<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Digital, Lifestyle and more &#187; digital camera</title>
	<atom:link href="http://www.dplusmag.com/tag/digital-camera/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dplusmag.com</link>
	<description>Digital Lifestyle magazine</description>
	<lastBuildDate>Wed, 05 Oct 2011 04:36:26 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>โหมดการวัดแสง</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Apr 2010 03:31:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[camera]]></category>
		<category><![CDATA[Center-Weighted Metering]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[digital life style]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyles]]></category>
		<category><![CDATA[DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[mode digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[Multi-Segment Metering]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[การวัดแสง]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[โหมดการถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[โหมดถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[โหมดวัดแสง]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=6452</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
หลังจากที่คุณได้คุ้นเคย (สนิทสนม) กับกล้อง DSLR และสามารถชดเชยค่าแสงให้เป็น “ สีเทากลาง 18%” ได้แล้ว ทีนี้เราลองมาดูว่าจะสามารถเลือกใช้ระบบวัดแสงแบบไหนให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ได้บ้าง และควรเลือกใช้ตามความสามารถของระบบวัดแสงแบบนั้นๆ  เพื่อให้ได้ภาพอย่างที่ต้องการมากที่สุด กล้องถ่ายภาพส่วนใหญ่มีระบบวัดแสงให้คุณเลือกอยู่ 4 แบบครับ

1. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหลายส่วน (Multi-Segment Metering) เหมาะสำหรับภาพวิว ที่ไม่มีความแตกต่างของสภาพแสงมากนัก เหมาะสำหรับถ่ายภาพโดยรวมในลักษณ์ตามแสง ไม่เหมาะกับภาพที่มีความแตกต่างของแสงมากนัก (ภาพย้อนแสง) แต่สามารถย้อนแสงอ่อนๆได้ในช่วงก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หรือก่อนพระอาทิตย์ตก&#8230;.

2. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลางภาพ (Center-Weighted Metering) เหมาะสำหรับถ่ายภาพที่มีจุดสนใจขนาดใหญ่อยู่บริเวณกลางภาพ เช่น ภาพถ่ายแนวบุคคล ภาพอาหาร ซึ่งจะวัดแสงเน้นบริเวณกึ่งกลางภาพ มีขนาด
วัดแสงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50-75% ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2F%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2587.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>หลังจากที่คุณได้คุ้นเคย (สนิทสนม) กับกล้อง DSLR และสามารถชดเชยค่าแสงให้เป็น “ สีเทากลาง 18%” ได้แล้ว ทีนี้เราลองมาดูว่าจะสามารถเลือกใช้ระบบวัดแสงแบบไหนให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ได้บ้าง และควรเลือกใช้ตามความสามารถของระบบวัดแสงแบบนั้นๆ  เพื่อให้ได้ภาพอย่างที่ต้องการมากที่สุด กล้องถ่ายภาพส่วนใหญ่มีระบบวัดแสงให้คุณเลือกอยู่ 4 แบบครับ<br />
<span id="more-6452"></span><br />
1. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหลายส่วน (Multi-Segment Metering) เหมาะสำหรับภาพวิว ที่ไม่มีความแตกต่างของสภาพแสงมากนัก เหมาะสำหรับถ่ายภาพโดยรวมในลักษณ์ตามแสง ไม่เหมาะกับภาพที่มีความแตกต่างของแสงมากนัก (ภาพย้อนแสง) แต่สามารถย้อนแสงอ่อนๆได้ในช่วงก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หรือก่อนพระอาทิตย์ตก&#8230;.<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-6456" title="Multi-Segment-Metering-digital-camera" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/04/Multi-Segment-Metering-digital-camera.jpg" alt="Multi-Segment-Metering-digital-camera" width="407" height="280" /></p>
<p>2. ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลางภาพ (Center-Weighted Metering) เหมาะสำหรับถ่ายภาพที่มีจุดสนใจขนาดใหญ่อยู่บริเวณกลางภาพ เช่น ภาพถ่ายแนวบุคคล ภาพอาหาร ซึ่งจะวัดแสงเน้นบริเวณกึ่งกลางภาพ มีขนาด<br />
วัดแสงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50-75% เมื่อเทียบกับขนาดของภาพที่ได้</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-6457" title="Center-Weighted-Metering-digital-camera" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/04/Center-Weighted-Metering-digital-camera.jpg" alt="Center-Weighted-Metering-digital-camera" width="409" height="189" /></p>
<p>3. ระบบวัดแสงเฉพาะส่วน (Partial Metering) เหมาะสำหรับถ่ายภาพวิวที่เน้นเฉพาะส่วน หรือถ่ายภาพสัตว์ต่างๆ ซึ่งมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับเฟรมภาพ เป็นระบบวัดแสงที่มีความละเอียดเหมือนกับระบบวัดแสงแบบเฉลี่ย<br />
กลางภาพ แต่มีขนาดวัดแสงเฉลี่ยเล็กกว่า มีขนาดรัศมีประมาณ 8-15%  เมื่อเทียบกับขนาดของภาพที่ได้</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-6459" title="Partial-Metering-digital-camera" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/04/Partial-Metering-digital-camera.jpg" alt="Partial-Metering-digital-camera" width="455" height="217" /></p>
<p>4. ระบบวัดแสงเฉพาะจุด (Spot Metering) เหมาะสำหรับสภาพแสงที่มีความแตกต่างของแสงมาก เช่นภาพย้อนแสง (แสงอยู่ด้านหลังของแบบ) หรือสภาพแสงที่เป็นช่องผ่านทางหน้าต่าง หรือแสงที่ทะลุเมฆเห็นแสงเป็นลำๆ หรือไว้สำหรับถ่ายภาพเงาดำ (Silhouette) ระบบวัดแสงแบบนี้มีความแม่นยำสูงมาก ซึ่งหากวัดแสงพลาดแค่นิดเดียวก็สามารถทำให้วัดแสงผิดพลาดได้ เพราะมีขนาดจุดวัดแสงเฉลี่ยที่เล็กมากประมาณ 1-5% เมื่อเทียบกับขนาดของภาพที่ได้<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-6460" title="ระบบวัดแสงเฉพาะจุด" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/04/ระบบวัดแสงเฉพาะจุด.jpg" alt="ระบบวัดแสงเฉพาะจุด" width="478" height="223" /></p>
<p>ขออนุญาตออกตัวเอี๊ยดด&#8230;ดังๆ ก่อนจบบทนี้เลยนะครับ ว่าแต่ละตัวอย่างที่ผมยกตัวอย่างไปนั้น เป็นเพียงแค่คำแนะนำความสามารถของแต่ละโหมด ว่ามีความสามารถอย่างไรในการวัดค่าแสงเท่านั้น&#8230;ไม่ผิดเลยถ้าหากคุณจะเลือกโหมดใดๆก็ได้(ตามใจฉัน) และไม่เหมือนกับที่ผมยกตัวอย่างไป  “การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะที่ไม่มีใครตัดสินได้ว่าผิดหรือถูก&#8230;มีแต่ว่าคุณพอใจแล้วหรือยังกับผลลัพธ์ที่ได้” (คำพูดเท่ๆ แบบนี้ไม่สามารถใช้ได้กับคณะกรรมการของเวทีการประกวดถ่ายภาพนะครับ 555&#8230;) ผมเพียงแค่บอกหลักการทำงานของแต่ละโหมดว่ามีการคำนวนหาค่าแสงอย่างไร</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-6461" title="Metering-Mode" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/04/Metering-Mode.jpg" alt="Metering-Mode" width="470" height="285" /></p>
<p>ที่เหลือก็อยู่ที่คุณแล้วล่ะครับว่าจะสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายออกมาในแนวทางไหนที่ตรงใจมากที่สุด&#8230; หากมีข้อสงสัยหรือคำถามอื่นๆ สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง (ที่เกี่ยวกับกล้องถ่ายภาพ) ตลอด 24 ชั่วโมงครับที่ apichatt@provision.co.th ยินดีอธิบายอย่างละเอียดทุกข้อสงสัยครับผม&#8230;</p>
<blockquote><p>ฉบับหน้าพบกับขั้นตอนการปรับตั้งค่ากล้องถ่ายภาพให้ทันกับเหตุการณ์&#8230; เคยมั้ยครับเวลาไปถ่ายภาพแล้วปรับตั้งค่ากล้องถ่ายภาพช้า (ไม่ทันกับเหตุการณ์) ผมมีวิธีเตรียมตัวและกล้องถ่ายภาพให้พร้อม รวมถึงอธิบายนิสัยของโหมด M / Av / Tv / P ว่าเป็นอย่างไร  ถ่ายภาพอย่างความสุขทุกๆ คน นะครับ&#8230;</p></blockquote>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความ : Apichat</strong></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=6452&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การวัดแสง</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Mar 2010 10:47:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[digital life style]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyles]]></category>
		<category><![CDATA[DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง SLR]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การชดเชยแสง]]></category>
		<category><![CDATA[การวัดแสง]]></category>
		<category><![CDATA[ชดเชยแสง]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพถ่ายดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการวัดแสง]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=6186</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
สวัสดีครับ Photo Know How ฉบับนี้ขอมาทำหน้าที่แทนคุณ monotrendy ที่ติดภาระกิจด่วนไม่สามารถมาโม้ เอ้ย!มาพบกับเพื่อนๆได้ ผมเลยขออาสามารับผิดชอบคอลัมน์นี้แทนไปพลางๆชั่วคราวก่อนครับ

หลังจากที่คุณสามารถจัดองค์ประกอบภาพรูปแบบต่างๆ ได้แล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ จะถ่ายภาพอย่างไรให้ได้ค่าแสงที่เหมาะสมใกล้เคียงกับที่ตาของเราเห็น คุณสามารถบังคับให้แสงมืด หรือสว่างเฉพาะบริเวณที่ต้องการได้  จะบังคับให้ฉากหน้าสว่างแล้วให้ฉากหลังมืดก็ได้อีกเหมือนกันครับ กล้องถ่ายภาพ DSLR มีความฉลาดมาก (จริงๆ แล้วจะพูดว่าฉลาดกว่าผมอีกก็ไม่ผิดนะครับ&#8230;) แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ กล้องถ่ายภาพก็เหมือนกับเครื่องมืออิเล็กทรอนิคส์ ทั่วๆไปที่ไม่สามารถทำงานได้เองอย่างเต็มระบบ คุณต้องเป็นคนออกคำสั่งให้กล้องถ่ายภาพทำงาน ต้องรู้ว่ากล้องถ่ายภาพทำงานอย่างไร  หรือทำอะไรได้อีกบ้าง ควรเรียนรู้กล้องถ่ายภาพของคุณให้มากๆนะครับ (ลองนึกว่าเค้าเป็นเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งก็ได้นะครับ 555)
ผมมีความลับจะบอกให้ จริงๆ แล้วเพื่อนสนิทของคุณนั้น เค้าตาบอดสีครับ กล้องถ่ายภาพ DSLR ไม่สามารถมองเห็นสีทุกสีที่มีอยู่มากมายบนโลกได้ ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2F%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2587.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>สวัสดีครับ Photo Know How ฉบับนี้ขอมาทำหน้าที่แทนคุณ monotrendy ที่ติดภาระกิจด่วนไม่สามารถมาโม้ เอ้ย!มาพบกับเพื่อนๆได้ ผมเลยขออาสามารับผิดชอบคอลัมน์นี้แทนไปพลางๆชั่วคราวก่อนครับ<br />
<span id="more-6186"></span><br />
หลังจากที่คุณสามารถจัดองค์ประกอบภาพรูปแบบต่างๆ ได้แล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ จะถ่ายภาพอย่างไรให้ได้ค่าแสงที่เหมาะสมใกล้เคียงกับที่ตาของเราเห็น คุณสามารถบังคับให้แสงมืด หรือสว่างเฉพาะบริเวณที่ต้องการได้  จะบังคับให้ฉากหน้าสว่างแล้วให้ฉากหลังมืดก็ได้อีกเหมือนกันครับ กล้องถ่ายภาพ DSLR มีความฉลาดมาก (จริงๆ แล้วจะพูดว่าฉลาดกว่าผมอีกก็ไม่ผิดนะครับ&#8230;) แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ กล้องถ่ายภาพก็เหมือนกับเครื่องมืออิเล็กทรอนิคส์ ทั่วๆไปที่ไม่สามารถทำงานได้เองอย่างเต็มระบบ คุณต้องเป็นคนออกคำสั่งให้กล้องถ่ายภาพทำงาน ต้องรู้ว่ากล้องถ่ายภาพทำงานอย่างไร  หรือทำอะไรได้อีกบ้าง ควรเรียนรู้กล้องถ่ายภาพของคุณให้มากๆนะครับ (ลองนึกว่าเค้าเป็นเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งก็ได้นะครับ 555)</p>
<p>ผมมีความลับจะบอกให้ จริงๆ แล้วเพื่อนสนิทของคุณนั้น เค้าตาบอดสีครับ กล้องถ่ายภาพ DSLR ไม่สามารถมองเห็นสีทุกสีที่มีอยู่มากมายบนโลกได้ ดังนั้นเค้าจึงปรับภาพให้เป็นขาวดำ แล้วแบ่งโซนสีออกเป็นโทนเข้มและโทนอ่อนหลายๆส่วนเพื่อนำไปประมวลผลภาพกลับไปเป็นภาพสีอีกครั้ง</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-6189" title="personal-portrait-color" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/03/personal-portrait-color.jpg" alt="personal-portrait-color" width="510" height="375" /></p>
<p>กล้องถ่ายภาพ DSLR จะเห็นภาพเป็นขาวดำและแบ่งหลายๆโซน จากนั้นจะประมวลผลกลับไปเป็นภาพสี<br />
<strong><br />
&#8230;แต่กล้องถ่ายภาพก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าส่วนไหน Under ส่วนไหนที่ Over (อ้าว ฉลาดจริงๆ มั้ยเนี่ย) </strong></p>
<p>ดังนั้นกล้องถ่ายภาพ DSLR จึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าบริเวณใดๆก็ตามที่คุณวัดแสง จะถือว่ามีความเข้มของแสงแค่ 18% (สีเทากลาง) เท่านั้นพอ จากนั้นจะเปรียบเทียบความเข็มของแสงแล้วเข้าสูตรประมวลผลค่าแสงส่วนอื่นๆ ของภาพออกมาเป็นภาพสีที่สมบูรณ์อีกครั้ง คุณอาจจะยังนึกภาพไม่ออก เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-6191" title="การชดเชยแสง" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/03/การชดเชยแสง.jpg" alt="การชดเชยแสง" width="500" height="369" /><br />
อย่างเช่น<strong> รูป A</strong> หากวัดแสงบริเวณใต้หมวกมีสีดำ แล้วไม่ชดเชยค่าแสงให้เป็น – (ลบ) ภาพที่ได้จะ Over เนื่องจากกล้องจะมองว่าบริเวณใต้หมวกที่มีสีดำคือค่าแสงที่ 18% แล้วดึงสีดำให้สว่างขึ้น</p>
<p><strong>รูป B</strong> หากคุณวัดแสงที่บริเวณท้องฟ้า ซึ่งมีค่าสีใกล้เคียงกับสีเทากลาง 18% จากนั้นชดเชยค่าแสงเพิ่มขึ้นอีก +0.5<br />
ก็จะได้ค่าแสงที่พอดีใกล้เคียงกับสีที่ตาเห็น และบริเวณอื่นๆ ของภาพ รวมทั้งสีของปลาหมึกไม่ขาวจนเกินไป สีของเม็ดทรายก็จะไม่ขาวจนไม่เห็นรายละเอียด รวมไปถึงสีเสื้อที่มีสีดำก็จะมีรายละเอียดมากขึ้น</p>
<p><strong>รูป C</strong> หากวัดแสงบริเวณปลาหมึก แล้วไม่ชดเชยค่าแสงให้เป็น + (บวก) ภาพที่ได้ก็จะ Under เนื่องจากกล้องคิดว่าบริเวณปลาหมึกที่มีสีขาวคือค่าแสงที่ 18% แล้วดึงสีดำให้มืดลง ส่งผลให้บริเวณส่วนอื่นๆ ของภาพ เช่น หาดทรายและตัวปลาหมึก รวมทั้งส่วนประกอบของภาพมืดลงด้วย</p>
<blockquote><p>*สิ่งสำคัญที่สุดหากคุณใช้โหมด Av / Tv / P เมื่อได้ค่าแสงที่ต้องการแล้วคุณต้องล็อคค่าแสงด้วยทุกครั้ง  เพราะหลังจากจัดองค์ประกอบของภาพใหม่ หากไม่ได้ล็อคค่าแสง กล้องถ่ายภาพจะเริ่มวัดแสงใหม่ ณ จุดบริเวณใหม่ที่คุณจัดองค์ประกอบภาพ ในกรณีนี้ผมวัดค่าแสงที่จุดโฟกัสตรงกลาง ยกตัวอย่างขั้นตอนที่ผิดเช่น</p></blockquote>
<p>1 คุณเริ่มวัดแสงที่บริเวณท้องฟ้าแล้วชดเชยค่าแสงเป็น +0.5 ได้แล้ว (รูปตัวอย่าง A)<br />
2. จัดองค์ประกอบภาพใหม่ สังเกตบริเวณจุดโฟกัสตรงกลางจะอยู่ที่บริเวณเงาของปลาหมึกซึ่งมืด จากนั้นกล้องจะเริ่มวัดค่าแสงใหม่โดยการเปลี่ยนค่าใดค่าหนึ่งยกอย่างเช่นหากคุณให้โหมด Av กล้องก็จะเปลี่ยนค่าจาก f11 เป็น F8 หรือถ้าคุณใช้โหมด Tv กล้องจะเปลี่ยนค่าความเร็วชัตเตอร์จาก 250 เป็น 1/125 ทำให้โดยรวมของภาพทั้งหมดสว่างขึ้นและไม่ได้เป็นอย่างที่เราวัดแสงไว้ในครั้งแรก<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-6193" title="การวัดแสง-ณ-จุดต่างๆ" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/03/การวัดแสง-ณ-จุดต่างๆ.jpg" alt="การวัดแสง-ณ-จุดต่างๆ" width="518" height="293" /><br />
เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณวัดแสงบริเวณไหน ถ้าคุณวัดแสงในส่วนที่เป็นสีดำ คุณต้องชดเชยแสงไปค่า – (ลบ)</p>
<p>เพื่อบอกกับกล้องถ่ายภาพว่านี้ไม่ใช่สีเทากลางนะ และถ้าคุณวัดแสงที่บริเวณสีขาว คุณต้องชดเชยแสงไปทาง + (บวก) เพื่อบอกกล้องให้รู้ว่านี่ก็ไม่ใช่สีเทากลางนะแต่เป็นสีขาว ทีนี้คุณคงเข้าใจแล้วนะครับว่าทำไมต้องชดเชย ค่าแสง แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า วัตถุนี้ควรที่จะชดเชยค่าแสง + หรือ &#8211; ตอบง่ายๆ เลย คือต้องวัดแสงให้เป็น จำสีที่เราจะชดเชยค่าแสง แล้วเลือกวัดตรงบริเวณ ณ จุดนั้น  คุณคงคิดว่ามีสีเยอะแยะเต็มไปหมด จำไม่ทัน &#8230;จริงๆ แล้วสีที่ใช้วัดแสงในสถานการณ์ที่ผมเจอมีอยู่ไม่กี่สีครับ คุณไม่จำเป็นต้องจำทุกสี เพียงแค่คุณจำสีหลักๆไม่กี่สี คือ สีขาว สีเหลือง  + / สีดำ &#8211; / สีเทา สีฟ้าเข้ม สีเขียวเข้ม 0 หรือดูค่าสีต่างๆได้ตามตารางครับ<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-6195" title="ตารางชดเชยแสง" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/03/ตารางชดเชยแสง.jpg" alt="ตารางชดเชยแสง" width="300" height="178" /></p>
<p>ผมมีตัวอย่างภาพ พร้อมทั้งบอกบริเวณที่วัดแสง และชดเชยแสง เป็นภาพที่ผมถ่ายเก็บไว้ และไม่เคยบอกใครเลยจริงๆ ว่าผมวัดแสงบริเวณไหน (เพราะว่าจริงๆ แล้วก็ไม่มีใครถามผมเหมือนกัน 555)<br />
การวัดแสงยังไม่สมบูรณ์ 100% ยังมีการเลือกใช้ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ, วัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง และการวัดแสงแบบเฉพาะจุด ควรเลือกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ไว้ติดตามต่อในฉบับหน้าครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-6196" title="การวัดค่าแสง" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/03/การวัดค่าแสง.jpg" alt="การวัดค่าแสง" width="514" height="189" /></p>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความ : T. Apichat<br />
ภาพ : T. Apichat</strong></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=6186&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ศิลปะกับการถ่ายภาพ</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 22 Jan 2010 10:31:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[digital life style]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyles]]></category>
		<category><![CDATA[digital photography]]></category>
		<category><![CDATA[free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[photo]]></category>
		<category><![CDATA[Rule of Thirds]]></category>
		<category><![CDATA[กฏ 3 ส่วน]]></category>
		<category><![CDATA[ความหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[จังหวะ]]></category>
		<category><![CDATA[จุดเด่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอล ไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[สีสัน]]></category>
		<category><![CDATA[องค์ประกอบของภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[แสงเงา]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=5637</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
Photo Know How ฉบับนี้ ขอมาแนววิชาการสักหน่อย ปัจจุบันเราจะเห็นว่าผู้ใช้กล้องส่วนใหญ่ เมื่อต้องการถ่ายภาพ มักจะหยิบกล้องขึ้นมา เห็นอะไรแล้วก็ถ่าย หรือพยายามที่จะเก็บรายละเอียดทุกๆอย่าง ทำให้ภาพที่ออกมาดูรกรุงรัง เต็มไปด้วยรายละเอียดหรือวัตถุต่างๆ หาจุดเด่นแทบไม่เจอ

บ้างก็ถ่ายภาพคนออกมาหัวขาด มือขาดก็มี บางภาพก็จัดองค์ประกอบขาดๆเกินๆ ดูขัดกับความรู้สึก ปัญหาต่างๆที่กล่าวมานี้ ล้วนเกิดจากการที่ผู้ถ่ายภาพขาดความรู้ความเข้าใจ ที่เกี่ยวกับ องค์ประกอบของภาพ, จังหวะ, แสงเงา, สีสัน, ความหมาย, จุดเด่น? สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการฝึกฝน บวกกับจินตนาการ และมีเทคนิคหรือหลักการเบื้องต้นที่ผู้ใช้กล้องควรศึกษาเอาไว้บ้าง เพื่อจะได้นำไปใช้ในการวางองค์ประกอบก่อนที่จะกดชัตเตอร์ครั้งต่อๆไป ดังนี้
1.องค์ประกอบของภาพ
หมายถึง การจัดวางสิ่งต่างๆ ลงในภาพ หากเราเปรียบช่องมองภาพ (View finder) ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2F%25e0%25b8%25a8%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2596%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259e.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>Photo Know How ฉบับนี้ ขอมาแนววิชาการสักหน่อย ปัจจุบันเราจะเห็นว่าผู้ใช้กล้องส่วนใหญ่ เมื่อต้องการถ่ายภาพ มักจะหยิบกล้องขึ้นมา เห็นอะไรแล้วก็ถ่าย หรือพยายามที่จะเก็บรายละเอียดทุกๆอย่าง ทำให้ภาพที่ออกมาดูรกรุงรัง เต็มไปด้วยรายละเอียดหรือวัตถุต่างๆ หาจุดเด่นแทบไม่เจอ<br />
<span id="more-5637"></span><br />
บ้างก็ถ่ายภาพคนออกมาหัวขาด มือขาดก็มี บางภาพก็จัดองค์ประกอบขาดๆเกินๆ ดูขัดกับความรู้สึก ปัญหาต่างๆที่กล่าวมานี้ ล้วนเกิดจากการที่ผู้ถ่ายภาพขาดความรู้ความเข้าใจ ที่เกี่ยวกับ องค์ประกอบของภาพ, จังหวะ, แสงเงา, สีสัน, ความหมาย, จุดเด่น? สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการฝึกฝน บวกกับจินตนาการ และมีเทคนิคหรือหลักการเบื้องต้นที่ผู้ใช้กล้องควรศึกษาเอาไว้บ้าง เพื่อจะได้นำไปใช้ในการวางองค์ประกอบก่อนที่จะกดชัตเตอร์ครั้งต่อๆไป ดังนี้</p>
<h3>1.องค์ประกอบของภาพ</h3>
<p>หมายถึง การจัดวางสิ่งต่างๆ ลงในภาพ หากเราเปรียบช่องมองภาพ (View finder) ของกล้องเป็นเหมือนเฟรมหรือกระดาษวาดภาพ สิ่งต่างๆที่จะวางอยู่ภายในเฟรมหรือพื้นที่ว่างนั้น ก็คือองค์ประกอบของภาพของเรานั่นเอง ภาพถ่ายที่มีองค์ประกอบของภาพที่ดี มักจะทำให้ภาพดูดี สื่อความหมายได้อย่างชัดเจน ไม่ทำให้คนดูสับสน การจัดองค์ประกอบในการถ่ายภาพ ต่างจากการจัดองค์ประกอบในงานศิลปะแขนงอื่นๆก็คือ บางครั้ง เราไม่สามารถไปยุ่งกับวัตถุ ย้าย หรือขยับวัตถุต่างๆให้อยู่ในตำแหน่งที่เราต้องการได้ เช่น ย้ายต้นไม้ที่ขวางอยู่ออกไป หรือขยับรถที่จอดอยู่ให้ถอยออกไป วิธีแก้ไขก็คือใช้เทคนิคในการถ่ายภาพเข้ามาช่วย เช่น อาจจะย้ายมุมถ่าย ซูมเข้าไปใกล้ๆ หรือใช้การควบคุมการชัดลึก เป็นต้น<br />
ในการถ่ายภาพ มีหลักการวางองค์ประกอบง่ายๆ ที่นิยมคือ ?กฏ 3 ส่วน?</p>
<ul>
<li><strong>กฏ 3 ส่วน Rule of Thirds</strong></li>
</ul>
<p>คนส่วนใหญ่เวลาถ่ายภาพ มักจะวางวัตถุ หรือเลือกตัวแบบให้อยู่ตรงกลางภาพ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่อย่างใด<br />
หากเลือกใช้เป็นครั้งคราวหรือใช้กับภาพถ่ายบางประเภท เช่น ภาพบุคคล ส่วนการถ่ายภาพที่มีองค์ประกอบในภาพหลายหลาย เช่น ภาพเรือลอยอยู่กลางท้องทะเล โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาสีเขียว หากจัดวางจุดสนใจไว้ตรงกลางภาพ อาจจะทำให้ภาพดูน่าเบื่อ ขาดความน่าสนใจได้ นักถ่ายภาพส่วนใหญ่จึงนิยมวางภาพในตำแหน่งของ ?กฏ 3 ส่วน? นั่นคือ หากเราลองแบ่งพื้นที่ในช่องมองภาพ ออกเป็น 3 ส่วน โดยลากเส้นแบ่งทั้งด้านกว้างและด้านยาว ตรงบริเวณที่เส้นแบ่งตัดกัน เป็นจุดที่ดึงดูดสายตาของผู้ชมได้มากที่สุด เราจึงควรวางจุดสนใจเอาไว้ตรงบริเวณจุดตัดนั้นๆ เช่นในกรณีภาพถ่ายเรือที่กล่าวถึงข้างต้น ให้เราลองขยับกล้องเพื่อให้เรือมาอยู่ในตรงจุดตัด จุดใดจุดหนึ่ง แล้วจึงบันทึกภาพ ภาพที่ได้ก็จะมีความน่าสนใจมากกว่าวางเรือไว้ตรงกลางภาพ ในกรณีอื่นๆ ก็เช่นกัน ให้เราเลือกวัตถุที่เราต้องการนำเสนอ วางไว้ในตำแหน่งใดก็ได้ ตรงจุดตัดทั้ง 4 จุดนี้? และหากถ่ายภาพที่มีเส้นขอบฟ้า เช่น ภาพทะเลที่มีพื้นน้ำตัดกับเส้นขอบฟ้า เราก็นิยมวางตรงขอบฟ้ากับขอบน้ำนั้นไว้ตรงเส้นแบ่งเส้นใดเส้นหนึ่ง (จาก 2 เส้น) มากกว่าจะวางเส้นตัดของท้องฟ้าไว้ตรงกลางภาพ? (ดูรูปภาพประกอบ)</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-5638" title="กฎสามส่วน" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/01/กฎสามส่วน.jpg" alt="กฎสามส่วน" width="264" height="389" /></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-5639" title="วางองค์ประกอบภาพให้ได้ตามกฎ-3-ส่วน" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/01/วางองค์ประกอบภาพให้ได้ตามกฎ-3-ส่วน.jpg" alt="วางองค์ประกอบภาพให้ได้ตามกฎ-3-ส่วน" width="450" height="282" /></p>
<p>** เรื่องของกฎ 3 ส่วน เป็นที่นิยมกันมากในหมู่นักถ่ายภาพ บางครั้งอาจจะทำให้ภาพที่เราถ่ายออกมา ซ้ำๆกับภาพของคนอื่นๆ หรือภาพที่เห็นกันอยู่ทั่วๆไปตามเวบไซต์หรือโปสการ์ด อย่างไรก็ตาม มือใหม่ทุกคนควรจะฝึกวางองค์ประกอบภาพให้ได้ตามกฎ 3 ส่วน เสียก่อน หลังจากนั้นเมื่อเริ่มชำนาญมากขึ้น จึงค่อยหาแนวทางวาง<br />
องค์ประกอบภาพในแบบที่ตัวเองถนัดอีกที</p>
<ul>
<li><strong>ความสมดุล</strong></li>
</ul>
<p>เรื่องของความสมดุล เป็นหลักการทางศิลปะที่มีมานานแล้ว เนื่องจากการมองสิ่งต่างๆของคนเรามักจะมีความรู้สึกพอใจกับสิ่งที่มีสองด้านเท่าๆกัน เช่น ตาชั่ง ที่มีแขนข้างซ้ายและขวา คนเราที่มี 2 แขน หนังสือ ที่มีหน้าซ้ายและขวา ฯลฯ หากมีด้านใดด้านหนึ่งที่ขาดหายไป ก็มักจะทำให้เรารู้สึกขัดๆ หรือแปลกๆ ภาพถ่ายก็เช่นกัน โดยปกติ เราควรรักษาความสมดุลภายในภาพถ่ายของเรา ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-5641" title="ความสมดุลย์ของการถ่ายภาพ" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/01/ความสมดุลย์ของการถ่ายภาพ.jpg" alt="ความสมดุลย์ของการถ่ายภาพ" width="450" height="300" /><br />
<strong>สมดุล แบบ วัตถุ ซ้าย ? ขวา เท่ากัน</strong></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-5643" title="สมดุลแบบน้ำหนักของแสงสี" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/01/สมดุลแบบน้ำหนักของแสงสี.jpg" alt="สมดุลแบบน้ำหนักของแสงสี" width="450" height="299" /><br />
<strong>สมดุลแบบน้ำหนักของแสงสี</strong></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-5644" title="สมดุลแบบจำนวน" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/01/สมดุลแบบจำนวน.jpg" alt="สมดุลแบบจำนวน" width="450" height="299" /><br />
<strong>สมดุลแบบจำนวน</strong></p>
<p>แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้เป็นข้อห้ามตายตัวเสมอไป ว่าภาพถ่ายของเราต้องมีความสมดุล ซ้ายขวา บางครั้งภาพถ่ายที่มีวัตถุหรือจุดสนใจอยู่ด้านใดด้านหนึ่ง โดยทิ้งพื้นที่อีกด้านเอาไว้โล่งๆ ก็ดูดีได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของช่างภาพเป็นสำคัญ บางคนเรียกการจัดภาพลักษณะนี้ว่า การจัดภาพที่ไม่สมดุล</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-5646" title="หากรอบให้ภาพ" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/01/หากรอบให้ภาพ.jpg" alt="หากรอบให้ภาพ" width="450" height="300" /><br />
<strong>การหากรอบให้กับภาพ</strong></p>
<p>เป็นเทคนิคการจัดองค์ประกอบยอดนิยม บางครั้งก็เรียกว่าการวางฉากหน้าให้กับภาพ วิธีการก็คือ หาวัตถุ หรือองค์ประกอบบางอย่าง วางเป็นฉากหน้า หรือกรอบให้กับภาพที่เราถ่าย ดังเช่นตัวอย่าง</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-5648" title="กรอบของภาพ" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/01/กรอบของภาพ.jpg" alt="กรอบของภาพ" width="450" height="300" /></p>
<p>มีข้อควรระวังในการวางกรอบหรือฉากหน้าให้กับภาพก็คือ ระวังอย่าให้กรอบหรือฉากหน้าเด่นกว่าตัวแบบเรา เราอาจจะชดเชยแสงให้ตัวกรอบหรือฉากหน้า อันเดอร์หรือมืดลง เพื่อลบรายละเอียดออกไปก็ได้? และอย่าวางกรอบให้ใหญ่หรือกินพื้นที่ของภาพมากเกินไป</p>
<h3>2.จังหวะ</h3>
<p>หมายถึง จังหวะในการถ่ายภาพ เป็นสิ่งที่เราควรให้ความสนใจมากเช่นกัน จังหวะของภาพก็คือ ช่วงเวลาที่เรากดชัตเตอร์เพื่อเก็บภาพนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นภาพพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น ภาพนกกำลังบิน ภาพคนกำลังกระโดดลงน้ำ ภาพสุนัขกำลังคาบสิ่งของ จังหวะของภาพถ่าย ส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของคนดู ให้เราลองเปรียบเทียบระหว่าง ภาพนกที่กำลังบินโฉบลงมาคาบปลา กับนกที่กำลังบินอยู่เฉยๆ สองภาพนี้มีจังหวะที่แตกต่างกัน อารมณ์ความรู้สึกต่างกัน ภาพแรกย่อมให้อารมณ์ที่ดีกว่า ทั้งที่เป็นภาพนกเหมือนๆกัน เนื่องจากได้จังหวะที่สำคัญ การถ่ายภาพให้ได้จังหวะที่ดีๆนั้น ต้องถามตัวเองก่อนว่าเราตั้งใจจะถ่ายอะไร เช่น ถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้น ก็ควรไปเฝ้ารอตั้งแต่เช้ามืด ถ่ายภาพกีฬา ก็ต้องคอยโอกาสที่สำคัญ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-5651" title="จังหวะของภาพ" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/01/จังหวะของภาพ.jpg" alt="จังหวะของภาพ" width="450" height="299" /></p>
<p>เช่น นักฟุตบอลกำลังกระโดดแย่งโหม่งลูก หรือผู้รักษาประตูกำลังพุ่งปัดลูก เป็นต้น เมื่อเรารู้ความต้องการของเราแล้ว จึงค่อยวางแผนว่าควรจะจับภาพตอนไหน ถึงจะดึงอารมณ์ของภาพออกมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งบางครั้งก็เป็นเรื่องที่ยาก เพราะจังหวะที่ดีๆ บางทีก็เกิดขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน ต้องอาศัยโชคอยู่บ้าง ช่างภาพจึงควรมีความอดทน มีความพร้อมทั้งตัวเราเองและอุปกรณ์ กล้องถ่ายภาพที่มีระบบถ่ายภาพต่อเนื่อง หรือ Burst-shot จะช่วยได้มาก ควรเช็คอุปกรณ์ให้เรียบร้อย เพราะหากถึงเวลาจริงๆขึ้นมา เจอจังหวะเหมาะๆ แต่กล้องกลับขัดข้องไม่สามารถจับไว้ได้ทัน ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก</p>
<blockquote><p>สำหรับองค์ประกอบที่เหลือ ติดตามต่อได้ในฉบับหน้านะครับ สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังครับ</p></blockquote>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความโดย : monotrendy</p>
<p>ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></strong></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=5637&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>10 เทคโนโลยีของกล้อง DSLR (ที่น่าจะมีสักที) ในปี 2010</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/10-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-dslr.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/10-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-dslr.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Dec 2009 04:51:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[digital life style]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyles]]></category>
		<category><![CDATA[DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบวัดแสง]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีกล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=5360</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ก่อนอื่นก็ต้องขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ กับเพื่อนๆกันล่วงหน้าก่อนเลยนะครับ เผลอแป๊บเดียวใกล้จะสิ้นปีอีกแล้ว วันเวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆเลย ในช่วงระยะหลายปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่กล้อง DSLR ได้รับความนิยมกันในหมู่ช่างภาพอย่างกว้างขวาง เทคโนโลยีด้านต่างๆของกล้อง DSLR ก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ
ทั้งทางด้านความละเอียด ระบบการทำงานรวมไปถึงลูกเล่นต่างๆที่แต่ละค่ายงัดออกมาเกทับกันอย่างเมามัน และถึงแม้ว่ากล้อง DSLR จะดูไฮโซ ดูล้ำยุคเพียงใด แต่เชื่อหรือไม่ครับว่ายังมีเทคโนโลยีอีกหลายอย่าง ที่กล้องคอมแพคของคุณป้าคนข้างๆเค้าเหนือกว่าเราอีกนะ ว่าแล้วก็ลองมาดูกันนะครับว่าในปีหน้า (หรือปีต่อๆไป) มีเทคโนโลยีใดบ้างที่มีแนวโน้มว่าจะนำมาใช้ในกล้อง DSLR
1.จอทัชสกรีน
จอทัชสกรีนไม่ใช่ระบบแปลกใหม่ของกล้องดิจิตอล เพราะที่ผ่านมาก็มีกล้องคอมแพคที่ใช้จอระบบสัมผัสให้เห็นกันอยู่แล้วหลายรุ่น เช่น SONY DSC N1, SAMSUNG NV100 HD, CANON IXUS 200IS เป็นต้น ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2F10-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2584%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587-dslr.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ก่อนอื่นก็ต้องขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ กับเพื่อนๆกันล่วงหน้าก่อนเลยนะครับ เผลอแป๊บเดียวใกล้จะสิ้นปีอีกแล้ว วันเวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆเลย ในช่วงระยะหลายปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่กล้อง DSLR ได้รับความนิยมกันในหมู่ช่างภาพอย่างกว้างขวาง เทคโนโลยีด้านต่างๆของกล้อง DSLR ก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ</p>
<p><span id="more-5360"></span>ทั้งทางด้านความละเอียด ระบบการทำงานรวมไปถึงลูกเล่นต่างๆที่แต่ละค่ายงัดออกมาเกทับกันอย่างเมามัน และถึงแม้ว่ากล้อง DSLR จะดูไฮโซ ดูล้ำยุคเพียงใด แต่เชื่อหรือไม่ครับว่ายังมีเทคโนโลยีอีกหลายอย่าง ที่กล้องคอมแพคของคุณป้าคนข้างๆเค้าเหนือกว่าเราอีกนะ ว่าแล้วก็ลองมาดูกันนะครับว่าในปีหน้า (หรือปีต่อๆไป) มีเทคโนโลยีใดบ้างที่มีแนวโน้มว่าจะนำมาใช้ในกล้อง DSLR</p>
<h3>1.จอทัชสกรีน</h3>
<p>จอทัชสกรีนไม่ใช่ระบบแปลกใหม่ของกล้องดิจิตอล เพราะที่ผ่านมาก็มีกล้องคอมแพคที่ใช้จอระบบสัมผัสให้เห็นกันอยู่แล้วหลายรุ่น เช่น SONY DSC N1, SAMSUNG NV100 HD, CANON IXUS 200IS เป็นต้น แต่สำหรับกล้อง DSLR นั้นจอระบบสัมผัสยังคงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตามองและคิดว่าในไม่ช้าจะต้องถูกนำลงมาใส่ในกล้อง DSLR ด้วยอย่างแน่นอน เพราะการเปลี่ยนมาใช้การควบคุมกล้องแบบจอสัมผัสมีข้อดีมากมาย เช่น ทำให้สามารถออกแบบกล้องได้<br />
กระทัดรัดกว่าเดิม แถมยังสามารถขยายหน้าจอ LCD ให้กว้างขึ้นอีกเพราะ ไม่ต้องเผื่อพื้นที่ให้วางปุ่ม เนื่องจากปุ่มควบคุมด้านหลังถูกย้ายไปอยู่ในจอเรียบร้อยแล้ว<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5361" title="touchscreen" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/touchscreen.jpg" alt="touchscreen" width="450" height="335" /></p>
<h3>2.เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้</h3>
<p>จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถแนบภาพที่เราเพิ่งถ่ายไปกับอีเมล์ แล้วส่งไปให้เพื่อนฝูงหรือคนรู้จักที่อยู่ในอีกมุมหนึ่งของโลกได้โดยไม่ต้องพึ่งคอมพิวเตอร์อีกต่อไป เทคโนโลยีเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบไร้สายและฟังก์ชั่นการส่งภาพผ่านทางอีเมล์<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5364" title="เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต01" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต01.jpg" alt="เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต01" width="200" height="150" /><img class="alignnone size-full wp-image-5365" title="เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต02" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต021.jpg" alt="เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต02" width="200" height="150" /></p>
<p>ก็มีอยู่ในกล้องคอมแพคบางรุ่นแล้วเหมือนกัน การนำมาใช้ในกล้อง DSLR ด้วยจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่ายากและคาดว่าต้องมาแน่นอน</p>
<h3>3.GPS แบบ Built-in</h3>
<p>ปัจจุบันนี้กล้อง DSLR สามารถระบุพิกัดตำแหน่งที่เราถ่ายภาพได้ โดยการอาศัยอุปกรณ์เสริมที่ใช้รับสัญญาณจากดาวเทียม ข้อมูลพิกัดก็จะถูกบันทึกลงไปในภาพถ่าย หากนำไปใช้ร่วมกับโปรแกรมที่รองรับก็สามารถเปิดแผนที่แสดงให้เห็นได้เลยว่าภาพนี้ถูกถ่ายตรงตำแหน่งใดบนพื้นโลกใบนี้ ปัญหาสำคัญของอุปกรณ์ชิ้นนี้ก็คือ ?มันแพง? นั่นเอง เช่นเจ้า GP-1 อุปกรณ์รับสัญญาณ GPS ของนิคอนตัวเล็กกว่าแบตเตอรีกล้องเสียอีกแต่มีราคาเกือบหมื่น ซึ่งแพงเกินกว่าประโยชน์ที่ได้รับ (ทั้งๆที่กล้องคอมแพคเค้ามี GPS ในตัวกันแล้ว) ทำให้ผู้ที่อยากจะลองใช้ฟีเจอร์นี้ต้องส่ายหัวไปตามๆกัน บางคนถึงกับลงทุนไปซื้อตัว GPS แบบที่เก็บ log ตำแหน่งได้อย่างเดียวซึ่งมีราคาถูกกว่าแล้วนำข้อมูล GPS ที่เก็บได้เอามาซิงค์กับภาพทีหลังในคอมพิวเตอร์ซึ่งก็ยุ่งยากอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่แน่ เพราะช่วงนี้กระแส GPS กำลังมาแรงอีกไม่นานคาดว่าค่ายผู้ผลิตกล้องอาจจะเริ่มสนใจนำเทคโนโลยี GPS นี้ใส่ลงมาให้กับกล้องโดยที่ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเลยก็เป็นได้<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5366" title="GPS" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/GPS.jpg" alt="GPS" width="384" height="251" /></p>
<h3>4.Video in DSLR</h3>
<p>เป็นเรื่องที่ฮือฮากันอย่างมากเลยทีเดียวกับการเปิดตัวของ Nikon D90 กล้อง DSLR ตัวแรกของโลกที่สามารถถ่ายวิดีโอได้ และนั่นถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับกล้อง DSLR ยี่ห้ออื่นๆที่ต้องถ่ายวิดีโอได้เช่นกัน แต่มันก็แจ่มจริงๆนั่นแหละ หากใครเคยลองถ่ายวิดีโอด้วยกล้อง DSLR แล้วจะพบว่ามันคนละเรื่องกับการใช้กล้อง วิดีโอพวกแฮนดี้แคมถ่ายเลย ไหนจะเรื่องของมิติของภาพ ความคมชัดได้เดปฯ (ความชัดลึก) ยังกะใช้กล้องถ่ายหนังตัวเป็นล้านถ่าย แถมยังสามารถเปลี่ยนเลนส์ช่วงต่างๆเพื่อเปลี่ยนมุมมองให้ภาพดูน่าสนใจมากขึ้นด้วย ทำให้สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า เทคโนโลยีวิดีโอสำหรับกล้อง DSLR นี่ไม่ได้ถูกใส่มาเป็นแค่ไม้ประดับ แต่มันต้องมีโอกาสพัฒนาได้ไกลอีกแน่นอน ต้องคอยดูว่าผู้ผลิตจะใส่ลูกเล่นอะไรเพิ่มเข้ามาในอนาคต</p>
<h3>5.หน่วยความจำในตัวกล้อง</h3>
<p>ทั้งๆที่ราคาของเมมโมรีการ์ดแบบต่างๆก็ถูกลงมากแล้ว ทำมั้ยทำไมผู้ผลิตกล้อง DSLR ถึงยังไม่ยอมใส่หน่วยความจำฉุกเฉินไว้ในตัวกล้องสักที เพราะในการถ่ายภาพหลายๆครั้งที่เรากดกันเพลินจนการ์ดเต็ม แต่ช็อตสำคัญๆดันชอบมาตอนนั้นพอดี ครั้นจะให้ลบภาพที่ถ่ายไปก็ลังเล นี่ก็จะเอา นั่นก็จะเก็บไว้ เลยอดได้ช็อตเด็ดๆไปซะงั้น จะดีมากๆเลยหากในกล้อง DSLR มีหน่วยความจำในตัวสัก 512- 1 Gb ก็ยังดี เผื่อให้ช่างภาพเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินเวลาเจอช็อตเด็ดๆตอนการ์ดเต็มอย่างที่บอกจะได้ไม่พลาดโอกาสเก็บภาพงามๆไป<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5367" title="memory-cards" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/memory-cards.jpg" alt="memory-cards" width="424" height="282" /></p>
<h3>6.Dynamic range ของเซ็นเซอร์ที่ดีขึ้น</h3>
<p>แม้ว่า Dynamic range ของกล้อง DSLR ในปัจจุบันจะถูกพัฒนาให้ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับกล้องรุ่นเก่าๆ แต่มันก็ยังห่างไกลกับสิ่งที่ตาคนเรามองเห็นได้เยอะมาก นั่นจึงเป็นที่มาของข้อจำกัดเวลาที่เราต้องถ่ายภาพที่มีคอนทราสต์สูงๆ เช่น ภาพย้อนแสง เราต้องเลือกว่าจะเก็บส่วนมืดแล้วปล่อยให้ส่วนสว่างขาวเวอร์หรือจะเก็บส่วนสว่างแต่ส่วนมืดดำสนิท ไม่งั้นก็ต้องใช้อุปกรณ์เสริม เช่น แฟลช รีเฟลค หรือจะถ่ายหลายๆภาพแล้วเอามาซ้อนด้วย Photoshop ภายหลัง เซ็นเซอร์ของกล้อง DSLR ในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะมีช่วงการรับแสงหรือ Dynamic range ที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่แน่ว่าอีกหน่อยกล้อง DSLR อาจถ่ายภาพออกมาได้เหมือนกับที่ตาเห็นก็เป็นได้ (แต่คงอีกนาน)</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-5378" title="nikon_d3x_cad" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/nikon_d3x_cad1.jpg" alt="nikon_d3x_cad" width="450" height="231" /></p>
<h3>7.ระบบวัดแสงที่ไม่ยึดติดกับสีเทา 18%</h3>
<p>ระบบวัดแสงของกล้อง DSLR ในปัจจุบันยังคงมีหลักการเดียวกับกล้องฟิล์มในสมัยก่อน คือยังใช้การวัดแสงโดยอิงจากค่าการสะท้อนสีเทา 18% ทำให้เวลาจะถ่ายภาพทีนึงเราก็ต้องมานั่งเลือกว่าจะวัดแสงตรงไหน ชดเชยแสงอย่างไรดี ซึ่งบางครั้งก็ถูกมั่งไม่ถูกมั่ง ทำให้ภาพเสียเยอะมาก อย่ากระนั้นเลย ช่วยคิดระบบวัดแสงแบบที่รับรู้สีสันและความสว่างเหมือนที่ตาคนเห็น พร้อมกับคำนวณค่ารูรับแสงและสปีดชัตเตอร์ที่เหมาะสมให้ด้วยกันเลย เวลาถ่ายภาพจะได้เอาเวลาไปหามุมมองหรือสนใจเรื่ององค์ประกอบมากกว่านั่งคำนวณค่าการสะท้อนแสง ไม่แน่ว่าลูกหลานของเราในอนาคตที่เป็นช่างภาพ? อาจจะไม่รู้จักกับคำว่าสีเทา 18% เลยก็เป็นได้</p>
<h3>8.บอดี้กันน้ำ (จริงๆ)</h3>
<p>ผู้ผลิตกล้องในระดับโปรฯส่วนใหญ่ มักจะโฆษณาสรรพคุณว่ากล้องรุ่นนั้นๆกันฝุ่นและละอองน้ำได้ (บางเจ้าก็บอกว่ากันความชื้น) แต่ยังไม่เห็นมีสักรายที่บอกว่ากันน้ำได้แบบเต็มๆคำ ทำให้เวลาเรานำกล้องไปใช้งานในสภาพสมบุกสมบัน เช่นฝนตกปรอยๆ หรือหมิ่นเหม่จะโดนน้ำเนี่ย มักจะไม่มั่นใจเลยว่า ไอ้คำว่าละอองน้ำของผู้ผลิตกับละอองฝนที่เราเจออยู่เนี่ย มันระดับเดียวกันมั้ย แล้วเกิดถ้าเราเอากล้องออกไปตากฝนถ่ายแล้วกล้องเจ๊งขึ้นมา ผู้ผลิตก็ไม่รับผิดชอบอยู่ดี<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5376" title="บอดี้กันฝุ่นและกันน้ำ" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/บอดี้กันฝุ่นและกันน้ำ1.jpg" alt="บอดี้กันฝุ่นและกันน้ำ" width="330" height="312" /><br />
เพราะไม่อยู่ในเงื่อนไขการประกัน (อย่าลืมกลับไปอ่านคู่มือกล้องดีๆด้วยนะ) ดังนั้นเทคโนโลยีการผลิตที่น่าจะมีได้แล้วก็คือ การซีลกล้องแบบให้แน่นหนาสุดๆจนสามารถกันน้ำได้จริงๆ ไม่ต้องถึงขนาดเอาลงไปถ่ายใต้น้ำได้หรอก แค่ขอให้ใช้ถ่ายกลางฝนตกหรือเดินถ่ายในวันสงกรานต์ได้อย่างมั่นใจก็พอแล้วครับ</p>
<h3>9.พอสักทีกับความละเอียดที่มากเกินจำเป็น</h3>
<p>ยุคนี้ไม่ใช่ยุคที่ต้องมาแข่งขันกันเรื่องความละเอียดกันอีกแล้วครับ ถามหน่อยว่ามีสักกี่คนที่ถ่ายภาพออกมาแล้วนำไปอัดขนาด A3 ทุกภาพ (ไม่นับมืออาชีพนะ) กล้อง DSLR ทุกวันนี้ต่างก็เปิดตัวมาด้วยความละเอียดที่สูงเกินความจำเป็นแล้ว ทั้งๆที่เราๆท่านๆส่วนใหญ่ถ่ายภาพเสร็จก็เก็บลงคอมเอาไว้ นานๆถึงจะเอามาโพสต์ให้คนอื่นดูสักที การอัดความละเอียดเป็นสิบล้านกว่าพิกเซลลงบนเซนเซอร์ขนาดกะจิ๊ดริดเดียว นอกจากจะทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่จนเปลืองเมมโมรีแล้ว จำนวน Noise หรือจุดรบกวนก็มากตามไปด้วย</p>
<h3>10.ไฟล์ RAW ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน (สักที)</h3>
<p>ณ ตอนนี้ผู้ผลิตกล้องแต่ละค่ายต่างก็ซุ่มพัฒนาไฟล์ RAW ในรูปแบบของตัวเองโดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเท่าใดนัก เพราะต่างค่ายต่างก็มีมาตรฐานของตนเอง ดังนั้นเราจึงเห็นว่าไฟล์ RAW ของกล้องแต่ละยี่ห้อไม่สามารถนำมาเปิดด้วยโปรแกรมเดียวกันได้และถึงแม้ว่าจะมีซอฟต์แวร์บางตัวที่สามารถอ่านไฟล์ RAW ได้อย่างไม่เลือกค่าย เช่น Lightroom หรือ Capture one แต่ภาพที่ได้ก็ไม่ค่อยจะถูกใจคนถ่ายนักเพราะไม่สวยเท่าเปิดจากซอฟต์แวร์ที่แถมมากับกล้อง การที่ไฟล์ RAW ไม่มีมาตรฐานกลางนี่ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดดูด้วยโปรแกรมดูภาพทั่วๆไปไม่ได้ ต้องใช้โปรแกรมของผู้ผลิตกล้องเท่านั้น<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5377" title="RAW-File" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/12/RAW-File1.jpg" alt="RAW-File" width="450" height="217" /><br />
ปัญหาในการจัดเก็บไฟล์ในอนาคตหากมีการเปลี่ยนฟอร์แมตล่ะ แล้วไฟล์ RAW เก่าๆที่เก็บไว้จะเอาไปเปิดกับโปรแกรมอะไร รวมไปถึงการทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ต่างๆ เช่น เครื่องพิมพ์ก็ไม่สามารถรองรับไฟล์ RAW ได้โดยตรงเพราะมันไม่มีมาตรฐานนั่นเอง ค่าย Adobe เองก็เคยเสนอฟอร์แมต DNG โดยหวังจะให้เป็นฟอร์แมตมาตรฐานในการจัดเก็บไฟล์ภาพถ่ายแบบที่ไม่มีการสูญเสียข้อมูล แต่ค่ายผู้ผลิตกล้องส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมรับในมาตรฐานนี้ ผู้ใช้งานเองก็คงต้องรอดูต่อไป และหวังว่าสักวันในอนาคตคงจะมีมาตรฐานไฟล์ RAW ให้ใช้กันแบบไม่เลือกค่ายสักที</p>
<blockquote><p>ต้องรอดูกันต่อไปล่ะครับว่า กล้อง DSLR รุ่นใหม่ๆที่ออกมาในอนาคต จะมีสักกี่ตัวได้สเป็คที่เราหวังไว้นี้ ช่วงหยุดยาว<br />
ปีใหม่นี้ขอให้เที่ยวให้สนุก พักผ่อนให้สบาย ถ่ายภาพให้ได้ภาพสวยๆกันทุกคนนะครับ และที่สำคัญ เมาไม่ขับนะครับ <img src='http://www.dplusmag.com/wp-includes/images/smilies/icon_wink.gif' alt=';)' class='wp-smiley' /> </p></blockquote>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความโดย : monotrendy</strong></p>
<p>ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=5360&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/10-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-dslr.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคการแพนกล้อง</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 16 Nov 2009 09:22:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[magazine]]></category>
		<category><![CDATA[กดชัตเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง SLR]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายภาพเคลื่อนไหว]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการแพนกล้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=4910</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ฉบับที่แล้วผมติดค้างเพื่อนๆเรื่องของการแพนกล้องเอาไว้ การแพนกล้องถ้าพูดกันในแง่ของการถ่ายวิดีโอ ก็คงจะหมายถึงการที่เราหันกล้องขนานไปกับทิศทางของวัตถุที่เราจะถ่าย ในแง่ของการถ่ายภาพนิ่งแล้วก็ไม่ต่างกันครับ เพียงแต่เมื่อใช้เทคนิคนี้กับการถ่ายภาพนิ่ง ภาพที่ได้ก็จะมีลักษณะที่ผสมกันระหว่าง ภาพเคลื่อนไหว กับ ภาพที่หยุดนิ่ง สร้างความน่าสนใจให้กับภาพถ่ายของเราได้เป็นอย่างดี ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าภาพที่ถ่ายจากเทคนิคการแพนกล้องเป็นยังไง ลองดูภาพตัวอย่างภาพนี้ก่อนครับ
เพื่อนๆคงจะเห็นว่าจากภาพตัวอย่าง ตัวของวัตถุที่เราจะถ่ายนั้นดูชัดเจนจนเกือบเหมือนจะหยุดนิ่ง แต่ลักษณะของฉากหลังกลับดูเบลอแสดงถึงการเคลื่อนไหว เมื่อมารวมกันในภาพเดียวแล้วก็สื่อให้เห็นถึงความมี Movement หรือการเคลื่อนไหวในภาพได้เป็นอย่างดี เทคนิคนี้จึงเหมาะในการนำมาใช้ถ่ายสิ่งที่เคลื่อนไหว เพื่อที่จะสื่อให้เห็นว่าวัตถุนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วเพียงใด ในขณะเดียวกันผู้ชมภาพก็ต้องเห็นวัตถุตัวที่กำลังเคลื่อนไหวด้วยว่าเป็นอะไรหรือมีสีหน้า ท่าทางอย่างไร ซึ่งลำพังการใช้เทคนิคเปิดชัตเตอร์เป็นเวลานานอย่างเดียวจะไม่สามารถจับภาพวัตถุให้อยู่นิ่งได้ (ภาพวัตุจะเบลอไปหมด) หรือการใช้ชัตเตอร์เร็วๆก็จะหยุดการเคลื่อนที่ของวัตถุให้หยุดนิ่ง ไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหว

การแพนกล้องมีเทคนิคง่ายๆคือ การหันกล้องไปยังทิศทางที่วัตถุเคลื่อนมา ในขณะที่กดชัตเตอร์ลงก็ให้หันกล้องขนานไปยังทิศทางเดียวกับวัตถุด้วย ในจังหวะที่ม่านชัตเตอร์เปิดเพื่อรับแสงและปิดลง คือจังหวะที่เราหมุนกล้องก็จะทำให้ได้ภาพฉากหลังที่เป็นเส้นสายมีความเคลื่อนไหว ตรงข้ามกับตัวของวัตถุที่คมชัด

หากใช้สปีดชัตเตอร์ที่สูงเกินไป จะจับภาพวัตถุให้หยุดนิ่งจนดูเหมือนไม่มีการเคลื่อนไหว
ในทางกลับกัน หากใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำเกินไป ภาพจะเบลอจนมองไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร
การเลือกใช้ความชัตเตอร์ก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยปกติความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสมในการแพนกล้องก็คือที่ประมาณ 1/15 ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ฉบับที่แล้วผมติดค้างเพื่อนๆเรื่องของการแพนกล้องเอาไว้ การแพนกล้องถ้าพูดกันในแง่ของการถ่ายวิดีโอ ก็คงจะหมายถึงการที่เราหันกล้องขนานไปกับทิศทางของวัตถุที่เราจะถ่าย ในแง่ของการถ่ายภาพนิ่งแล้วก็ไม่ต่างกันครับ เพียงแต่เมื่อใช้เทคนิคนี้กับการถ่ายภาพนิ่ง ภาพที่ได้ก็จะมีลักษณะที่ผสมกันระหว่าง ภาพเคลื่อนไหว กับ ภาพที่หยุดนิ่ง สร้างความน่าสนใจให้กับภาพถ่ายของเราได้เป็นอย่างดี ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าภาพที่ถ่ายจากเทคนิคการแพนกล้องเป็นยังไง ลองดูภาพตัวอย่างภาพนี้ก่อนครับ<span id="more-4910"></span><br />
เพื่อนๆคงจะเห็นว่าจากภาพตัวอย่าง ตัวของวัตถุที่เราจะถ่ายนั้นดูชัดเจนจนเกือบเหมือนจะหยุดนิ่ง แต่ลักษณะของฉากหลังกลับดูเบลอแสดงถึงการเคลื่อนไหว เมื่อมารวมกันในภาพเดียวแล้วก็สื่อให้เห็นถึงความมี Movement หรือการเคลื่อนไหวในภาพได้เป็นอย่างดี เทคนิคนี้จึงเหมาะในการนำมาใช้ถ่ายสิ่งที่เคลื่อนไหว เพื่อที่จะสื่อให้เห็นว่าวัตถุนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วเพียงใด ในขณะเดียวกันผู้ชมภาพก็ต้องเห็นวัตถุตัวที่กำลังเคลื่อนไหวด้วยว่าเป็นอะไรหรือมีสีหน้า ท่าทางอย่างไร ซึ่งลำพังการใช้เทคนิคเปิดชัตเตอร์เป็นเวลานานอย่างเดียวจะไม่สามารถจับภาพวัตถุให้อยู่นิ่งได้ (ภาพวัตุจะเบลอไปหมด) หรือการใช้ชัตเตอร์เร็วๆก็จะหยุดการเคลื่อนที่ของวัตถุให้หยุดนิ่ง ไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหว</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-4912" title="เทคนิคการแพนกล้อง" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/เทคนิคการแพนกล้อง.jpg" alt="เทคนิคการแพนกล้อง" width="450" height="299" /></p>
<p>การแพนกล้องมีเทคนิคง่ายๆคือ การหันกล้องไปยังทิศทางที่วัตถุเคลื่อนมา ในขณะที่กดชัตเตอร์ลงก็ให้หันกล้องขนานไปยังทิศทางเดียวกับวัตถุด้วย ในจังหวะที่ม่านชัตเตอร์เปิดเพื่อรับแสงและปิดลง คือจังหวะที่เราหมุนกล้องก็จะทำให้ได้ภาพฉากหลังที่เป็นเส้นสายมีความเคลื่อนไหว ตรงข้ามกับตัวของวัตถุที่คมชัด<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-4913" title="การตั้งค่าสปีดชัตเตอร์" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/การตั้งค่าสปีดชัตเตอร์.jpg" alt="การตั้งค่าสปีดชัตเตอร์" width="450" height="299" /></p>
<blockquote><p>หากใช้สปีดชัตเตอร์ที่สูงเกินไป จะจับภาพวัตถุให้หยุดนิ่งจนดูเหมือนไม่มีการเคลื่อนไหว<br />
ในทางกลับกัน หากใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำเกินไป ภาพจะเบลอจนมองไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร</p></blockquote>
<p>การเลือกใช้ความชัตเตอร์ก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยปกติความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสมในการแพนกล้องก็คือที่ประมาณ 1/15 ? 1/125 วินาที ขึ้นอยู่กับความเร็วของวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ ถ้าเคลื่อนที่ช้าๆ เช่นคนเดิน รถเข็นหรือเด็กวิ่ง ก็ใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ไม่สูงมาก แต่หากเป็นรถวิ่งเร็วๆหน่อยก็ต้องเพิ่มความเร็วชัตเตอร์ตามไปด้วย อันนี้ไม่มีสูตรตายตัวต้องไปลองงมๆดูเองครับ บอกได้พอเป็นแนวทาง ส่วนโหมดที่แนะนำก็คือโหมด Tv,S เพราะเป็นโหมดที่ให้เราควบคุมความเร็วชัตเตอร์ได้อย่างอิสระ</p>
<p>อีกเรื่องที่สำคัญก็คือการโฟกัสภาพครับแนะนำให้ใช้โฟกัสแบบจุดเดียว ไม่ต้องใช้แบบติดตามวัตถุนะครับเพราะกล้องอาจจะจับวัตถุได้ช้าหรือจับพลาดเป้า เอาแบบจุดกลางจุดเดียวบ้านๆนี่แหละ กะจังหวะให้พอวัตถุวิ่งผ่านมาได้ระยะหน่อยก็ให้กดโฟกัสและกดชัตเตอร์ถ่ายลงไป พร้อมๆกับเอี้ยวหมุนตัวไปตามทิศทางของวัตถุด้วย (เอี้ยวตัวนะครับ ไม่ใช่เดินหรือวิ่งตามวัตถุ ขาควรอยู่กับที่) จนกว่าชัตเตอร์จะเปิด-ปิดเสร็จจึงค่อยหยุดเอี้ยวครับ บางคนอาจจะใช้วิธีโฟกัสไปตรงตำแหน่งที่ต้องการล่วงหน้า (โดยอาสโฟกัสไปที่พื้นถนนตรงที่คาดว่าวัตถุจะวิ่งผ่าน) แล้วปรับเป็น MF เมื่อวัตถุเคลื่อนมายังจุดที่โฟกัสล่วงหน้าแล้วจึงค่อยกดชัตเตอร์ ก็ได้เหมือนกัน อันนี้แล้วแต่ความถนัดครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-4915" title="ภาพแสดงเทคนิคแพนกล้อง" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/11/ภาพแสดงเทคนิคแพนกล้อง.jpg" alt="ภาพแสดงเทคนิคแพนกล้อง" width="460" height="585" /><br />
เทคนิคการแพนกล้องหลักๆก็มีแค่นี้แหละครับ ที่เหลือก็แค่นำไปฝึกฝนบ่อยๆ เราก็จะชำนาญแล้วมองออกเองครับ ว่าวัตถุเคลื่อนที่เร็วเท่านี้ ควรใช้ความเร็วชัตเตอร์เท่าใดจึงจะพอดี จากนั้นอาจนำไปประยุกต์กับเทคนิคอื่นๆเพิ่มเติม เช่นเอียงกล้องเพื่อให้ได้มุมแปลกๆ หรือการยิงแฟลชช่วย ยังไงก็ลองไปฝึกใช้งานดูนะครับ สำหรับฉบับนี้ต้องขอลาไปก่อน สวัสดีครับผม ;P</p>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความโดย monotrendy</strong></p>
<p>ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=4910&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Samsung Omnia Q : The New One QWERTY Smart Phone</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/gadget-review/samsung-omnia-q-the-new-one-qwerty-smart-phone.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/gadget-review/samsung-omnia-q-the-new-one-qwerty-smart-phone.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Sep 2009 13:37:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Gadget Review]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[mobile]]></category>
		<category><![CDATA[Samsung Omnia Q]]></category>
		<category><![CDATA[The New One QWERTY Smart Phone]]></category>
		<category><![CDATA[มือถือซัมซุง]]></category>
		<category><![CDATA[ออมเนีย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=4049</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
เห็นจะหนีไม่พ้นกระแสความแรงของ? BlackBerry เข้าอีกหนึ่งเจ้า สำหรับค่ายโทรศัพท์ยักษ์ใหญ่นามซัมซุง ที่ปล่อยโทรศัพท์รุ่นใหม่แบบ Smart Phone พร้อมคีบอร์ด แบบ QWERTY (Full QWERTY Keyboard) สไตล์ BB ที่กลับมาฮอตฮิตติดแชทอีกครั้ง งานนี้ไม่รู้จะอยู่หรือจอด มามะไปดูกัน 
Omnia Q เป็นโทรศัพท์รูปแบบ Smart Phone ตัวเครื่องสีโทนน้ำตาลประกายบรอนซ์ แอบดูหรูหรานิดๆ มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows Mobile? 6.1 Standard ใช้ CPU ประมวลผลที่ความเร็ว 528 MHz ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fgadget-review%2Fsamsung-omnia-q-the-new-one-qwerty-smart-phone.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p style="text-align: left;">เห็นจะหนีไม่พ้นกระแสความแรงของ? BlackBerry เข้าอีกหนึ่งเจ้า สำหรับค่ายโทรศัพท์ยักษ์ใหญ่นามซัมซุง ที่ปล่อยโทรศัพท์รุ่นใหม่แบบ Smart Phone พร้อมคีบอร์ด แบบ QWERTY (Full QWERTY Keyboard) สไตล์ BB ที่กลับมาฮอตฮิตติดแชทอีกครั้ง งานนี้ไม่รู้จะอยู่หรือจอด มามะไปดูกัน <span id="more-4049"></span></p>
<address>Omnia Q เป็นโทรศัพท์รูปแบบ Smart Phone ตัวเครื่องสีโทนน้ำตาลประกายบรอนซ์ แอบดูหรูหรานิดๆ มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows Mobile? 6.1 Standard ใช้ CPU ประมวลผลที่ความเร็ว 528 MHz บวกด้วยหน่วยความจำตัวเครื่องขนาด 272 MB แถมยังรองรับหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card ที่ใส่ความจุได้สูงสุดถึง 16 GB ส่วนเรื่องพลังงาน Omnia Q ก็มีใช้อย่างสบายๆ โดยให้แบตเตอรีมาตรฐานความจุ 1,480 mAh พร้อมด้วยเซนเซอร์วัดแสงด้านหน้าช่วยประหยัดพลังงานอีกทางหนึ่ง</address>
<p style="text-align: left;"><img class="size-full wp-image-4051 aligncenter" title="Samsung-B7320" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/09/Samsung-B7320.jpg" alt="Samsung-B7320" width="332" height="316" /></p>
<p>จอแสดงผลแนวนอนแบบ TFT-LCD 65,536 สี ขนาด 320 x 240 พิกเซล (2.4 นิ้ว) ให้ภาพสีสวยสดใส สมชื่อซัมซุง พร้อมสั่งการผ่านปุ่มควมคุม 5 ทิศทาง ซอฟต์คีย์ และคีย์บอร์ดแบบ QWERTY ที่สะดวกในการพิมพ์ป้อนข้อมูล เช่น ส่ง SMS พิมพ์ E-mail หรือจะแชทตามกระแส ก็ย่อมทำได้ดี ไม่มีตกเทรนด์</p>
<address style="text-align: left;">ตัวเครื่องใช้ได้กับระบบเครือข่ายแบบ Quadband (GSM 850/900/1800/1900 MHz) และ UMTS 850/1900/2100 MHz? และเครือข่ายรับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูงอย่าง HSDPA 3.6 Mbps ส่วนระบบเชื่อมต่อก็มีมาให้ครบถ้วน อย่างไม่มีตกหล่น ไม่ว่าจะเป็น WiFi 802.11b/g,? Bluetooth?, USB v2.0, รองรับชุดหูฟังแบบ A2DP, เล่นอินเทอร์เน็ตบน xHTML/WAP 2.0 Browser</address>
<p style="text-align: left;">นอกจากนี้ัยังรองรับ RSS Reader, Windows Live, Facebook สุดฮิต และเชื่อมต่อผ่านระบบเครือข่าย 3G, HSCSD, EDGE และ GPRS ได้ด้วย (แต่เครือข่าย 3G ในบ้านเราก็ยังคงใช้ได้แค่เพียงบางพื้นที่เท่านั้น)<br />
<img class="size-full wp-image-4052 aligncenter" title="กล้องดิจิตอล-samsung-omnia-q" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/09/กล้องดิจิตอล-samsung-omnia-q.jpg" alt="กล้องดิจิตอล-samsung-omnia-q" width="332" height="316" /></p>
<address>กล้องดิจิตอลของ Omnia Q ตัวนี้มีความละเอียดที่ 3.2 ล้านพิกเซล ถ่ายได้ทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว พร้อมกับลูกเล่นปรับแต่งกล้อง เช่น ปรับแสง สี ขนาดของภาพ หรือโหมดการถ่ายภาพนิ่งแบบต่างๆ เป็นต้น และยังมีกล้องหน้าที่เอาไว้ใช้ Video Call ด้วย </address>
</p>
<p style="text-align: left;">จากภาคฮาร์ดแวร์ มาดูภาคซอฟต์แวร์กันบ้าง ที่เห็นเด่นเป็นสง่าเลยก็คงจะเป็นความหลากหลายของการปรับแต่ง Home Screen ที่มีให้เลือกมากถึง 11 แบบ โดยเฉพาะแบบ Samsung WizPro ที่มีแถบ Widgets ด้านข้าง ซึ่งประกอบไปด้วย เมนู Home, Contact ให้เรากำหนดโทรด่วนได้ 8 รายชื่อ, Music เครื่องเล่นเพลง, Photo แสดงรูปต่างๆ และ Shortcuts ที่เราสามารกำหนดทางลัดสำหรับแอพพลิเคชั่นได้ 8 แอพฯ และยังสามารถเลือกสี Color Scheme ได้ ถึง 16 สีทีเดียว สำหรับแบบอื่นๆก็สามารถไปลองปรับแต่งกันได้<br />
<img class="size-full wp-image-4053 aligncenter" title="ขนาด-ความกว้าง-สูง-ของ-samsung-omnia-Q" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/09/ขนาด-ความกว้าง-สูง-ของ-samsung-omnia-Q.jpg" alt="ขนาด-ความกว้าง-สูง-ของ-samsung-omnia-Q" width="307" height="268" /></p>
<p>ส่วนของแอพพลิเคชั่นพื้นฐานก็มีมาครบตามสไตล์ Windows Mobile เช่น Internet Explorer, Windows Media, FM Radio (ใจดีมีวิทยุมาให้ด้วย), รองรับ Java แอพพลิเคชั่น รวมไปถึงงานด้านเอกสาร ก็มีแอพพลิเคชั่น Office Mobile และ Adobe reader LE มาให้ แต่คงจะช่วยเหลืออะไรได้ไม่มาก (แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลยจริงมั้ย?)? ส่วนนอกเหนือจากที่มีมาให้ก็สามารถหาแอพพลิเคชั่นอื่นๆที่ต้องการมาลงเพิ่มได้
</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-4054 aligncenter" title="Samsung-omnia q" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/09/2.jpg" alt="2" width="420" height="121" /></p>
<p>ท้ายสุดและสุดท้าย Omnia Q ก็คงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง ที่อาจจะถูกตาต้องใจผู้ใช้ที่ต้องใช้คีย์บอร์ดป้อนข้อมูลบ่อยๆ ซึ่งก็ถือว่าทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง อาจมีอาการอืดๆมึนๆบ้าง ตามประสาของ Smart Phone แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้? ส่วนเรื่องพื้นฐานอื่นๆ เช่น พิมพ์ SMS เล่นแชท add mail ก็ทำได้ดีพอควร ต้องยกความดีความชอบให้กับคีบอร์ด QWERTY ของเขานั่นแหละ (สำหรับใครที่ไม่เคยใช้อาจจะต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยนิดหน่อย)</p>
<blockquote><p>ส่วนความสามารถอื่นๆก็ครอบคลุมพื้นฐานการทำงานที่ Smart Phone ปัจจุบันควรจะมี ใครที่รัก Windows Mobile แบบเดิมๆ และไม่อยากไปซบอก BB ด้วยค่าตัวหมื่นนิดๆ แลกกับความสามารถรอบตัวก็ถือว่าคุ้มอยู่นะ!</p></blockquote>
<p style="text-align: right;">บทความโดย : Thanakorn P.</p>
<p style="text-align: right;">ขอบคุณ<img class="size-full wp-image-4055   alignright" title="samsung" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/09/samsung.jpg" alt="samsung" width="91" height="31" /></p>
<p style="text-align: right;">
<p style="text-align: right;">
<p style="text-align: right;">

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=4049&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/gadget-review/samsung-omnia-q-the-new-one-qwerty-smart-phone.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โซนี่เปิดตัวกล้องอัลฟ่าใหม่พร้อมกัน 3 รุ่น</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/news-digital-technology-update/sony-digital-camera.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/news-digital-technology-update/sony-digital-camera.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Sep 2009 06:52:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[News Arrival]]></category>
		<category><![CDATA[What's On]]></category>
		<category><![CDATA[alpha]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[sony]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องถ่ายรูปโซนี่]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องโซนี่]]></category>
		<category><![CDATA[อัลฟ่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=3797</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เปิดตัวกล้อง  (อัลฟ่า) รุ่นล่าสุด พร้อมกันอีก 3 รุ่น ได้แก่รุ่น 500, 550 และ 850 โดยในแต่ละรุ่นมาพร้อมกับเทคโนโลยีและระบบการทำงานที่พัฒนาขึ้นล่าสุด ที่จะช่วยเพิ่มสมรรถนะในการถ่ายภาพให้กับผู้ใช้งานไปอีกระดับ
ด้วยการปรับปรุง Quick AF Live View เข้ากับระบบ Face Detection และ Smile Shutter พร้อมความละเอียดระดับ 12.3 ล้านพิกเซล ในรุ่น 500 และ 14.2 ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fnews-digital-technology-update%2Fsony-digital-camera.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เปิดตัวกล้อง <img class="alignnone size-full wp-image-3798" title="a" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/09/a.bmp" alt="a" /> (อัลฟ่า) รุ่นล่าสุด พร้อมกันอีก 3 รุ่น ได้แก่รุ่น <img title="a" src="../wp-content/uploads/2009/09/a.bmp" alt="a" />500, <img title="a" src="../wp-content/uploads/2009/09/a.bmp" alt="a" />550 และ <img title="a" src="../wp-content/uploads/2009/09/a.bmp" alt="a" />850 โดยในแต่ละรุ่นมาพร้อมกับเทคโนโลยีและระบบการทำงานที่พัฒนาขึ้นล่าสุด ที่จะช่วยเพิ่มสมรรถนะในการถ่ายภาพให้กับผู้ใช้งานไปอีกระดับ<span id="more-3797"></span></p>
<p>ด้วยการปรับปรุง <strong>Quick AF Live View เข้ากับระบบ Face Detection</strong> และ Smile Shutter พร้อมความละเอียดระดับ 12.3 ล้านพิกเซล ในรุ่น <img title="a" src="../wp-content/uploads/2009/09/a.bmp" alt="a" />500 และ 14.2 ล้านพิกเซล? ในรุ่น <img title="a" src="../wp-content/uploads/2009/09/a.bmp" alt="a" />550 ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเก็บภาพรอยยิ้มด้วยกล้อง D-SLR ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงรุ่น <img title="a" src="../wp-content/uploads/2009/09/a.bmp" alt="a" />850 ที่มีความละเอียดระดับ 24.6 ล้านพิกเซล และเซนเซอร์รับภาพ Exmor? CMOS แบบ Full-frame ซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่ใช้ในกล้อง <img class="alignnone" title="a" src="../wp-content/uploads/2009/09/a.bmp" alt="a" width="14" height="11" />900 จึงให้ภาพที่มีรายละเอียดสมจริงราวกับมีชีวิตได้อย่างน่าอัศจรรย์</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-3799" title="กล้องโซนี่-อัลฟ่า" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/09/กล้องโซนี่-อัลฟ่า.jpg" alt="กล้องโซนี่-อัลฟ่า" width="431" height="314" /></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=3797&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/news-digital-technology-update/sony-digital-camera.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เก็บกล้องและเลนส์อย่างไร ให้ถูกวิธี</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/lens-and-camera.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/lens-and-camera.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Aug 2009 10:01:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[camera lens]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[Lens]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาเลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[เลนส์กล้อง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=2915</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ช่วงนี้อากาศบ้านเราค่อนข้างแปรปรวน เดี๋ยวก็ฝนตก เดี๋ยวก็แดดออก ยิ่งมีข่าวการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธ์ใหม่อีก ถ้าไม่ระวังสุขภาพให้ดีก็อาจป่วยได้ง่ายๆ กล้องก็เหมือนกัน มาเจอสภาพอากาศในบ้านเราแบบนี้ ถ้าเก็บไม่ดีก็มีสิทธิ์รวนได้เช่นกัน know how ฉบับนี้มาพร้อมกับทิปเล็กๆน้อยๆในการดูแลสุขภาพกล้องและเลนส์ให้ถูกวิธีซึ่งหลายๆคนอาจจะยังไม่รู้กันนะครับ
กล้องไม่ชอบความร้อน ความชื้น และฝุ่นละออง
ข้อนี้ใครๆก็รู้กัน และในคู่มือกล้องก็มีบอกไว้อยู่แล้ว ว่าควรเก็บกล้องให้ห่างจากความร้อนสูง ความชื้นและฝุ่นละออง เพราะกล้องก็เหมือนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วๆไป ที่ประกอบด้วยแผงวงจรที่ซับซ้อน ความร้อนความชื้นและฝุ่นสามารถทำอันตรายกับชิ้นส่วนต่างๆเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นโลหะ ผมเห็นบางคนชอบเก็บกล้องไว้ในกระเป๋ากล้องอยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้ว่าเป็นวิธีที่ผิด เพราะกระเป๋ากล้องเป็นผ้าหนาๆ มักเก็บกักความชื้นเอาไว้ แถมยังมีฝุ่นเกาะอยู่ตามซอกหลืบต่างๆอีก เป็นอันตรายกับตัวกล้องและเลนส์เป็นอย่างยิ่ง
วิธีที่ถูกต้องคือ เมื่อไม่ใช้งานแล้ว ควรนำกล้องออกมาจากกระเป๋าทันที สามารถเอาวางไว้บนโต๊ะทำงานในอุณหภูมิทั่วไปได้? หรือถ้าจะให้ดี ควรหาซื้อกล่องพลาสติกที่ใช้ถนอมอาหารแบบที่มีระบบ Air-lock (หาซื้อได้ตามแผนกเครื่องครัว บนห้างทั่วๆไป ราคาไม่กี่ร้อย ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2Flens-and-camera.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ช่วงนี้อากาศบ้านเราค่อนข้างแปรปรวน เดี๋ยวก็ฝนตก เดี๋ยวก็แดดออก ยิ่งมีข่าวการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธ์ใหม่อีก ถ้าไม่ระวังสุขภาพให้ดีก็อาจป่วยได้ง่ายๆ กล้องก็เหมือนกัน มาเจอสภาพอากาศในบ้านเราแบบนี้ ถ้าเก็บไม่ดีก็มีสิทธิ์รวนได้เช่นกัน know how ฉบับนี้มาพร้อมกับทิปเล็กๆน้อยๆในการดูแลสุขภาพกล้องและเลนส์ให้ถูกวิธีซึ่งหลายๆคนอาจจะยังไม่รู้กันนะครับ<span id="more-2915"></span></p>
<h2>กล้องไม่ชอบความร้อน ความชื้น และฝุ่นละออง</h2>
<p>ข้อนี้ใครๆก็รู้กัน และในคู่มือกล้องก็มีบอกไว้อยู่แล้ว ว่าควรเก็บกล้องให้ห่างจากความร้อนสูง ความชื้นและฝุ่นละออง เพราะกล้องก็เหมือนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วๆไป ที่ประกอบด้วยแผงวงจรที่ซับซ้อน ความร้อนความชื้นและฝุ่นสามารถทำอันตรายกับชิ้นส่วนต่างๆเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นโลหะ ผมเห็นบางคนชอบเก็บกล้องไว้ในกระเป๋ากล้องอยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้ว่าเป็นวิธีที่ผิด เพราะกระเป๋ากล้องเป็นผ้าหนาๆ มักเก็บกักความชื้นเอาไว้ แถมยังมีฝุ่นเกาะอยู่ตามซอกหลืบต่างๆอีก เป็นอันตรายกับตัวกล้องและเลนส์เป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>วิธีที่ถูกต้องคือ เมื่อไม่ใช้งานแล้ว ควรนำกล้องออกมาจากกระเป๋าทันที สามารถเอาวางไว้บนโต๊ะทำงานในอุณหภูมิทั่วไปได้? หรือถ้าจะให้ดี ควรหาซื้อกล่องพลาสติกที่ใช้ถนอมอาหารแบบที่มีระบบ Air-lock (หาซื้อได้ตามแผนกเครื่องครัว บนห้างทั่วๆไป ราคาไม่กี่ร้อย และมีหลายขนาดให้เลือก) ซึ่งช่วยกันอากาศ ความชื้นและฝุ่นจากภายนอกไม่ให้เข้ามาในกล่องได้ การเลือกซื้อกล่องชนิดนี้ ควรเลือกใบที่ขนาดใหญ่ๆหน่อย เผื่อไว้สำหรับใส่อุปกรณ์อื่นๆเช่น เลนส์ เมมโมรี่การ์ด ห</p>
<p>รือถ้าใครมีอุปกรณ์เยอะแยะมากมาย ก็อาจจะลงทุนซื้อตู้กันชื้นมาใช้เก็บอุปกรณเหล่านี้ แต่ราคาของตู้กันชื้นก็จะแพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน มีตั้งแต่หลายพันไปจนถึงหมื่น ขึ้นอยู่กับขนาดความจุ ข้อดีของตู้กันชื้นก็คือ สามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้อยู่ในช่วงที่ปลอดภัยกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ซิลิก้าเจล เพียงแต่ต้องใช้ไฟฟ้าในการทำงานด้วย ถ้าใครมีเลนส์แพงๆเยอะๆผมแนะนำให้ซื้อตู้กันชื้นมาเก็บจะดีกว่าครับ</p>
<h2>เลนส์ก็ไม่ชอบความชื้นเช่นกัน</h2>
<p>การเก็บเลนส์ก็เหมือนกับการเก็บกล้อง สิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษสำหรับเลนส์ก็คือ ความร้อนและความชื้น โดยเฉพาะความชื้น จะเป็นตัวเร่งให้เชื้อราที่มีอยู่ตามอากาศ และบังเอิญหลุดรอดเข้าไปภายในกระบอกเลนส์ เกิดการแพร่ขยาย บนชิ้นเลนส์ ทำให้เลนส์แพงๆของเราเกิดความเสียหายได้</p>
<p>การระวังไม่ให้เลนส์ขึ้นรา ก็มีหลักการง่ายๆคล้ายๆกับการเก็บกล้อง คือควรหากล่องสุญญากาศมาใส่ไว้ (จะใส่รวมกับกล้องก็ได้) และควรหาซื้อซิลิก้าเจล ซึ่งเป็นสารดูดความชื้น ลักษณะเป็นเม็ดสีใสๆ สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายเคมีภัณฑ์ทั่วไป มีขายเป็นกระปุกๆละไม่กี่บาท จะถูกกว่าเราไปซื้อแบบเป็นซองจากร้าน</p>
<p>วิธีใช้งานก็คือ ตักซิลิก้าเจลมาใส่ในถุงพลาสติกแบบใส สัก2-3 ช้อนชา หรือจะเอามาใส่ในซองใส่ยาเม็ดแบบที่ได้จากร้านขายยา อย่าลืมเจาะรูเล็กๆให้ทั่วถุง เพื่อให้สามารถดูดความชื้นได้ดี จากนั้นจึงใส่ถุงซิลิก้าเจลลงไปในกล่องสุญญากาศด้วย ตัวซิลิก้าเจลจะช่วยดูดความชื้นที่หลงเหลือตามตัวกล้องและเลนส์ออกไป</p>
<p>ส่วนการดูระดับความชื้นที่เหมาะสม ต้องอาศัยอุปกรณ์วัดที่เรียกว่า Hygrometer หาซื้อได้ที่ร้านศึกษาภัณฑ์ บางรุ่นจะวัดอุณหภูมิได้ด้วย ราคาไม่กี่ร้อย? ไปจนถึงพันบาทแล้วแต่คุณภาพ? เลือกซื้อแบบเป็นเข็มที่ไม่แพงมากก็พอใช้ได้ครับ เอา Hygrometer ใส่ลงไปในกล่องด้วย ทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมงแล้วลองดูค่าความชื้นที่วัดได้</p>
<p>ความชื้นที่เหมาะสมในการเก็บกล้องควรจะอยู่ที่ 40 ถึง 50 บวกลบได้นิดหน่อย แต่ไม่ควรสูงเกิน 70 (ชื้นมาก) และต่ำเกิน 30 (อากาศแห้งมาก) นะครับ ถ้าชื้นมาก ก็อาจจะต้องเพิ่มซิลิก้าเจลลงไปอีก ถ้าแห้งมากไปก็แสดงว่าใส่ซิลิก้าเจลมากเกินไป ต้องเอาออกบ้าง (ไม่งั้นพวกส่วนที่เป็นยางของกล้องและเลนส์จะเสื่อมง่าย)</p>
<p>ส่วนซิลิก้าเจล ก็จะมีลิมิตในการดูดความชื้นเช่นเดียวกัน คือเมื่อมันดูดความชื้นจนเต็มแล้ว มันจะเปลี่ยนสีจากเดิม เช่นหากใช้ซิลิก้าเจลบลู ซึ่งเป็นสีน้ำเงิน เมื่อมันดูดความชื้นเต็มที่แล้ว จะเปลี่ยนเป็นสีชมพูใสๆ เราต้องนำออกมาพึ่งแดดจัดๆ หรือจะนำไปอบไล่ความชื้นออกจนมันกลายเป็นเม็ดสีฟ้าเหมือนเดิม จึงจะสามารถนำกลับมาใช้ได้อีก อย่าลืมตรวจดูตรงจุดนี้ด้วยนะครับ (ใครที่ใช้ตู้ดูดความชื้นก็จะสะดวกตรงที่ไม่ต้องมานั่งเช็คสีซิลิก้าเจลนี่แหละ)</p>
<h2>อุปกรณ์ป้องกันกล้องยามออกทริป</h2>
<p>หากเราต้องออกทริปเดินทางไกลไปในป่า บนดอย หรือที่ที่ชื้นมากหลายวันล่ะ จะทำยังไงถ้าไม่มีกล่องสุญญากาศไปด้วย ข้อนี้ผมแนะนำว่า ให้พกถุงพลาสติกแบบที่เป็น Zip lock ไปด้วย หรือถ้าไม่มีก็ใช้ถุงใสธรรมดาๆแทนก็ได้ เมื่อไม่ใช้กล้องแล้ว ก็เอากล้องและเลนส์ใส่ลงไปในถุง ใส่ซิลิก้าเจลและตัววัดความชื้นไว้ด้วย จากนั้นก็ปิดให้สนิท ถ้าเป็นถุงใสก็ใช้หนังยางรัดถุงไว้ให้ดี ไม่ให้อากาศเข้า เอาวางไว้ภายในอุณหภูมิห้อง ก็เพียงพอแล้วครับ</p>
<blockquote><p>เป็นยังไงบ้างครับ กับทิปในการเก็บรักษากล้องที่ผมนำมาฝาก ทำไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ ถ้าเทียบกับการปกป้องกล้องและเลนส์ราคาแพงของเราแล้ว ลงทุนกับการเก็บรักษาก็ถือว่าคุ้มค่าเลยทีเดียว ดูแลรักษาสุขภาพกล้องและเลนส์กันแล้วก็อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองด้วยนะครับ เดี๋ยวจะไม่มีแรงออกไปถ่ายภาพกัน</p></blockquote>
<p><strong>บทความ: monotrendy</strong><br />
<strong>ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy</strong><br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=2915&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/lens-and-camera.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แบกเป้เที่ยวญี่ปุ่น แบบไม่ง้อทัวร์</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/travel-guide-travel-tips/japan-travel-trips.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/travel-guide-travel-tips/japan-travel-trips.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Aug 2009 09:42:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[The Trip]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[japan]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ที่พักในญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยวญี่ปุ่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=2954</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ญี่ปุ่น? เมืองแห่งเทคโนโลยีไฮเทคสุดล้ำ และธรรมชาติอันสวยงามตระการตา จากเหนือจรดใต้ นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังเป็นบ้านเกิดของเหล่าตัวการ์ตูนน่ารักๆ ที่เราคุ้นตากันดี ญี่ปุ่นคือประเทศในฝันของใครหลายๆคนที่อยากไปเยือนสักครั้ง ในชีวิตนี้ ผมเองก็เช่นกัน แต่ การไปท่องเที่ยวครั้งนี้ แน่นอนว่าไม่มีการง้อทัวร์ เพราะไม่อยากตะลอนแบบเท้าแตะพื้นได้ 10 นาทีแล้ววิ่งขึ้นรถ? อยากจะเที่ยวน้อยๆแต่เที่ยวนานๆ มากกว่า ก็เลยตัดสินใจวางโปรแกรมเดินทางเองทั้งหมด ถึงแม้จะขลุกขลักไปบ้าง แต่ก็น่าจะมันส์และมันส์กว่า ส่วนจะเป็นยังไงนั้น ลองไปดูกันครับ
จุดเริ่มต้นของการเดินทางในญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมเลือกเที่ยวในแถบคันไซ (ภาคตะวันตก) ซึ่งมีเมืองศูนย์กลางชื่อคุ้นหูคือ โอซาก้า นั่นเอง ทันทีที่ล้อเครื่องบินแตะถึงพื้น ฝนฟ้าก็พร้อมใจกันตกลงมาต้อนรับการเดินทางของผมทันที แม้จะทำใจว่าต้องเจอฝนบ้างก็เถอะ แต่ไม่คิดว่าฝนที่นี่จะตกได้ตกดี ตกปรอยๆทั้งวัน ไม่ยอมให้เห็นพระอาทิตย์เลย
โปรแกรมท่องเที่ยววันนี้จึงต้องปรับเปลี่ยนเป็นโปรแกรมช้อปปิ้งแทน เป้าหมายของผมในวันนี้คือ ห้าง ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Ftravel-guide-travel-tips%2Fjapan-travel-trips.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ญี่ปุ่น? เมืองแห่งเทคโนโลยีไฮเทคสุดล้ำ และธรรมชาติอันสวยงามตระการตา จากเหนือจรดใต้ นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังเป็นบ้านเกิดของเหล่าตัวการ์ตูนน่ารักๆ ที่เราคุ้นตากันดี ญี่ปุ่นคือประเทศในฝันของใครหลายๆคนที่อยากไปเยือนสักครั้ง ในชีวิตนี้ ผมเองก็เช่นกัน แต่ การไปท่องเที่ยวครั้งนี้ แน่นอนว่าไม่มีการง้อทัวร์ เพราะไม่อยากตะลอนแบบเท้าแตะพื้นได้ 10 นาทีแล้ววิ่งขึ้นรถ? อยากจะเที่ยวน้อยๆแต่เที่ยวนานๆ มากกว่า ก็เลยตัดสินใจวางโปรแกรมเดินทางเองทั้งหมด ถึงแม้จะขลุกขลักไปบ้าง แต่ก็น่าจะมันส์และมันส์กว่า ส่วนจะเป็นยังไงนั้น ลองไปดูกันครับ<span id="more-2954"></span></p>
<p>จุดเริ่มต้นของการเดินทางในญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมเลือกเที่ยวในแถบคันไซ (ภาคตะวันตก) ซึ่งมีเมืองศูนย์กลางชื่อคุ้นหูคือ โอซาก้า นั่นเอง ทันทีที่ล้อเครื่องบินแตะถึงพื้น ฝนฟ้าก็พร้อมใจกันตกลงมาต้อนรับการเดินทางของผมทันที แม้จะทำใจว่าต้องเจอฝนบ้างก็เถอะ แต่ไม่คิดว่าฝนที่นี่จะตกได้ตกดี ตกปรอยๆทั้งวัน ไม่ยอมให้เห็นพระอาทิตย์เลย</p>
<p style="text-align: left;">โปรแกรมท่องเที่ยววันนี้จึงต้องปรับเปลี่ยนเป็นโปรแกรมช้อปปิ้งแทน เป้าหมายของผมในวันนี้คือ ห้าง Bic Camera ตั้งอยู่ที่ย่านนัมบะ (Namba) ซึ่งเป็นย่านช้อปปิ้งแหล่งรวมศูนย์การค้าของโอซาก้าเลย</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2962" title="japan_namba" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/japan_namba.jpg" alt="japan_namba" width="476" height="275" /> การเดินทางในโอซาก้า สะดวกมากครับ มีทั้งรถบัส รถรางและรถไฟใต้ดิน ผมซื้อบัตร One-Day Pass ซึ่งสามารถใช้ขึ้นรถไฟใต้ดินและรถบัส ได้ทุกสาย (เฉพาะในตัวเมืองโอซาก้านะ) โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายในหนึ่งวัน ราคาแค่ 850 เยน ซึ่งถือว่าคุ้มมาก เพราะเดินทางเที่ยวนึงก็ราวๆ สองร้อยกว่าเยนแล้ว</p>
<p style="text-align: left;">ห้าง Bic Camera นี้เป็นห้างที่ขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่และมีสาขามากแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นเลยครับ ข้างในนี้มีสินค้าต่างๆเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ (ดีไซน์ล้ำมาก เห็นแล้วอยากสอยมาสักตัว แต่เค้าไม่ขายเครื่องเปล่า แถมซื้อมาก็ใช้กับบ้านเราไม่ได้ซะอีก &#8211; -?) ชั้นบนจะเป็นพวก AV (ไม่ใช่หนัง AV นะ) แต่เป็น Audio-Video พวกเครื่องเสียงและทีวีน่ะครับ แล้วก็มีของเล่น เกมส์ กล้องถ่ายรูป เยอะมากถึงมากที่สุด ส่วนราคาหรือครับ ดูแล้วก็ต้องส่ายหน้าแล้วบอกว่ากลับไปซื้อบ้านเราเถอะครับ<br />
<a href="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/japan1.jpg"><img class="size-full wp-image-3965 aligncenter" title="japan" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/japan1.jpg" alt="japan" width="450" height="299" /></a></p>
<p>ของที่นี่ส่วนใหญ่ถ้าไม่แพงกว่าก็ราคาพอๆกับที่บ้านเราครับ (แต่ส่วนใหญ่จะแพงกว่าและบางรุ่นก็ใหม่กว่าบ้านเราด้วย) แต่ที่ผมสนใจก็คือ พวกของเล่นต่างๆ เช่นรถเหล็ก ชุดรถไฟ และของกระจุกกระจิกของค่าย TOMY ที่นี่จะขายถูกกว่าบ้านเราพอสมควร สุดท้ายก็เลยได้ของเล่นติดมือกลับไปฝากคนที่บ้านแทน (ห้างร้านที่นี่ส่วนใหญ่จะมีระบบสะสมแต้ม เพื่อแลกส่วนลดหรือของแถมด้วยนะครับ ใครที่มาซื้อบ่อยๆก็จะได้ประโยชน์มาก)</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2964" title="japan_toys" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/japan_toys.jpg" alt="japan_toys" width="428" height="284" /><br />
จุดหมายต่อไปของผมก็คือไปดูพวกกล้องและอุปกรณ์ที่ห้างขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกแห่งก็คือ Yodobashi camera ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีโอซาก้าเลย (หรือถ้ามารถไฟใต้ดินก็ลงที่สถานี อูเมดะ : Umeda) บนห้างนี้ก็คล้ายๆกับที่แรก คือมีเครื่องใช้ไฟฟ้าเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางกล้องดิจิตอลและอุปกรณ์เสริมต่างๆ ซึ่งมีเยอะกว่าร้านบนพันทิพย์รวมกันซะอีก</p>
<p>ใครที่อยากได้สินค้าหายาก ที่ไม่มีขายในบ้านเรา มาที่นี่อาจจะเจอได้ไม่ยาก แต่เมื่อดูราคาแล้วก็ต้องทำใจครับ โดยเฉพาะกล้องและเลนส์ เมื่อคำนวณเป็นเงินไทยแล้วก็ตกใจ เพราะแพงกว่าบ้านเราไปเป็นหมื่นเลย ได้แต่เดินคอตกออกมา (ได้มาแค่โบชัวร์กล้องแทน TT)</p>
<p>แต่จุดหมายยังไม่หมดครับ ร้านสุดท้ายที่ผมตั้งใจจะไปดูก็คือ ร้านขายกล้องและอุปกรณ์มือสองที่มีสาขาในญี่ปุ่นเยอะมาก ชื่อร้าน Kitamura ตั้งอยู่อีกฟากของถนนตรงข้าม Yodobashi camera นี่เอง ร้านสาขาโอซาก้านี่จะอยู่บนตึกเล็กๆ ชั้น 4 กับ 5</p>
<p>ผมขึ้นมาที่ชั้น 5 ซึ่งเป็นชั้นอุปกรณ์มือสอง เข้ามาจะเป็นห้องไม่กว้างมากนัก แต่มีกล้องและอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นของมือสองเต็มไปหมด สภาพที่เห็นถือว่าดีมากๆ (แทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นของมือสอง)? สนนราคาเมื่อคำนวณดูแล้วก็พบว่า ถูกกว่าซื้อมือสองที่บ้านเราเสียอีก แถมสภาพก็ดูแทบไม่ออกว่าเป็นของมือสอง คือใหม่มาก? เมื่อลองจนแน่ใจว่าไม่สามารถห้ามกิเลสได้แล้ว ก็ลองต่อราคาดูปรากฏว่ายังลดได้อีกนิดหน่อย (คนขายใจดีครับ ให้ลองเลนส์จนพอใจ แม้คุยกันไม่รู้เรื่องแต่ภาษามือก็ช่วยได้มากเลย) งานนี้เลยได้ถอยเลนส์ระดับเทพในราคามนุษย์เงินเดือน มาสองตัวพร้อมฟิลเตอร์ดีๆมือสอง ในราคาเบาๆกลับออกมา ดีใจได้เสียเงินสักที (ฮา)</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-2968" title="japan_store" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/japan_store.jpg" alt="japan_store" width="427" height="284" /></p>
<p>ถือว่าภารกิจวันแรกบรรลุผลไปด้วยดี ช้อปเพลินจนค่ำ ท้องเริ่มจะหิวแล้วแวะหาราเม็งอร่อยๆกินก่อนกลับที่พัก วันแรกหมดไปกับการช้อปปิ้งครับ (ฝนก็ยังไม่หยุดเลยนะเนี่ย) พรุ่งนี้ตามโปรแกรมจะไปชมวัดวาอารามที่เมืองหลวงเก่า ?เกียวโต? ครับ ไหนๆได้เลนส์มาละ ถือโอกาสพาเลนส์ไปทดสอบด้วยเลย (เผื่อมีปัญหาจะได้เอาไปคืนที่ร้านได้) ส่วนเรื่องราวจะเป็นยังไงติดตามต่อตอนหน้า ; )
</p>
<p style="text-align: right;"><em>บทความโดย monotrendy</em></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=2954&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/travel-guide-travel-tips/japan-travel-trips.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลากวิธี&#8230;เลือกเลนส์ ไปออกทริป</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/camera-lens-buyer-guide.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/camera-lens-buyer-guide.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Apr 2009 12:33:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photo Know How]]></category>
		<category><![CDATA[camera lens]]></category>
		<category><![CDATA[canon]]></category>
		<category><![CDATA[digital camera]]></category>
		<category><![CDATA[digital life style]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyles]]></category>
		<category><![CDATA[free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[ซื้อเลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[เลนส์ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกเลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=623</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ในช่วงอากาศร้อนอย่างนี้ ไม่มีอะไรจะเหมาะไปกว่าการออกเดินทางหาที่เที่ยวเพื่อคลายร้อน ไม่ว่าจะเป็นภูเขา น้ำตก หรือทะเล แน่นอนว่า จะไปเที่ยวทั้งที ก็ต้องพกกล้องติดไปด้วยเพื่อบันทึกภาพสถานที่สวยๆ เก็บไว้ (และเพื่อเป็นหลักฐานว่าไปถึงที่จริงๆ) หลายๆ คนปวดหัวกับการจัดสรรอุปกรณ์ในการถ่ายภาพ เวลาที่ต้องออกเดินทางท่องเที่ยว ทำไมน่ะเหรอครับ?

ก็เพราะว่าลำพังแค่กระเป๋าสัมภาระ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวก็เยอะมากแล้ว ยิ่งต้องมาแบ่งพื้นที่ในการพกพากล้องและเลนส์แบบต่างๆ ที่น้ำหนักไม่ใช่จะเบาๆ หากไม่มีการเลือกสรรอุปกรณ์ที่เหมาะสมแบกไปทั้งหนักๆ อย่างนั้น ประมาณว่า ถ้าขาดเลนส์ไปสักช่วงนึง ชีวิตนี้คงถ่ายภาพไม่ได้อีกต่อไป &#8211; -? อย่างนี้แทนที่จะได้เที่ยวสนุกๆ กลับต้องมาเป็นทุกข์กับการแบกหามแทน know how ฉบับนี้ จึงมีข้อแนะนำดีๆ ในการเลือกเลนส์ที่เหมาะสมสำหรับไปเที่ยวครับ
 
 พกพาอุปกรณ์ไปให้น้อยที่สุด
อย่าลืมว่าจุดประสงค์สำคัญในการออกทริปก็คือ ?การพักผ่อน? ดังนั้น ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fdigital-camera-photography-tips%2Fcamera-lens-buyer-guide.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ในช่วงอากาศร้อนอย่างนี้ ไม่มีอะไรจะเหมาะไปกว่าการออกเดินทางหาที่เที่ยวเพื่อคลายร้อน ไม่ว่าจะเป็นภูเขา น้ำตก หรือทะเล แน่นอนว่า จะไปเที่ยวทั้งที ก็ต้องพกกล้องติดไปด้วยเพื่อบันทึกภาพสถานที่สวยๆ เก็บไว้ (และเพื่อเป็นหลักฐานว่าไปถึงที่จริงๆ) หลายๆ คนปวดหัวกับการจัดสรรอุปกรณ์ในการถ่ายภาพ เวลาที่ต้องออกเดินทางท่องเที่ยว ทำไมน่ะเหรอครับ?</p>
<p><span id="more-623"></span><img class="aligncenter size-full wp-image-1300" title="dsc_0238" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/04/dsc_0238.jpg" alt="dsc_0238" width="350" height="233" /><br />
ก็เพราะว่าลำพังแค่กระเป๋าสัมภาระ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวก็เยอะมากแล้ว ยิ่งต้องมาแบ่งพื้นที่ในการพกพากล้องและเลนส์แบบต่างๆ ที่น้ำหนักไม่ใช่จะเบาๆ หากไม่มีการเลือกสรรอุปกรณ์ที่เหมาะสมแบกไปทั้งหนักๆ อย่างนั้น ประมาณว่า ถ้าขาดเลนส์ไปสักช่วงนึง ชีวิตนี้คงถ่ายภาพไม่ได้อีกต่อไป &#8211; -? อย่างนี้แทนที่จะได้เที่ยวสนุกๆ กลับต้องมาเป็นทุกข์กับการแบกหามแทน know how ฉบับนี้ จึงมีข้อแนะนำดีๆ ในการเลือกเลนส์ที่เหมาะสมสำหรับไปเที่ยวครับ</p>
<p><strong> </strong></p>
<h3><strong> พกพาอุปกรณ์ไปให้น้อยที่สุด</strong></h3>
<p>อย่าลืมว่าจุดประสงค์สำคัญในการออกทริปก็คือ ?การพักผ่อน? ดังนั้น พยายามอย่าพกอะไรไปให้เป็นภาระในการแบกหามให้มากนัก ลองคิดดูว่า ถ้าต้องไปปีนภูเขา ล่องเรือชมเกาะหรือสถานที่ที่ต้องลุยๆ หน่อย ของยิ่งเยอะยิ่งทำให้เดินช้า แทนที่จะมีเวลาเดินชมนกชมไม้ สบายๆ ชิลๆ กลับต้องมาทนทรมานแบกอุปกรณ์กล้องและเลนส์นับสิบกิโล แถมยังต้องมาพะวงกับอุปกรณ์จะเปียกน้ำหรือเปล่า จะเอาไปวางไว้ที่ไหนดีที่จะไม่หาย ฯลฯ แบบนี้ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของเรา จำเอาไว้ว่า เรามาเที่ยว ไม่ได้มาถ่ายภาพไปลงหนังสือ ททท. (แต่ถ้าอยากมาเก็บภาพไปใช้งานจริงจัง ถือว่ายกเว้น)</p>
<h3><strong> เลือกเลนส์ให้เหมาะสม</strong></h3>
<p>จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมอยากจะแนะนำทุกๆ ท่านอย่างมากเลยก็คือ ควรเลือกเลนส์ให้เหมาะกับที่ที่เราจะไป ไม่จำเป็นต้องแบกไปหมดทั้งคลังแสงของเรา (ในกรณีของคนมีตังค์อ่ะนะ) เพราะนอกจากเรื่องของน้ำหนักเลนส์ที่กล่าวมาแล้ว มีน้อยครั้งที่เราจะได้ใช้มันทุกตัวจริงๆ (แล้วจะพกไปทำไมให้เมื่อยไหปลาร้าเนี่ย) เลนส์ยอดนิยมในการออกทริปก็คือ พวกเลนส์มุมกว้างงงงง&#8230; ทั้งหลายแหล่ เช่นช่วง 10-20 , 12-24, 17-40 mm.? เหมาะมากในการเก็บภาพบรรยากาศของสถานที่ โดยเฉพาะท้องทะเล หากใช้เลนส์มุมกว้างถ่าย จะดูอลังการ ยิ่งท้องฟ้าใสๆ มีเมฆสักนิดนึง เลือกช่วงเวลาดีๆ รับรองว่าเอารูปกลับไปอวด เพื่อนๆ ต้องอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถวๆ แบบนี้เลนส์เทเลคงไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ เลนส์ช่วง normal ก็จำเป็นเหมือนกัน เผื่อเอาไว้ใช้ถ่ายภาพเพื่อนฝูงหรือสิ่งของต่างๆ เช่นอาหาร เรือ ต้นไม้ น้ำตก อะไรแบบนี้ แค่นี้ก็คงเพียงพอแล้ว<br />
<img class="aligncenter size-full wp-image-1301" title="d3s_6864-1200" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/04/d3s_6864-1200.jpg" alt="d3s_6864-1200" width="300" height="247" /></p>
<h3>เลือก ?เลนส์ตัวเดียว เที่ยวทั่วโลก?</h3>
<p>เลนส์ประเภทนี้ มักถูกตั้งข้อรังเกียจเดียดฉันท์จากบรรดาโปรฯ อุปกรณ์ทั้งหลายแหล่ เพียงเพราะว่าช่วงซูมมันกว้าง เช่นมีช่วงซูมตั้งแต่ 17-85? หรือ 18-200 mm. คนเหล่านี้พอเห็นช่วงซูมเยอะๆ ก็จะร้องยี้และตู่ไว้ก่อนเลยว่า ให้ภาพห่วย ภาพไม่คม บวม ใช้แล้วดูไม่โปร แต่&#8230;.ใครจะว่ายังไงก็ช่างเค้าเถอะครับ ถ้าคุณมีเลนส์พวกช่วงซูมยาวๆ แบบนี้ ผมแนะนำ (อย่างยิ่ง)เลยว่า เอามันไปด้วยเถอะครับ ใช้เป็นเลนส์ติดกล้องไปเลย รับรองว่าคุณจะเที่ยว+ถ่ายภาพ ได้สนุกมากแน่ๆ เจออะไรก็ซูมเข้าซูมออกถ่ายได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาถอดเปลี่ยนเลนส์ เพราะข้อดีของมันก็คือซูมได้เยอะ ครอบคลุมตั้งแต่ช่วงมุมกว้างไปจนถึงเทเลต้นๆ สะดวกสบายมาก ถ้าถามผมเรื่องคุณภาพ ผมไม่ซีเรียสนะ ใครบอกว่าเลนส์พวกนี้ถ่ายมาแล้วไม่คม แสดงว่าเค้าถ่ายภาพไม่เป็น (ห่วงแต่เรื่องความคม ปรับกล้องไม่เป็นอีกตะหาก) จริงอยู่ที่คุณภาพของมันไม่อาจจะไปทัดเทียมพวกเลนส์เกรดโปรตัวอื่นๆได้ แต่ถ้าใช้มันอย่างถูกต้อง (ปรับรูรับแสงแคบๆ) เอามาปรับแต่งต่ออีกนิดเท่านี้ก็อยู่แล้ว แลกกับความสะดวกสบายในการท่องเที่ยว ดีกว่าเป็นไหนๆ</p>
<h3><strong>ลำบากมากนัก คอมแพคไปเล้ยย</strong></h3>
<p>ไม่ได้กวน แต่พูดจริงๆ หลายครั้ง (อีกเหมือนกัน) ถ้าผมไปเที่ยวแบบชิลๆ กับครอบครัว ผมมักเลือกที่จะพกพาเจ้าจิ๋วแต่แจ๋ว (ดิจิตอลคอมแพค) แค่เพียงตัวเดียว เบาๆใส่กระเป๋าเสื้อหรือคล้องคอไปเที่ยวได้สบายๆ ไม่เปลืองพื้นที่ ใช้งานก็ง่าย หากอยากได้รูปตัวเอง แต่ไม่มีคนถ่ายให้ แค่วานพี่ป้าน้าอา อาซิ้มอาซ้อหรืออาเฮียขายโอเลี้ยงแถวนั้นถ่ายให้ก็ได้ ไม่ต้องสอนปรับโหมดอะไรให้วุ่นวาย ภาพก็ยังออกมาชัดแจ๋วเลย ยิ่งเดี๋ยวนี้ กล้องคอมแพคมันฉลาดจนผมว่ามันแซง DSLR ไปหลายขุมแล้ว แค่กดปุ่มชัตเตอร์ มันก็คำนวนให้เสร็จเลย แถมบางรุ่นยังกันน้ำ+กันกระแทกได้อีก ช่างเหมาะกับการท่องเที่ยวซะจริงๆ ดังนั้น ถ้ามีกล้องคอมแพคอยู่ที่บ้าน พามันไปเที่ยวด้วยเถอะครับ ^^<br />
<img class="aligncenter size-full wp-image-1303" title="12" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/04/12.jpg" alt="12" width="283" height="360" /></p>
<blockquote><p>การถ่ายภาพท่องเที่ยว บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นจะต้องยึดติดว่าจะต้องได้ภาพสวยเทพ เสมอไปหรอกนะครับ อย่าให้อุปกรณ์มาเป็นตัวถ่วงความสุขของเรา เพราะนานทีปีหน กว่าจะลางาน หนีเจ้านายหาเวลาออกมาเที่ยวได้ก็แสนจะยากเย็นแล้ว เอาเวลาไปเที่ยวพักผ่อนให้สุขใจดีกว่า แต่สำหรับใครที่จริงจังกับการถ่ายภาพก็ไม่ว่ากันครับ ของแบบนี้นานาจิตตัง ที่สำคัญ อย่าลืมหาขาตั้งกล้องเบาๆ สักตัว พกไปด้วย เผื่ออยากได้รูปตัวเองกับสถานที่ แต่ไม่มีคนแถวนั้นถ่ายให้ จะได้ไม่ต้องวิ่งหาคนช่วยหรือหาที่วางกล้องครับ ร้อนนี้ขอให้เที่ยวกันให้สนุกนะครับ ;P</p></blockquote>
<p>บทความ : monotrendy<br />
ผลงานล่าสุดของคุณ monotrendy<br />
<a href="http://www2.provision.co.th/index.php?page=shop.product_details&amp;flypage=shop.flypage&amp;product_id=308&amp;category_id=23&amp;manufacturer_id=0&amp;option=com_virtuemart&amp;Itemid=31" target="_blank"><img src="http://www2.provision.co.th/components/com_virtuemart/shop_image/product/4b900ff22f07237873e2c8ec37bff2de.gif" alt="" width="160" height="210" /></a></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=623&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/digital-camera-photography-tips/camera-lens-buyer-guide.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

