูปคนวิ่ง คือโหมดการถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหว เช่นงานกีฬา รูปภูเขา หมายถึงโหมดการถ่ายภาพทิวทัศน์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมสีเขียว นั่นหมายถึง โหมดอัตโนมัติแบบเต็มรูปแบบ ใช้ได้กับการถ่ายภาพทั่วๆไป สำหรับโหมดอัตโนมัติเหล่านี้ โดยปกติแล้วผมจะไม่แนะนำให้ใช้งานครับ (อันที่จริงผมไม่เคยใช้เลย) ด้วยเหตุผลหลักๆ ก็คือ? มันไม่สนุก ครับ เนื่องจากว่า โหมดอัตโนมัติเหล่านี้ เมื่อเราเลือกใช้กล้องมันจะคิดทุกอย่างแทนหมด ไม่เปิดโอกาสให้ปรับตั้งค่าอะไรได้เอง แถมบางครั้งยังยิงแฟลชพร่ำเพรื่ออีกต่างหาก ทำให้ภาพถ่ายออกมาแข็งๆ ทื่อๆ ดูไร้อารมณ์ โหมดอัตโนมัตินี้จึงเหมาะสำหรับคนที่ถ่ายภาพไม่เป็นมายืมกล้องเราไปใช้ แล้วเราไม่มีเวลาสอน ก็ปรับเป็นโหมดเหล่านี้ให้เค้าไป นอกนั้นในสถานการณ์อื่นๆ ควรหลีกเลี่ยงดีกว่าครับ</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1601" title="scene_auto" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/04/scene_auto1.jpg" alt="scene_auto" width="400" height="267" /></p>
<h3>โหมดกึ่งอัตโนมัติ</h3>
<p>โหมดกึ่งอัตโนมัติ จะใช้ตัวอักษรเป็นสัญลักษณ์แทนโหมดต่างๆ โดยปกติแล้วไม่ว่ากล้องรุ่นไหนๆ ก็จะใช้อักษรตัวเดียวกัน เช่น โหมด P แทนโหมดการใช้งานแบบอัตโนมัติ แต่ผู้ใช้สามารถเลือกปรับค่าต่างๆ เองได้ หากไม่พอใจค่าที่กล้องเลือกมา โหมด A (หรือ Av ของแคนนอน) ใช้สำหรับการควบคุมรูรับแสง โหมด S (หรือโหมด Tv ของแคนนอน) ใช้สำหรับควบคุมค่าความเร็วชัตเตอร์ ที่เราเรียกโหมดเหล่านี้ว่ากึ่งอัตโนมัติก็คือ หากเราเลือกใช้โหมดใด มันจะสามารถปรับค่าต่างๆ ได้แค่ค่าเดียวเท่านั้น ส่วนอีกค่าหนึ่งคอมพิวเตอร์ในกล้องจะคำนวณและเลือกให้เราเอง (ไม่สามารถปรับค่าพร้อมๆกันได้) เช่น หากเราใช้โหมด A จะสามารถควบคุมหน้ากล้อง (รูรับแสง) ได้อย่างอิสระ แต่ค่าความเร็วชัตเตอร์ กล้องจะเป็นคนเลือกให้เราเองตามค่าแสงที่ปรับไว้ในตอนนั้นให้สัมพันธ์กัน เป็นต้น<br />
<img class="aligncenter size-full wp-image-1602" title="MODE_P" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/04/MODE_P.jpg" alt="MODE_P" width="350" height="430" /></p>
<h3>โหมดปรับตั้งเอง หรือโหมดแมนวล (M)</h3>
<p>เป็นโหมดที่มีพื้นฐานมาจากกล้องฟิลม์ในสมัยก่อน ที่กล้องยังไม่มีระบบกลไกทำหน้าที่คิดคำนวณได้เหมือนในปัจจุบัน สำหรับโหมดนี้ก็ตามชื่อครับ คือเราต้องเป็นคนควบคุมค่าต่างๆ ด้วยตัวเอง ทั้งรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ เรียกได้ว่าเป็นโหมดที่วัดฝีมือของช่างภาพโดยเฉพาะเลย (เพราะหมดสิทธิ์อ้างว่ากล้องปรับค่านั่นค่านี่ให้) โหมดนี้เหมาะสำหรับใช้ในการถ่ายภาพที่ต้องการควบคุมค่าทุกอย่าง เพื่อใช้สร้างสรรค์งานด้วยตัวเองครับ<br />
นักถ่ายภาพมือฉมังทุกคนคงจะรู้จักการใช้งานโหมดต่างๆ เหล่านี้ดีอยู่แล้ว แต่สำหรับช่างภาพมือใหม่ที่เพิ่งจะก้าวขึ้นมาเล่นกล้องระดับ DSLR อาจจะงงหรือสงสัยว่าควรจะใช้โหมดต่างๆ เหล่านี้ยังไง ในสถานการณ์ไหนดี บางคนตั้งแต่ซื้อกล้องมายังไม่เคยหมุนไปที่โหมด M เลย เพราะกลัวถ่ายมาแล้วเสีย หรือบางคนก็ใช้โหมดผิดๆ ไม่ตรงกับสถานการณ์ในขณะนั้น ดังนั้นลองมาดูคำแนะนำในการเลือกใช้งานในโหมดกึ่งอัตโนมัติและโหมดปรับตั้งเองดูครับ</p>
<h3>โหมดกึ่งอัตโนมัติ</h3>
<p>P ใช้สำหรับการถ่ายภาพในสถานการณ์ทั่วไป เช่น เดินเล่นชิลๆ ในเมือง ถ่ายวิวทิวทัศน์ แนวๆ สตรีท เพราะโหมดนี้ กล้องจะทำหน้าที่เป็น? พี่เลี้ยง คอยปรับชดเชยค่าต่างๆ ให้ เช่น หากเราปรับค่ารูรับแสงขึ้นหรือลง กล้องก็จะชดเชยค่าความเร็วชัตเตอร์เพื่อให้ได้แสงเท่าเดิม หากเราปรับค่าความเร็วชัตเตอร์ขึ้นหรือลง กล้องก็จะชดเชย (หรือที่เรียกว่า? ชิฟท์ ) ค่ารูรับแสงให้เช่นเดียวกัน ดังนั้นโหมดนี้จึงทำให้เรามีเวลาสนใจแต่ตัวแบบหรือสิ่งที่เราจะถ่ายมากขึ้น ไม่ต้องคอยมาพะวงกับค่าต่างๆ มากเกินไปนัก โดยปกติแล้ว ผมก็ใช้โหมดนี้ค่อนข้างบ่อยเหมือนกันครับ</p>
<p>Av หรือ A เป็นโหมดที่เรากำหนดรูรับแสงเองได้ โหมดนี้ คือการเล่นกับ? ความคมชัด นั่นเอง ดังนั้นภาพที่เหมาะกับการใช้โหมดนี้ก็คือ ภาพที่ต้องการให้ชัด (หรือให้เบลอ) เช่นถ่ายสาวประเภทหน้าชัดหลังเบลอ (หรือหน้าเบลอหลังชัด ถ้านางแบบไม่สวย อิอิ) ถ่ายวิวทิวทัศน์ให้ชัดทั่วทั้งภาพ หรือจะปรับไว้เป็นค่าดั้งเดิมตลอดเวลาเลยก็ได้ ช่างภาพหลายๆ คนที่ผมรู้จักก็มักจะปรับค่านี้ไว้ตลอด</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1606" title="MODE_AV" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/04/MODE_AV.jpg" alt="MODE_AV" width="450" height="300" /></p>
<p>Tv หรือ S เป็นโหมดที่เรากำหนดค่าความเร็วของชัตเตอร์เองได้ โหมดนี้ คือการเล่นกับ? เวลา นั่นเอง ภาพที่เหมาะกับการใช้โหมดนี้ก็คือ สถานการณ์ที่ต้องการหยุดการเคลื่อนไหว (หรือทำให้เห็นการเคลื่อนไหว) เช่น ภาพถ่ายน้ำตกหรือทะเลที่มองเห็นเป็นสายๆ ดูนุ่มนวล (เกิดจากการปรับค่าความเร็วชัตเตอร์ให้ต่ำลง) ภาพรถหรือคนวิ่งที่มองเหมือนนิ่งอยู่กับที่ (เกิดจากการปรับความเร็วชัตเตอร์สูงๆ) ในสถานการณ์อื่นๆไม่นิยมปรับใช้เท่าใดนัก เพราะโดยปกติแล้ว เรามักจะให้ความสำคัญของความคมชัด (ชัดลึก-ชัดตื้น) ในภาพมากกว่าจะมาคำนึงถึงการหยุดการเคลื่อนไหว แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่ความต้องการของช่างภาพด้วยครับ</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1607" title="MODE_M" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/04/MODE_M.jpg" alt="MODE_M" width="300" height="450" /></p>
<h3>โหมดปรับตั้งเอง</h3>
<p>M ย่อมาจาก Manual คือเราเป็นคนกำหนดค่ารูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์เองทั้งหมด โหมดนี้จึงเหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่เรามีเวลามานั่งคำนวณค่าต่างๆ เพื่อให้ภาพออกมาได้ตามที่ต้องการ โดยที่ไม่มีกล้องมาเกี่ยวข้อง เรียกได้ว่าการใช้งานโหมดนี้เป็นโหมดที่วัดกึ๋นของช่างภาพเลยทีเดียว เพราะช่างภาพเก่งๆ บางคน จะประมาณค่าแสงตามที่ตัวเองต้องการได้แม่นกว่ากล้องเสียอีก ทำให้เค้าสามารถถ่ายภาพออกมาได้อย่างที่ใจคิดได้ โดยที่ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกับกล้อง การใช้งานโหมดนี้จึงเหมาะสำหรับใช้ฝึกฝน เพื่อให้เข้าใจในเรื่องของแสงได้ดีขึ้น หรือจะใช้ในการถ่ายภาพที่ระบบวัดแสงในกล้องทำงานได้ไม่ค่อยดีนัก เช่น การถ่ายพลุ หรือถ่ายภาพดวงดาวหรือทิวทัศน์ยามค่ำคืน เป็นต้น และเนื่องจากโหมดนี้ต้องใช้เวลาในการปรับตั้งค่าต่างๆ เอง ทำให้ไม่ค่อยเหมาะสำหรับการเดินถ่ายหรือสถานการณ์เฉพาะหน้า เพราะอาจได้ภาพที่มืดหรือสว่างเกินไปได้</p>
<p>สำหรับคำแนะนำในการเลือกใช้งานโหมดต่างๆ ของกล้องก็คงมีเบื่องต้นเพียงเท่านี้ก่อน ช่างภาพมือใหม่ทุกๆ คนควรลองปรับใช้งานให้ครบทุกโหมด เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยนะครับ อย่าไปกลัว เพราะหากเราไม่ลองใช้งานโหมดเหล่านี้เลย ใช้แต่โหมดอัตโนมัติ นอกจากจะไม่คุ้มกับค่ากล้องที่ลงทุนซื้อไปแล้ว (ใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ) ยังทำให้ฝีมือการถ่ายภาพของเราพัฒนาช้าอีกด้วยครับ ^^</p>
<p><strong>บทความ : MONOTRENDY</strong><br />
ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=1564&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/manual-digital-camera.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>5 เหตุผลที่คน (อยาก) เปลี่ยนมาใช้กล้องดิจิตอล SLR</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/digital-slr.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/digital-slr.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Sep 2008 05:05:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[digital SLR]]></category>
		<category><![CDATA[DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การตกแต่งภาพถ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้กล้อง]]></category>
		<category><![CDATA[คู่มือกล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีใช้กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกซื้อกล้องดิจิตอล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=211</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ตลาดกล้องดิจิตอลในปัจจุบันมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ผู้ผลิตแต่ละค่ายต่างก็งัดกลยุทธ์ต่างๆขึ้นมาเอาใจลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นระบบการทำงานอัจฉริยะแบบต่างๆ ความบางเบาของบอดี้ การทำงานที่รวดเร็ว ไปจนถึงความละเอียดที่มากขึ้น อีกทั้งราคาของกล้องดิจิตอลทั้งแบบคอมแพคและแบบ SLR (Single Lens Reflex) ต่างก็ถูกลงอย่างรวดเร็ว กล้องดิจิตอลแบบ SLR บางรุ่นที่เคยมีราคาสูงถึงสามสี่หมื่นกลับเหลือเพียงไม่ถึงสองหมื่น ทำให้ผู้ใช้กล้องคอมแพคและกำลังจะซื้อกล้องดิจิตอลหลายๆคนเกิดอาการลังเลเริ่มอยากเปลี่ยนมาใช้กล้องแบบ SLR บ้างแต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าเปลี่ยนไปแล้วจะทำให้ถ่ายภาพได้สวยขึ้นแบบมือโปรมั้ย ถ้าคุณผู้อ่านเป็นหนึ่งในนั้น ลองมาดูข้อได้เปรียบของกล้องแบบ SLR (และข้อยกเว้น) กันก่อนดีมั้ยครับ เผื่อจะได้ตัดสินใจซื้อ (หรือไม่ซื้อ) ได้ง่ายขึ้น

คุณภาพของภาพที่ดีขึ้น กล้องดิจิตอลแบบ SLR มีขนาดของเซนเซอร์รับแสงที่ใหญ่ ที่ทำงานร่วมกับระบบเลนส์ที่มีคุณภาพมากกว่ากล้องแบบคอมแพค อีกทั้งยังสามารถควบคุมการทำงานในด้านต่างๆได้อย่างละเอียดกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คุณภาพของภาพถ่ายออกมาดีกว่ากล้องดิจิตอลแบบคอมแพค เมื่อเทียบกันภาพต่อภาพข้อยกเว้น แต่อย่าลืมว่ายังมีปัจจัยอื่นๆที่เป็นตัวกำหนดคุณภาพของภาพถ่ายอีก เช่น ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2Fdigital-slr.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ตลาดกล้องดิจิตอลในปัจจุบันมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ผู้ผลิตแต่ละค่ายต่างก็งัดกลยุทธ์ต่างๆขึ้นมาเอาใจลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นระบบการทำงานอัจฉริยะแบบต่างๆ ความบางเบาของบอดี้ การทำงานที่รวดเร็ว ไปจนถึงความละเอียดที่มากขึ้น อีกทั้งราคาของกล้องดิจิตอลทั้งแบบคอมแพคและแบบ SLR (Single Lens Reflex) ต่างก็ถูกลงอย่างรวดเร็ว<span id="more-211"></span> กล้องดิจิตอลแบบ SLR บางรุ่นที่เคยมีราคาสูงถึงสามสี่หมื่นกลับเหลือเพียงไม่ถึงสองหมื่น ทำให้ผู้ใช้กล้องคอมแพคและกำลังจะซื้อกล้องดิจิตอลหลายๆคนเกิดอาการลังเลเริ่มอยากเปลี่ยนมาใช้กล้องแบบ SLR บ้างแต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าเปลี่ยนไปแล้วจะทำให้ถ่ายภาพได้สวยขึ้นแบบมือโปรมั้ย ถ้าคุณผู้อ่านเป็นหนึ่งในนั้น ลองมาดูข้อได้เปรียบของกล้องแบบ SLR (และข้อยกเว้น) กันก่อนดีมั้ยครับ เผื่อจะได้ตัดสินใจซื้อ (หรือไม่ซื้อ) ได้ง่ายขึ้น</p>
<ol>
<li><strong>คุณภาพของภาพที่ดีขึ้น</strong> กล้องดิจิตอลแบบ SLR มีขนาดของเซนเซอร์รับแสงที่ใหญ่ ที่ทำงานร่วมกับระบบเลนส์ที่มีคุณภาพมากกว่ากล้องแบบคอมแพค อีกทั้งยังสามารถควบคุมการทำงานในด้านต่างๆได้อย่างละเอียดกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คุณภาพของภาพถ่ายออกมาดีกว่ากล้องดิจิตอลแบบคอมแพค เมื่อเทียบกันภาพต่อภาพ<strong>ข้อยกเว้น</strong> แต่อย่าลืมว่ายังมีปัจจัยอื่นๆที่เป็นตัวกำหนดคุณภาพของภาพถ่ายอีก เช่น การตั้งค่าต่างๆในตัวกล้องไปจนถึงความชำนาญของช่างภาพเอง และที่สำคัญคุณภาพของภาพในกล้อง SLR ก็ขึ้นอยู่กับเลนส์ที่ใช้ด้วย กล้องแบบ SLR ที่ใช้เลนส์คุณภาพต่ำๆ คุณภาพของภาพก็อาจจะสู้กล้องแบบคอมแพคดีๆหลายๆตัวไม่ได้เช่นกัน
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1853" title="ภาพที่่ถ่ายด้วยกล้อง SLR" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2008/09/SLR-photo.jpg" alt="ภาพที่่ถ่ายด้วยกล้อง SLR" width="300" height="200" /></li>
<li><strong>การทำงานที่รวดเร็วกว่า</strong> กล้องดิจิตอลแบบ SLR มีความเร็วในการทำงานที่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นช่วงตั้งแต่เปิดกล้องจนพร้อมใช้งาน หรือช่วงระยะเวลาที่กดชัตเตอร์ไปจนถึงภาพได้ถูกบันทึกลงการ์ดไปแล้ว (Shutter Lag) การโฟกัสภาพ และระบบการถ่ายภาพแบบต่อเนื่องก็รวดเร็วกว่าด้วย ทำให้เมื่อต้องเจอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน ผู้ใช้กล้อง SLR ย่อมมีความได้เปรียบกว่าผู้ใช้กล้องแบบคอมแพค<br />
ข้อยกเว้น หากเราไม่ได้เป็นช่างภาพกีฬาหรือนักข่าว การใช้งานระบบถ่ายภาพต่อเนื่องแบบไฮสปีดหรือการตอบสนองที่รวดเร็วก็อาจไม่จำเป็นสำหรับเรานัก ตรงกันข้าม ยิ่งกล้องถ่ายภาพต่อเนื่องได้รวดเร็วเพียงใด ก็ยิ่งเปลืองหน่วยความจำและแบตเตอรี่มากขึ้นตามไปด้วย</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1854" title="super-model" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2008/09/super-model.jpg" alt="super-model" width="350" height="233" /></li>
<li><strong>บอดี้ความทนทานมากกว่า</strong> กล้องดิจิตอล SLR มีขนาดและรูปร่างที่ใหญ่ บึกบึน แข็งแรงกว่ากล้องแบบคอมแพค ทำให้ทนทานต่อการใช้งานแบบสมบุกสมบัน การจับถือก็ให้ความรู้สึกดูเป็นมืออาชีพมากกว่ากล้องคอมแพค<strong>ข้อยกเว้น</strong> ความแข็งแรงบึกบึนก็ต้องแลกมาด้วยน้ำหนักและพื้นที่ในพกพาที่มากกว่ากล้องแบบคอมแพค ต้องเก็บกล้องไว้ในกระเป๋ากล้องที่ใหญ่เทอะทะและทำให้เมื่อยล้าได้หากต้องแบกกล้องและเลนส์ไปนานๆ ในขณะที่กล้องคอมแพคมีน้ำหนักที่เบากว่า ขนาดที่เล็กกว่า ก็จะได้เปรียบในเรื่องการพกพาสามารถเอาใส่ไว้ในกระเป๋าถือหรือกระเป๋าเสื้อและหยิบขึ้นมาถ่ายได้ทันทีโดยไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนัก<img class="aligncenter size-full wp-image-1856" title="กล้องดิจิตอล-SLR" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2008/09/กล้องดิจิตอล-SLR.jpg" alt="กล้องดิจิตอล-SLR" width="350" height="145" /></li>
<li><strong>อุปกรณ์เสริมที่มีให้เลือกมากมายกว่า</strong> ไม่ว่าจะเป็น แฟลชแบบภายนอกที่ให้กำลังแรงสูง กริปสำหรับใส่แบตเตอรี่เพิ่มเติม และฟิลเตอร์สารพัดชนิด ฯลฯ อุปกรณ์ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่ช่วยให้สร้างสรรค์ภาพถ่ายได้อย่าง สนุกสนานและไร้ขีดจำกัด ในขณะที่อุปกรณ์เสริมของกล้องคอมแพคมีเพียงไม่กี่อย่าง หาซื้อก็ยากและบางอย่างราคาก็แพงกว่าอุปกรณ์เสริมของ SLR อีกด้วย<strong>ข้อยกเว้น</strong> อันที่จริงแล้วอุปกรณ์เสริมของกล้อง SLR ที่จำเป็นจริงๆมีแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราจะถ่ายมากกว่า การพกอุปกรณ์เสริมไปเยอะๆย่อมเป็นการเพิ่มน้ำหนักและเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับเราอีกด้วย
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1857" title="filter-diffuse-filters" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2008/09/filter-diffuse-filters.jpg" alt="filter-diffuse-filters" width="350" height="263" /></li>
<li><strong>กล้อง SLR สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้</strong> คุณสมบัติเด่นของกล้องแบบ SLR คือ ผู้ใช้สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ จึงทำให้สามารถเลือกใช้เลนส์ที่เหมาะสมกับความต้องการได้ เช่น หากต้องการเก็บภาพทิวทัศน์ของทุ่งหญ้าที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ก็เปลี่ยนมาใช้เลนส์มุมกว้างที่เก็บภาพได้องศาที่กว้าง แต่หากต้องการถ่ายภาพสัตว์ป่าซึ่งเราไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้ก็เปลี่ยนมาใช้เลนส์เทเลโฟโต้ทางยาวโฟกัสสูงๆเพื่อดึงภาพให้ใกล้เข้ามา นอกจากนี้การเปลี่ยนไปใช้เลนส์คุณภาพสูงๆย่อมหมายถึงคุณภาพ สีสันและความคมชัดที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งกล้องคอมแพคไม่สามารถเทียบได้เลย<strong>ข้อยกเว้น</strong> การซื้อเลนส์เพิ่ม ก็คือค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นนั่นเอง เลนส์คุณภาพดีๆ ก็ต้องแลกมาด้วยราคาหลายหมื่น บางครั้งแพงกว่าตัวกล้องเสียอีก (เลนส์บางตัวราคาหลักแสนเลยก็มี ) อุปสรรคอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของน้ำหนัก โดยเฉพาะเลนส์เทเลโฟโต้ที่มีทางยาวโฟกัสสูงๆมักจะมีน้ำหนักที่มากและขนาดที่ใหญ่เทอะทะ การถอดเปลี่ยนก็ทำได้ลำบาก เมื่อเทียบกับกล้องคอมแพคบางรุ่นที่มาพร้อมกับเลนส์ซูมคุณภาพดีที่ครอบคลุมการใช้งานทั่วไปแล้ว กล้องคอมแพคจึงได้เปรียบกว่าในเรื่องของความคล่องตัว
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1859" title="Canon-EF-Lens-Collection" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2008/09/Canon-EF-Lens-Collection.jpg" alt="Canon-EF-Lens-Collection" width="350" height="262" /></li>
</ol>
<blockquote><p>หวังว่าบทความนี้คงช่วยให้เพื่อนๆตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะครับ แต่อย่าลืมนะครับว่า กล้องเป็นเพียงแค่อุปกรณ์ในการถ่ายภาพเท่านั้น สิ่งสำคัญก็คือการฝึกฝนเรื่องของมุมมองในการถ่ายภาพของตัวช่างภาพเอง ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้กับกล้องไม่ว่าจะเป็น SLR หรือว่าคอมแพคก็ตาม</p></blockquote>
<p>บทความ : monotrendy<br />
ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=211&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/digital-slr.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตั้งค่า White Balance แบบ Custom</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/custom-white-balance.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/custom-white-balance.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Jul 2008 04:13:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[camera tips]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[digital life style]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyles]]></category>
		<category><![CDATA[free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[white balance]]></category>
		<category><![CDATA[การตกแต่งภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=163</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ในการถ่ายภาพ สิ่งหนึ่งที่ช่างภาพต้องให้สำคัญไม่น้อยไปกว่า การปรับรูรับแสงหรือความเร็วชัตเตอร์ ก็คือ White Balance นั่นเอง เคยมั้ยครับ ที่ถ่ายภาพมาแล้ว ดูอมส้ม อมฟ้า หน้าเขียวหน้าเหลืองเหมือนคนอมทุกข์ ดูไม่งามเหมือนกับที่ตาเห็น นั่นแหละครับ คือผลจากการที่กล้องไม่สามารถแก้สีให้ตรงกับสภาพแสงในขณะนั้นได้ ปกติแล้วสายตาคนเรามีความสามารถในการปรับ White Balance ได้ดีกว่ากล้องมากครับ ในสภาพแสงแปลกๆ เช่นแสงหลอดไฟทังสเตน (หลอดกลมอ้วน) หากเอากล้องไปถ่ายกระดาษหรือวัตถุสีขาว ถ้าไม่มีการปรับค่า White Balance ให้ถูกต้อง เมื่อถ่ายภาพออกมา เราก็จะได้ภาพจากกระดาษสีขาวกลายเป็นสีส้มไปซะงั้น

การที่แสงแต่ละแหล่งกำเนิดให้สีสันต่างกันออกไป ก็เพราะว่า มันมีอุณหภูมิสีที่ต่างกันนั่นเอง อุณหภูมิสี มีหน่วยวัดที่เรียกว่า K ย่อมาจาก ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2Fcustom-white-balance.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ในการถ่ายภาพ สิ่งหนึ่งที่ช่างภาพต้องให้สำคัญไม่น้อยไปกว่า การปรับรูรับแสงหรือความเร็วชัตเตอร์ ก็คือ <strong>White Balance</strong> นั่นเอง เคยมั้ยครับ ที่ถ่ายภาพมาแล้ว ดูอมส้ม อมฟ้า หน้าเขียวหน้าเหลืองเหมือนคนอมทุกข์ ดูไม่งามเหมือนกับที่ตาเห็น นั่นแหละครับ คือผลจากการที่กล้องไม่สามารถแก้สีให้ตรงกับสภาพแสงในขณะนั้นได้<span id="more-163"></span> ปกติแล้วสายตาคนเรามีความสามารถในการปรับ White Balance ได้ดีกว่ากล้องมากครับ ในสภาพแสงแปลกๆ เช่นแสงหลอดไฟทังสเตน (หลอดกลมอ้วน) หากเอากล้องไปถ่ายกระดาษหรือวัตถุสีขาว ถ้าไม่มีการปรับค่า White Balance ให้ถูกต้อง เมื่อถ่ายภาพออกมา เราก็จะได้ภาพจากกระดาษสีขาวกลายเป็นสีส้มไปซะงั้น</p>
<p><img class="size-full wp-image-1882 aligncenter" title="White-Balance-แบบ-Custom" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2008/07/White-Balance-แบบ-Custom1.jpg" alt="White-Balance-แบบ-Custom" width="500" height="180" /><br />
การที่แสงแต่ละแหล่งกำเนิดให้สีสันต่างกันออกไป ก็เพราะว่า มันมีอุณหภูมิสีที่ต่างกันนั่นเอง อุณหภูมิสี มีหน่วยวัดที่เรียกว่า K ย่อมาจาก Kelvin หรือองศาเคลวิล ซึ่งช่างภาพใช้อ้างอิงในการบอกถึงสภาพแสงในแต่ละแหล่งกำเนิด เช่นเมื่อเราพูดถึงแสงพระอาทิตย์ตอนเที่ยงๆ อุณหภูมิสีของแสงตอนนั้นก็จะอยู่ราวๆ 5,500 องศาเคลวิน แสงจากหลอดทังสเตนจะอยู่ราวๆ 2,800-3,200 K เป็นต้น เรื่องของอุณหภูมิสีจะไม่ขอพูดถึงมากนะครับ เดี๋ยวจะทำให้ผู้อ่านสับสน มึน งง พาลทำให้หมดสนุกในการถ่ายภาพไป (ใครสนใจก็หาอ่านได้จาก Google หรือตำราถ่ายภาพทั่วๆไป) ตอนนี้ให้เรารู้แค่ว่าแสงในแต่ละแหล่งกำเนิด รวมถึงแต่ละช่วงเวลา ล้วนมีอุณหภูมิสีที่แตกต่างกัน เท่านั้นก็พอครับ</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1867" title="ภาพจาก--wikimedia" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2008/07/ภาพจาก-wikimedia.jpg" alt="ภาพจาก--wikimedia" width="300" height="337" /> <strong>ภาพ : wikimedia</strong></p>
<p>เอาล่ะ กลับมาที่กล้องของเราบ้าง ผู้อ่านหลายๆคนเคยสังเกตมั้ยครับว่า บนกล้องเรามีปุ่มหรือสัญลักษณ์รูปตัวอักษร WB (อาจซ่อนอยู่ในเมนูกล้อง ใครที่หาไม่เจอ รีบไปหาคู่มือกล้องมาอ่านด่วนเลยครับ) ไอ้ปุ่มนี้แหละ ที่มีไว้สำหรับปรับแก้ White Balance ของกล้องให้มองเห็นสีขาว เป็นสีขาว ตามแต่ละสภาพแสง (หลักการของมันก็คือ เร่งสีหนึ่ง ขึ้นมาแก้อีกสีหนึ่ง) เมื่อลองกดเข้าไปดูในเมนูจะพบว่า กล้องได้เตรียมพรีเซตสำหรับแก้ไขสภาพแสงในแต่ละแบบเอาไว้ให้เราแล้วมากมาย (ซึ่งกล้องทุกตัวมักจะมีพรีเซตคล้ายๆกันแบบนี้)</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1873" title="เมนู-white-balance" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2008/07/เมนู-white-balance.jpg" alt="เมนู-white-balance" width="509" height="198" /><br />
ผู้อ่านหลายคนก็คงพอจะเดาออกแล้วใช่มั้ยครับ ว่าพรีเซตเหล่านี้มีไว้สำหรับปรับเมื่อเราถ่ายภาพภายใต้สภาพแสงต่างๆ เช่นรูปเมฆ เมื่อถ่ายภาพในช่วงเวลาที่ท้องฟ้ามีเมฆมาก รูปดวงอาทิตย์สำหรับถ่ายภาพกลางแจ้ง เป็นต้น ถึงจะบอกอย่างนี้ แต่เชื่อผมเถอะว่ามีไม่กี่คนที่ปรับค่า WB ให้ตรง ส่วนใหญ่ก็ตั้ง Auto ตลอด อาจจะเนื่องจากมันยุ่งยาก ถ่ายกลางแจ้งปรับ WB เป็น Daylight พอมาถ่ายในห้องใต้แสงนีออนลืมปรับ WB เป็นนีออน ภาพออกมาอมเขียวไปซะงั้น อีกอย่าง ถึงจะปรับค่า WB ให้ตรงกับสภาพแสงแล้วก็เถอะ แต่ทำไมพอถ่ายมาภาพกลับอมสีส้มสีแดง คนส่วนใหญ่ก็เลยไม่ค่อยนิยมกัน หันไปใช้ค่า WB แบบ Auto แทนซึ่งยกให้เป็นหน้าที่ของกล้องที่จะคำนวณหาค่าสีต่างๆภายในภาพ และปรับจูนสีสันให้ถูกต้องโดยอัตโนมัติ แต่ WB แบบ Auto ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไปนะครับ ภายใต้แสงแบบปกติๆ เช่นกลางแจ้งทั่วๆไป กล้องมันก็ฉลาดใช้ได้เลย แต่ถ้าเจอสภาพแสงที่ซับซ้อน เช่นมีแสงแดด ผสมกับแสงนีออน แจมด้วยไฟทังสเตน ในช่วงฟ้าครึ้ม (ขนาดคนยังงงเลยครับ นับประสาอะไรกับกล้อง) แบบนี้ WB Auto ก็อาจให้ผลได้ไม่ดีนัก</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1876" title="เจอสภาพแสงที่ซับซ้อน" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2008/07/เจอสภาพแสงที่ซับซ้อน.jpg" alt="เจอสภาพแสงที่ซับซ้อน" width="500" height="333" /></p>
<p>ทางออกง่ายๆสำหรับคนที่เป็นกังวลเรื่อง WB ขาวต้องขาว ห้ามอมสีอะไรทั้งนั้นก็คือ ถ่ายภาพมาเป็น RAW ไฟล์ครับ เนื่องจากว่าเราสามารถนำมาปรับแก้ค่า WB ได้เหมือนถ่ายใหม่ในโปรแกรมแต่งภาพทั่วๆไปเช่น Lightroom แต่การแก้ปัญหาแบบนี้เป็นการแก้ที่ปลายเหตุครับ หากต้องมานั่งแก้ค่า WB ให้ถูกต้องทุกภาพคงมึนไม่ใช่เล่น ผมจึงอยากแนะนำให้ตั้งค่า WB ให้ถูกต้องเลยตั้งแต่ขั้นตอนถ่าย ซึ่งวิธีการตั้งค่า WB แบบแม่นยำกว่า Auto ของกล้องก็คือ การทำ Custom White Balance ครับ</p>
<p>กล้องสมัยนี้แม้แต่คอมแพค ส่วนใหญ่มักจะสามารถปรับตั้งค่า WB แบบ Custom ได้แทบทุกตัวครับ ส่วนวิธีการขึ้นอยู่กับกล้องแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ แนะนำให้ไปศึกษาในคู่มือกล้องของเราเอง แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีวิธีการคล้ายๆกันก็คือ</p>
<ol>
<li>หากระดาษสีขาวเรียบๆมาแผ่นนึง ไม่จำเป็นต้องไปซื้อกระดาษวัดแสงหรือ Gray card จากโกดักมาให้เสียเงินเสียทอง แค่กระดาษ A4 ธรรมดาๆนี่ก็พอแล้วครับ</li>
<li>ตั้งกล้องถ่ายภาพกระดาษ โดยให้มีสภาพแสงเหมือนกับที่เราจะถ่ายภาพนะครับ ถ้าถ่ายในห้องก็ถือกระดาษให้โดนแสงนีออนในห้องนั่นแหละ จากนั้นซูมเข้าไปเต็มๆที่กระดาษแผ่นนั้น (อย่าให้ติดมือคนถือมา) ปรับโหมดกล้องเป็น P, A หรือ S หรือโหมดอะไรก็ได้ แต่อย่าเปิดแฟลช (อาจจะต้องโฟกัสด้วยมือเอง ถ้ากล้องโฟกัสกระดาษสีขาวไม่ได้) และอย่าถ่ายให้อันเดอร์หรือโอเวอร์มากนะครับ</li>
<li>ไปที่เมนู WB Setting หรืออะไรก็แล้วแต่ เลือกปรับค่า WB แบบ Custom ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสัญลักษณ์ตามรูป <img class="alignnone size-full wp-image-1878" title="menu" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2008/07/menu1.jpg" alt="menu" width="25" height="16" /> จากนั้นกล้องจะให้เราเลือกภาพที่จะใช้อ้างอิง ให้เลือกภาพกระดาษสีขาวที่เราเพิ่งถ่ายไปเมื่อสักครู่นี้</li>
</ol>
<p style="text-align: left;">เท่านี้ก็เสร็จสิ้นการตั้งค่า WB แบบ Custom แล้วครับ ต่อไปเราก็ใช้ค่า WB นี้ถ่ายภาพในสภาพแสงแบบเดิมนี้ได้เลย แต่ต้องระวังด้วยว่า หากเปลี่ยนสถานที่ถ่ายภาพ เช่นทำ Custom ภายใต้แสงนีออนจากในห้อง พอออกไปถ่ายภาพข้างนอกก็อย่าลืมทำ Custom WB ซ้ำอีกครั้งด้วยนะครับ (ต้องทำทุกครั้งที่สภาพแสงเปลี่ยน)</p>
<p><img class="size-full wp-image-1879 aligncenter" title="custom-white-balance" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2008/07/custom-white-balance.jpg" alt="custom-white-balance" width="550" height="157" /></p>
<blockquote><p>หวังว่าเทคนิคการตั้งค่า White Balance ด้วยการทำ Custom White Balance คงจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะครับ จริงๆแล้วในเมนู White Balance ยังมีอะไรให้เราปรับเล่นอีกเยอะ และบางทีภาพถ่ายที่สวยๆก็อาจจะไม่จำเป็นต้องตั้งค่า White Balance ให้ตรงตามความจริงเสมอไปก็ได้ครับ</p></blockquote>
<p><strong>บทความ : monotrendy</strong><br />
ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=163&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/custom-white-balance.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

