<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Digital, Lifestyle and more &#187; smart english</title>
	<atom:link href="http://www.dplusmag.com/tag/smart-english/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dplusmag.com</link>
	<description>Digital Lifestyle magazine</description>
	<lastBuildDate>Wed, 05 Oct 2011 04:36:26 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>“JUST SAY KNOW” TO BOOKS &#8212; เปิดใจให้รักการอ่าน</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/just-say-know-to-books.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/just-say-know-to-books.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Apr 2010 11:09:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>
		<category><![CDATA[digital life style]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyles]]></category>
		<category><![CDATA[english learning]]></category>
		<category><![CDATA[free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[smart english]]></category>
		<category><![CDATA[speak english]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกพูดภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=6313</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
เพื่อให้เข้ากับเทศกาล “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 38 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 8 (38th National Book Fair and 8th Bangkok International Book Fair 2010)” ที่ปีนี้มีประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศรับเชิญเกียรติยศ (Guest of Honor) ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 26 มีนาคม &#8211; 6 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา  Smart English ฉบับนี้ จึงขอเอาใจหนอนหนังสือทุกท่านด้วยการนำวลีและคำคมเด็ดๆที่เกี่ยวกับหนังสือและการอ่านของบรรดาผู้ที่มีชื่อเสียงในศาสตร์และศิลป์แขนงต่างๆรอบโลกมานำเสนอกัน

เริ่มกันที่ประโยคแรกตามแนวคิดของการจัดงานในครั้งนี้ที่ว่า “Reading ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Fjust-say-know-to-books.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>เพื่อให้เข้ากับเทศกาล “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 38 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 8 (38th National Book Fair and 8th Bangkok International Book Fair 2010)” ที่ปีนี้มีประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศรับเชิญเกียรติยศ (Guest of Honor) ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 26 มีนาคม &#8211; 6 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา  Smart English ฉบับนี้ จึงขอเอาใจหนอนหนังสือทุกท่านด้วยการนำวลีและคำคมเด็ดๆที่เกี่ยวกับหนังสือและการอ่านของบรรดาผู้ที่มีชื่อเสียงในศาสตร์และศิลป์แขนงต่างๆรอบโลกมานำเสนอกัน<br />
<span id="more-6313"></span><br />
เริ่มกันที่ประโยคแรกตามแนวคิดของการจัดงานในครั้งนี้ที่ว่า <span style="color: #800000;"><strong>“Reading maketh a full man ~ การอ่านทำให้เป็นคนโดยสมบูรณ์” </strong></span>กันเลยครับ โดยประโยคเต็มๆของมันมีอยู่ว่า <strong></strong></p>
<p><strong></strong><strong><span style="color: #800000;">Reading  maketh a full man, conference a ready man, and writing an exact man.</span></strong></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-6314" title="Francis-Bacon" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/04/Francis-Bacon.jpg" alt="Francis-Bacon" width="204" height="71" /><br />
<strong>— Francis Bacon</strong><br />
การอ่านทำให้เป็นคนที่สมบูรณ์ การเสวนาทำให้เป็นคนที่พร้อม และการเขียนทำให้เป็นคนที่เที่ยงตรง<br />
<strong>— ฟรานซิส เบคอน</strong> นักปรัชญา รัฐบุรุษ นักวิทยาศาสตร์ นักกฎหมาย ทนายความ และนักประพันธ์ชาวอังกฤษ<br />
(22 ม.ค. 1561 – 9 เม.ย. 1626)</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>There are worse crimes than burning books. One of them is not reading them.</strong></span><br />
<strong>— Joseph Brodsky </strong><br />
มีอาชญากรรมมากมายที่เลวร้ายกว่าการเผาหนังสือ หนึ่งนั้นในก็คือการไม่เปิดมันอ่าน<br />
<strong>— โจเซฟ บรอดสกี้ </strong>เอกกวีและนักวรรณคดี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ชาวโซเวียต-รัสเซีย-อเมริกัน<br />
(24 พ.ค. 1940 – 28 ม.ค. 1996)</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>Books are not made for furniture, but there is nothing else that so beautifully furnishes a house.</strong></span><br />
<img class="alignnone size-full wp-image-6318" title="Henry-Ward-Beecher" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/04/Henry-Ward-Beecher.jpg" alt="Henry-Ward-Beecher" width="232" height="53" /><br />
<strong>— Henry Ward Beecher </strong><br />
หนังสือไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นเครื่องแต่งบ้าน แต่ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะสามารถแต่งบ้านได้สวยงามเท่ากับหนังสือ<br />
<strong>— เฮนรี่ วอร์ด บีเชอร์</strong> นักปฏิรูปสังคม นักเคลื่อนไหวเพื่อยุติการมีทาส และนักพูดชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง<br />
(24 มิ.ย. 1813 – 8 มี.ค. 1887)</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>If one cannot enjoy reading a book over and over again, there is no use in reading it at all.</strong></span><br />
<img class="alignnone size-full wp-image-6320" title="Oscar-Wilde-signature" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/04/Oscar-Wilde-signature.gif" alt="Oscar-Wilde-signature" width="187" height="63" /><br />
<strong>— Oscar Wilde </strong><br />
หากใครรู้สึกสนุกไปกับการอ่านหนังสือเล่มหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ได้ ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอ่านหนังสือเล่มนั้น<br />
<strong>— ออสการ์ ไวลด์</strong> นักเขียนบทละคร นักเขียนเรื่องสั้น นักหนังสือพิมพ์ และกวีคนสำคัญชาวไอริช 1 ในผลงานที่มี<br />
ชื่อเสียงของเขาคือนิยายเรื่อง The Picture of Dorian Gray ที่ถูกสร้างเป็นหนัง ในชื่อภาษาไทยว่า “ดอเรียน เกรย์ เทพบุตร สาปอมตะ” (16 ต.ค. 1854 – 30 พ.ย. 1900)<br />
<span style="color: #800000;"><strong><br />
The man who is fond of books is usually a man of lofty thought, and of elevated opinions.</strong></span><br />
<strong>— Christopher Dawson</strong><br />
ผู้ที่รักในการอ่านหนังสือ โดยทั่วไปแล้วคือผู้มีปัญญาสูงส่งและทัศนาเหนือระดับ<br />
<strong>— คริสโตเฟอร์ ดอว์สัน </strong>นักวิชาการอิสระชาวอังกฤษ ผู้ที่แต่งหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ด้านวัฒนธรรมและศาสนาคริสต์หลายเล่ม (ค.ศ. 1889 – 1970)</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>There is more treasure in books than in all the pirates&#8217; loot on Treasure Island and best of all, you can enjoy these riches every day of your life.</strong></span><br />
<img class="alignnone size-full wp-image-6322" title="walt-Disney" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/04/walt-Disney.gif" alt="walt-Disney" width="196" height="71" /><br />
<strong>— Walt Disney</strong><br />
ในหนังสือมีขุมทรัพย์มากกว่าสะดมที่ปล้นมาของพวกโจรสลัดบนเกาะมหาสมบัติเสียอีก และที่สำคัญที่สุด เราสามารถเพลิดเพลินไปกับขุมทรัพย์เหล่านี้ได้ในทุกวันของชีวิต<br />
<strong>— วอล์ต ดิสนีย์</strong> บุคคลสำคัญในวงการผู้ผลิตภาพยนตร์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทค่ายหนัง และเจ้าของสวนสนุกชื่อก้องโลก (5 ธ.ค. 1901 – 15 ธ.ค. 1966)</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>Never trust anyone who has not brought a book with them.</strong></span><br />
<img class="alignnone size-full wp-image-6323" title="Lemony-Snicket" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/04/Lemony-Snicket.gif" alt="Lemony-Snicket" width="252" height="58" /><br />
<strong>— Lemony Snicket </strong><br />
อย่าหลงเชื่อคำคนที่ไม่ได้พกหนังสือติดตัวมาด้วย<br />
<strong>— เลโมนี สนิคเก็ต</strong> นามแฝงของ Daniel Handler นักเขียนนวนิยายชาวอเมริกันที่มีผลงานด้านหนังสือสำหรับเด็กมากมาย โดยเรื่องที่ขายดีและรู้จักกันมากที่สุดคือหนังสือชุด A Series of Unfortunate Events ~ อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย (เกิด 28 ก.พ. 1970)<br />
<span style="color: #800000;"><strong><br />
If we encounter a man of rare intellect, we should ask him what books he reads.</strong></span><br />
<img class="alignnone size-full wp-image-6324" title="Ralph-Waldo-Emerson" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/04/Ralph-Waldo-Emerson.gif" alt="Ralph-Waldo-Emerson" width="163" height="63" /><br />
<strong>— Ralph Waldo Emerson </strong><br />
หากบังเอิญได้มาประสบพบพหูสูต  ให้ถามเขาว่าเขาอ่านหนังสืออะไร<br />
<strong>— ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน</strong> นักประพันธ์ นักแต่งกลอน นักปรัชญา และกวีชาวอเมริกัน (25 พ.ค. 1803 – 27 เม.ย. 1882)<br />
<span style="color: #800000;"><strong><br />
The man who doesn&#8217;t read good books has no advantage over the man who can&#8217;t read them.<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-6326" title="Mark-Twain" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/04/Mark-Twain.gif" alt="Mark-Twain" width="145" height="84" /></strong></span><br />
<strong>— Mark Twain </strong><br />
คนที่ไม่อ่านหนังสือดีๆ ก็หาได้มีอะไรพิเศษกว่าคนที่อ่านหนังสือไม่ออกตรงไหนไม่<br />
<strong>— มาร์ค ทเวน</strong> นามปากกาของ Samuel Langhorn Clemens นักเขียนผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาแห่งวรรณกรรมอเมริกา” 2 ผลงานเลื่องชื่อที่ถือว่าดีที่สุดของมาร์ค ได้แก่ หนังสือ Adventures of Huckleberry Finn และ The Adventures of Tom Sawyer (30 พ.ย. 1835 – 21 เม.ย. 1910)</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>The person who deserves most pity is a lonesome one on a rainy day who doesn&#8217;t know how to read.</strong></span><br />
<img class="alignnone size-full wp-image-6327" title="Benjamin-Franklin" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/04/Benjamin-Franklin.gif" alt="Benjamin-Franklin" width="169" height="80" /><br />
<strong>— Benjamin Franklin </strong><br />
คนที่น่าสงสารที่สุด คือคนไร้เพื่อนในวันฝนพรำที่อ่านหนังสือไม่ออก<br />
<strong>— เบนจามิน แฟรงคลิน</strong> รัฐบุรุษ นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา นักเขียน นักการเมือง และนักประดิษฐ์คนสำคัญ<br />
ของโลกชาวอเมริกัน ผู้ค้นพบประจุไฟฟ้าในชั้นบรรยากาศ และต่อมาได้ประดิษฐ์สายล่อฟ้าขึ้น (17 ม.ค. 1706 – 17 เม.ย. 1790)</p>
<p>ขอขอบคุณ www.wikipedia.org / www.thailandibf.com / www.google.com สำหรับข้อมูลบางส่วนและรูปภาพประกอบ</p>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความ : อโนเชาว์ เพชรรัตน์</strong></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=6313&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/just-say-know-to-books.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Giving Your Advice in English</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/giving-your-advice-in-english.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/giving-your-advice-in-english.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Mar 2010 03:04:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>
		<category><![CDATA[digital life style]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyles]]></category>
		<category><![CDATA[free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[get english]]></category>
		<category><![CDATA[smart english]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนภาษา]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=6114</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ในชีวิตประจำวัน การกล่าวเสนอแนะความคิดเห็นของตัวเองต่อบุคคลอื่นรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นต่อเพื่อนๆ ในเรื่องปัญหาหัวใจ ต่อคนทั่วไปตามท้องถนนเรื่องการขอร้องและให้ความช่วยเหลือ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานที่เป็นชาวต่างชาติในเรื่องงานหรือในที่ประชุม เป็นต้น

เหล่านี้ล้วนแต่เป็นเหตุการณ์ที่หลายๆคนอาจประสบพบเจออยู่บ่อยๆ บางครั้งก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการฝึกรับมือกับสถานการณ์จริงที่อาจเกิดขึ้น คอลัมน์  Smart English ฉบับนี้ ผมจึงขอยกตัวอย่างสำนวนทั่วไปที่ใช้ในการกล่าวแสดงความคิดเห็นของเราต่อบุคคลอื่นอย่างสุภาพเป็นภาษาอังกฤษให้ลองฝึกนำไปใช้กันดูครับ
“Why don’t you…?” 
“ทำไมคุณไม่&#8230;ล่ะ”
&#8220;You really ought to…&#8221; 
“คุณควรจะ/น่าจะ&#8230;นะ” (คำว่า “ought to” นี้อ่านว่า “ออท ทู” มีความหมายเหมือนกับคำว่า “should”
เวลาพูด จะใส่สำเนียงให้เหมือนอย่างในเพลง “อ๊อด อ๊อด” ที่กำลังฮิตติดหูอยู่ในขณะนี้ก็ไม่ผิด  ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Fgiving-your-advice-in-english.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ในชีวิตประจำวัน การกล่าวเสนอแนะความคิดเห็นของตัวเองต่อบุคคลอื่นรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นต่อเพื่อนๆ ในเรื่องปัญหาหัวใจ ต่อคนทั่วไปตามท้องถนนเรื่องการขอร้องและให้ความช่วยเหลือ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานที่เป็นชาวต่างชาติในเรื่องงานหรือในที่ประชุม เป็นต้น<br />
<span id="more-6114"></span><br />
เหล่านี้ล้วนแต่เป็นเหตุการณ์ที่หลายๆคนอาจประสบพบเจออยู่บ่อยๆ บางครั้งก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการฝึกรับมือกับสถานการณ์จริงที่อาจเกิดขึ้น คอลัมน์  Smart English ฉบับนี้ ผมจึงขอยกตัวอย่างสำนวนทั่วไปที่ใช้ในการกล่าวแสดงความคิดเห็นของเราต่อบุคคลอื่นอย่างสุภาพเป็นภาษาอังกฤษให้ลองฝึกนำไปใช้กันดูครับ</p>
<p><strong>“Why don’t you…?” </strong><br />
“ทำไมคุณไม่&#8230;ล่ะ”</p>
<p><strong>&#8220;You really ought to…&#8221; </strong><br />
“คุณควรจะ/น่าจะ&#8230;นะ” (คำว่า “ought to” นี้อ่านว่า “ออท ทู” มีความหมายเหมือนกับคำว่า “should”<br />
เวลาพูด จะใส่สำเนียงให้เหมือนอย่างในเพลง “อ๊อด อ๊อด” ที่กำลังฮิตติดหูอยู่ในขณะนี้ก็ไม่ผิด <img src='http://www.dplusmag.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> )</p>
<p><strong>“You should perhaps…” </strong><br />
“บางทีคุณน่าจะ&#8230;ดูนะ” (เพื่อโชว์ความเหนือ เราจะเล่นกับคำโดยการพูดว่า <span style="color: #ff0000;">“Perhaps you should…” </span><br />
แทนก็ได้ โดยคำว่า Perhaps นี้เป็นคำกริยาวิเศษณ์ (adverb) สามารถสลับตำแหน่งการวางในประโยคได้)</p>
<p><strong>&#8220;If I were you, I would…&#8221; </strong><br />
“ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะ&#8230;”</p>
<p><strong>&#8220;Have you thought about…?&#8221;</strong><br />
“คุณได้ลองคิดเรื่อง&#8230;ดูหรือยัง?” (คำว่า “think about” สามารถใช้คำว่า “consider” แทนได้ มีความหมายว่า คำนึงถึง/พิจารณา โดยต้องเติม –ed ต่อท้ายเพื่อให้อยู่ในรูปของ Past Participle หรือ V. ช่อง 3)</p>
<p><strong>&#8220;You could always…&#8221;</strong><br />
“คุณจะลอง&#8230;ดูก็ได้นี่” (หรือเราจะใช้ว่า “You can always…” แทนก็ได้ ความหมายเดียวกัน แค่ระดับความเป็นทางการของภาษาจะลดทอนลงมานิดหน่อยเท่านั้น จะให้ดีควรใช้พูดกับคนที่สนิทสนมกันมากกว่า)</p>
<p><strong>“It might be a good idea to…”</strong><br />
“เป็นความคิดที่ดีนะที่จะ&#8230;”<br />
<strong><br />
&#8220;In your position, I would…&#8221;</strong><br />
“ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะ&#8230;”</p>
<h3>ตัวอย่างประโยคและการใช้</h3>
<p>หากมีใครมาเปรยหรือบ่นให้เราฟังว่า <span style="color: #ff0000;">“I&#8217;ve been having trouble sleeping through the nights.”</span> “ผมมีปัญหานอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว” เราก็สามารถพูดแนะนำเขาไปได้หลายวิธี โดยดูจากประโยคตัวอย่างต่อไปนี้ เช่น&#8230;</p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>&#8220;You should perhaps play some soft, soothing music that would lull you to sleep.&#8221;</strong></span><br />
“บางทีคุณน่าจะลองเปิดเพลงเบาๆสบายๆเพื่อกล่อมให้ตัวเองหลับดูนะ”</p>
<p><strong><span style="color: #000000;">&#8220;Why don&#8217;t you try drinking a glass of warm milk 15 minutes before going to bed?” </span></strong><br />
“ทำไมคุณไม่ลองดื่มนมอุ่นๆซักแก้ว 15 นาทีก่อนเข้านอนดูล่ะ?”</p>
<p><strong>&#8220;You really ought to avoid drinking drinks containing caffeine, like black tea or chocolate.&#8221;</strong><br />
“คุณน่าจะลองดื่มพวกเครื่องดื่มที่ไม่มีกาเฟอีนเป็นส่วนผสมดูนะ เช่น ชาดำ หรือ ช็อคโกแลต”</p>
<p><strong>&#8220;If I were you, I&#8217;d have your spouse give you a massage just before going to sleep.&#8221;</strong><br />
“ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะให้ภรรยา/สามีนวดให้ก่อนเข้านอนนะ&#8230;”<br />
<strong><br />
&#8220;Have you thought about trying to sleep on your back, not on your side or stomach?&#8221;</strong><br />
“คุณได้ลองคิดเรื่องนอนหงาย แทนที่จะนอนตะแคงหรือนอนคว่ำดูหรือยัง?”</p>
<p><strong>&#8220;You could always go see a doctor if all of the above-mentioned techniques don’t work.&#8221;</strong><br />
“คุณจะลองไปหาหมอดูก็ได้ ถ้าเทคนิคทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นไม่ได้ผล”<br />
<strong><br />
“It might be a good idea to avoid having illuminated bedroom clocks.”</strong><br />
“เป็นความคิดที่ดีนะที่จะไม่มีนาฬิกาที่มีแสงไฟส่องไว้ในห้องนอน”</p>
<p><strong>&#8220;In your position, I would try do some light exercise by taking a short walk before bed.&#8221;</strong><br />
“ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันจะลองออกกำลังกายเบาๆโดยการเดินเป็นระยะทางสั้นๆก่อนเข้านอนนะ”</p>
<p>หวังว่าเนื้อหาสาระในฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณๆผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะครับ และถ้าหากใครสามารถนำไปประยุกต์ใช้จริงในชีวิตประจำวันได้ด้วยแล้วล่ะก็ ถือได้ว่าเป็นขั้นแรกเริ่มในการพัฒนาทักษะการใช้ ภาษาอังกฤษของตัวเองเลยทีเดียว แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ&#8230;</p>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความโดย : อโนเชาว์ เพชรรัตน์</strong></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=6114&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/giving-your-advice-in-english.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Let&#8217;s continue &#8211; Genericized Trademark</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/let%e2%80%99s-continue-english.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/let%e2%80%99s-continue-english.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Feb 2010 09:02:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>
		<category><![CDATA[digital life style]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyles]]></category>
		<category><![CDATA[free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[Genericized Tradmark]]></category>
		<category><![CDATA[smart english]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกพูดภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[สนทนาภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนภาษา]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=5881</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
หลังจากคั่นจังหวะด้วยเรื่องข้อความอวยพรกันไปแล้ว ฉบับนี้กลับมาติดตามเรื่อง &#8220;Genericized Trademark&#8221; กันต่อเลยดีกว่า&#8230;
Scotch Tape (อ่านว่า สก๊อทช์-เท้ป) แปลว่า transparent adhesive tape หรือเทปกาวใสติดกระดาษ ก็คำเดียวกับที่บ้านเรา
ใช้เรียกเช่นกัน จะยี่ห้ออะไรจำเพาะมาเป็นพิเศษก็แล้วแต่ เราก็เรียกว่าสก๊อตเทปกันอยู่ดี ตัวอย่างเช่น

He mended the torn page with Scotch Tape.
เขาซ่อมหน้ากระดาษที่ขาดด้วยสก๊อตเทป

**Trivia: ทราบกันหรือไม่ว่า คำว่า &#8220;สก๊อตเทป&#8221; นี้จริงๆแล้วมีที่มาที่ไปที่ไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่นักหรอกครับ แฝงไว้ด้วยการเหยียดหยามเชื้อชาติเล็กๆ กล่าวคือ เนื่องด้วยต้นทุนการผลิตเทปกาวในขณะนั้นยังมีราคาสูงลิบลิ่ว ทางบริษัท 3M จึงคิดวิธีลดต้นทุนการผลิตด้วยการทากาวเพียงบริเวณขอบบนและล่างของเทปเท่านั้น ลูกค้ารายหนึ่งจึงบ่นฝากไปกับเซลล์แมนของบริษัทว่า ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Flet%25e2%2580%2599s-continue-english.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>หลังจากคั่นจังหวะด้วยเรื่องข้อความอวยพรกันไปแล้ว ฉบับนี้กลับมาติดตามเรื่อง &#8220;Genericized Trademark&#8221; กันต่อเลยดีกว่า&#8230;</p>
<p><strong><span id="more-5881"></span>Scotch Tape</strong> (อ่านว่า สก๊อทช์-เท้ป) แปลว่า transparent adhesive tape หรือเทปกาวใสติดกระดาษ ก็คำเดียวกับที่บ้านเรา<br />
ใช้เรียกเช่นกัน จะยี่ห้ออะไรจำเพาะมาเป็นพิเศษก็แล้วแต่ เราก็เรียกว่าสก๊อตเทปกันอยู่ดี ตัวอย่างเช่น<br />
<span style="color: #0000ff;"><br />
<strong>He mended the torn page with Scotch Tape.</strong></span><br />
เขาซ่อมหน้ากระดาษที่ขาดด้วยสก๊อตเทป<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5882" title="Scotch-Tape" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/02/Scotch-Tape.jpg" alt="Scotch-Tape" width="349" height="306" /></p>
<p><span style="color: #ff0000;">**Trivia: </span>ทราบกันหรือไม่ว่า คำว่า &#8220;สก๊อตเทป&#8221; นี้จริงๆแล้วมีที่มาที่ไปที่ไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่นักหรอกครับ แฝงไว้ด้วยการเหยียดหยามเชื้อชาติเล็กๆ กล่าวคือ เนื่องด้วยต้นทุนการผลิตเทปกาวในขณะนั้นยังมีราคาสูงลิบลิ่ว ทางบริษัท 3M จึงคิดวิธีลดต้นทุนการผลิตด้วยการทากาวเพียงบริเวณขอบบนและล่างของเทปเท่านั้น ลูกค้ารายหนึ่งจึงบ่นฝากไปกับเซลล์แมนของบริษัทว่า ให้บรรดาเจ้านายชาวสก๊อตผู้ขี้เหนียวของเขานั้นทาเทปกาวให้เต็มทั้งแผ่น ไม่ใช่แค่ที่ขอบ ดังนั้นคำว่า &#8220;สก๊อตเทป&#8221; จึงถูกใช้เรียกผลิตภัณฑ์ตัวนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ &#8211;&#8221;</p>
<p><strong>Wite-Out</strong> (อ่านว่า ไวท์-เอาท์) แปลว่า correction fluid / correction tape / correction pen หรือ น้ำยาลบคำผิด / เทปลบคำผิด / ปากกาลบคำผิด ตามลำดับ สินค้าตัวนี้ไม่ว่าจะอยู่ในบรรจุภัณฑ์ลักษณะใด เค้าก็เรียกมันว่า &#8220;ไวท์เอาท์&#8221; ประหนึ่งเหมือนกับที่บ้านเราก็เรียกกันว่า &#8216;ลิควิดเปเปอร์&#8221; นั่นแหละครับ ตัวอย่างเช่น</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">I have just made another typo. Anybody have a Wite-Out?</span></strong><br />
ชั้นเขียนผิดอีกละ ใครพอจะมีลิควิดให้ยืมบ้างอะ?</p>
<p><span style="color: #ff0000;">**Trivia: </span>ทราบกันหรือไม่ว่า น้ำยาลบคำผิดรุ่นที่ผลิตในสมัยแรกๆนั้นมีส่วนผสมของน้ำเป็นหลัก หากใช้ผิดตำแหน่งหรือหกเลอะเทอะสิ่งใดก็สามารถใช้น้ำเปล่าล้างออกได้ทันที แต่ด้วยที่มีส่วนผสมหลักเป็นน้ำ ปัญหาใหญ่ของมันก็อยู่ตรงที่ว่ามัน แห้งช้ามาก เช่นกัน เค้าจึงต้องคิดค้นพัฒนากันมาเรื่อยๆจนกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ในลักษณะต่างๆให้ผู้ใช้ได้เลือกซื้อกันอย่างในปัจจุบันนี้<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5885" title="witeout" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/02/witeout.jpg" alt="witeout" width="248" height="367" /></p>
<p><strong>Listerine</strong> (อ่านว่า ลิส-เตอ-รีน) แปลว่า antiseptic mouthwash หรือน้ำยาบ้วนปากนั่นเอง จะสูตรผสมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคหรือไม่ผสมก็แล้วแต่เลือกซื้อเลือกหากัน คำนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคำที่มีที่มาที่ไปเหมือนกับของบ้านเราครับ คือไม่ว่าจะต้องการพูดสื่อถึงน้ำยาบ้วนปากยี่ห้อไหน เราก็เหมารวมไปทั้งหมดว่ามันคือลิสเตอรีน ตัวอย่างเช่น<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5887" title="listerine" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/02/listerine.jpg" alt="listerine" width="378" height="220" /></p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>Our Listerine in the bathroom is now running out. Remind to get a new bottle soon.</strong></span><br />
น้ำยาบ้วนปากในห้องน้ำใกล้จะหมดแล้วนะ อย่าลืมเตือนให้ฉันซื้อขวดใหม่มาด้วยล่ะ</p>
<p><span style="color: #ff0000;">**Trivia:</span> ทราบกันหรือไม่ว่า ขณะนี้ตามท้องตลาดทั่วสหรัฐอเมริการวมถึงตลาดทั่วโลก มีผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากลิสเตอร์รีนวางจำหน่ายแล้วถึง 7 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ สูตร Original สูตร Cool Mint สูตร FreshBurst สูตร Natural Citrus สูตร Vanilla Mint สูตร Advanced with Tartar Control และสูตร Whitening ตัวใหม่ล่าสุด (จะเยอะไปถึงหน๊ายยย??)<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-5889" title="ziploc" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/02/ziploc1.jpg" alt="ziploc" width="363" height="291" /></p>
<p><strong>Ziploc</strong> (อ่านว่า ซิป-ล็อค) แปลว่า re-sealable zipper storage bag หรือถุงพลาสติกบรรจุของแบบมีซิปเปิด-ปิด ลักษณะเดียวกันกับ &#8220;ถุงยา&#8221; หรือถุงใส่ของเหลวที่นำขึ้นเครื่องบินที่แจกอยู่ตามสุวรรณภูมิบ้านเรานั่นแหละครับ แต่อาจมีขนาดใหญ่กว่าแล้วแต่รุ่นและผลิตภัณฑ์ที่ต้องการใช้บรรจุ โดยที่ยี่ห้อซิปล็อคนี้สามารถใช้เรียกแทนผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันที่เป็นยี่ห้ออื่นได้หมด ตัวอย่างเช่น</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>Dad, do we have any Ziploc left? I wanna bring these snacks to school for lunch.</strong></span><br />
พ่อครับ เรามีถุงซิปล็อคเหลือบ้างหรือเปล่าอะ ผมว่าจะห่อขนมพวกนี้ไว้สำหรับทานมื้อเที่ยงที่โรงเรียนน่ะครับ</p>
<p><span style="color: #ff0000;">**Trivia:</span> ทราบกันหรือไม่ว่า ถุงซิปล็อครุ่น &#8220;Big Bag&#8221; ขนาดบิ๊กเบ้งที่ผลิตออกวางจำหน่ายนั้นมีด้วยกัน 2 แบบ 2 ไซส์ โดยที่ XL มีขนาด 2 X 1.7 ฟุต และ XXL มีขนาดถึง 2 X 2.7 ฟุต!! (จะใหญ่ไปถึงหน๊ายยย??)</p>
<p><strong>Windex </strong>(อ่านว่า วิน-เด็กซ์) แปลว่า glass or window cleaner หรือ น้ำยาเช็ดกระจกที่มีลักษณะสีฟ้าๆเขียวๆที่ทุกคนคุ้นเคย<br />
นั่นแหละครับ รู้สึกว่ายี่ห้อนี้ก็จะมีขายในบ้านเราด้วยเช่นกัน ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มียี่ห้ออื่นๆเรียงหน้ามาเป็นตัวเลือกกันมากมายอย่างในปัจจุบันนี้ ตัวอย่างเช่น</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>She cleans her glass windows at home with Windex.</strong></span><br />
หล่อนใช้น้ำยาเช็ดกระจกฉีดทำความสะอาดกระจกหน้าต่างที่บ้าน</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-5890" title="Windex_pump" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2010/02/Windex_pump.jpg" alt="Windex_pump" width="120" height="287" /></p>
<p><span style="color: #ff0000;">**Trivia:</span> ทราบกันหรือไม่ว่า ในสหรัฐอเมริกา น้ำยาเช็ดกระจกยี่ห้อนี้เป็นที่นิยมมากถึงขนาดเป็นแรงบันดาลใจให้กับบาร์เทนเดอร์นายหนึ่งเลือกใช้ชื่อนี้ตั้งเป็นชื่อเครื่องดื่มที่มีสีฟ้าๆเขียวๆ คล้ายน้ำยาเช็ดกระจกที่เค้าคิดค้นขึ้นมาเองเลยทีเดียว โดยเรียกเครื่องดื่มนี้ว่า &#8220;Windex shot&#8221;</p>
<p>ฝากย้ำไว้ก่อนนิดนึงนะครับว่า ก่อนจะเลือกใช้บรรดาคำศัพท์เหล่านี้พูดกับฝรั่งคนไหนเมื่อไหร่ หากเป็นไปได้ ควรเช็คให้แน่ใจก่อนว่าเขาผู้นั้นมีถิ่นกำเนิดมาจากที่ใด เนื่องจากคำศัพท์ดังกล่าวมีที่มาที่ไปจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก และใช่ว่าฝรั่งทุกคนจะเข้าใจคำศัพท์เหล่านั้น แม้แต่ฝรั่งที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่เองก็ตามที บางคำก็อาจใช้กันจนเป็นที่ยอมรับในออสเตรเลีย บางคำชาวแคนาดาก็เข้าใจเช่นกัน และบางคำก็อาจทำให้ชาวอังกฤษงงเต้กไปเลยก็เป็นได้ แต่มีวิธีแนะนำดังนี้นะครับว่า หากคุณพูดคำศัพท์คำใดคำหนึ่งไปแล้วฝรั่งไม่เข้าใจ ก็ลองพูดใหม่แล้วใช้คำอธิบายความหมายของคำนั้นเป็นภาษาอังกฤษที่ผู้เขียนใส่ไว้ให้แล้วแนบท้ายไปด้วย ตัวอย่าง</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">My breath really smells. Do you have Listerine, a mouthwash?</span></strong><br />
ปากผมเหม็นจัง คุณมีลิสเตอรีนป่ะ น้ำยาบ้วนปากน่ะ</p>
<blockquote><p>เป็นยังไงกันบ้างครับ กับคำศัพท์ 10 คำใหม่ที่แนะนำให้ไปในทั้งฉบับนี้และฉบับที่แล้ว หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่สนใจในการฝึกฝนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองไม่มากก็น้อยนะครับ แล้วเจอกันใหม่ฉบับหน้า&#8230;</p>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความโดย : อโนเชาว์ เพชรรัตน์</strong></p>
</blockquote>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=5881&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/let%e2%80%99s-continue-english.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Greetings Messages : ตัวอย่างคำอวยพรในเทศกาลปีใหม่และวาเลนไทน์</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/greetings-messages-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/greetings-messages-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Jan 2010 08:55:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>
		<category><![CDATA[digital life style]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle magazine]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyle online]]></category>
		<category><![CDATA[digital lifestyles]]></category>
		<category><![CDATA[free magazine]]></category>
		<category><![CDATA[Greetings Messages]]></category>
		<category><![CDATA[smart english]]></category>
		<category><![CDATA[คำอวยพร]]></category>
		<category><![CDATA[คำแปลภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[อวยพรภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[เขียนคำอวยพรภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=5523</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับกับคอลัมน์ Smart English ในฉบับนี้ เนื้อหาในคอลัมน์ยังไม่ใช่ภาคต่อของฉบับที่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของ ?Genericized Trademark สินค้าสามัญประจำบ้าน? ที่ยังคงค้างเอาไว้อีก 5 ชนิด ต้องขอบอกก่อนเลยว่าเนื่องจากเป็นช่วงปีใหม่ เดือนแห่งเทศกาลเฉลิมฉลอง การส่งการ์ด หรือข้อความอวยพรต่างๆ ฉบับนี้เราเลยอยากแนะนำตัวอย่างคำอวยพรเพราะๆ ความหมายดีๆ เป็นภาษาอังกฤษ (พร้อมคำแปลภาษาไทย) มาให้หลายๆคนได้ลองใช้เขียนในการ์ด ส.ค.ส. หรือใช่ส่งเป็นข้อความ SMS หาญาติสนิทมิตรสหาย หรือแม้แต่คนที่คุณรักได้ครับ
May the year to come be filled with happiness and ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Fgreetings-messages-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2597.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับกับคอลัมน์ Smart English ในฉบับนี้ เนื้อหาในคอลัมน์ยังไม่ใช่ภาคต่อของฉบับที่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของ <strong>?Genericized Trademark สินค้าสามัญประจำบ้าน?</strong> ที่ยังคงค้างเอาไว้อีก 5 ชนิด ต้องขอบอกก่อนเลยว่าเนื่องจากเป็นช่วงปีใหม่ เดือนแห่งเทศกาลเฉลิมฉลอง การส่งการ์ด หรือข้อความอวยพรต่างๆ ฉบับนี้เราเลยอยากแนะนำตัวอย่างคำอวยพรเพราะๆ ความหมายดีๆ เป็นภาษาอังกฤษ (พร้อมคำแปลภาษาไทย) มาให้หลายๆคนได้ลองใช้เขียนในการ์ด ส.ค.ส. หรือใช่ส่งเป็นข้อความ SMS หาญาติสนิทมิตรสหาย หรือแม้แต่คนที่คุณรักได้ครับ</p>
<h3><span style="color: #0000ff;"><span id="more-5523"></span>May the year to come be filled with happiness and wonderful moments for you to treasure. </span></h3>
<h3><span style="color: #0000ff;">Happy New Year!</span></h3>
<p>ขอให้ปีใหม่ของคุณที่กำลังจะมาถึงนี้จงมีแต่ความสุข และช่วงเวลาแห่งความอภิรมย์ให้คุณได้ชื่นชมยินดี&#8230;<br />
สุขสันต์วันปีใหม่<br />
ข้อความนี้ถ้าจะให้เข้ากันที่สุดก็คงต้องเป็นคนรักกัน หรือคนที่มีความรู้สึกดีๆต่อกันส่งให้กันครับ</p>
<h3><span style="color: #0000ff;">A New Year Wish for You? </span></h3>
<h3><span style="color: #0000ff;">Wishing you a year that brings good friends, good health, good luck and good things! </span></h3>
<h3><span style="color: #0000ff;">Have a wonderful New Year!</span></h3>
<p>พรปีใหม่สำหรับคุณ&#8230;<br />
ขออวยพรให้ปีนี้จงนำมาแด่คุณซึ่งมิตรแท้ สุขภาพร่างกายแข็งแรง โชคดีมีชัย และสิ่งดีๆต่างๆนานับประการ<br />
สุขสันต์วันปีใหม่<br />
ส่วนข้อความนี้ เหมาะสำหรับเพื่อนร่วมงานหรือคนในวัยเดียวกันเขียนส่งหากันครับ ฟังดูไม่เป็นทางการมากจนเกินไป<br />
<span style="color: #0000ff;"><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">10,9,8,7,6,5,4,3,2,1&#8230;Happy New Year! </span></strong></span></p>
<h3><span style="color: #0000ff;">Wishing you surprises, fun, excitement and good fortune this New Year!</span></h3>
<p>10,9,8,7,6,5,4,3,2,1&#8230; สุขสันต์วันปีใหม่!<br />
ขอให้คุณจงพบเจอแต่เรื่องเซอร์ไพรส์ ความสนุกสนาน ความตื่นเต้น และโชคดีมากมายในปีใหม่นี้<br />
ข้อความนี้ก็เช่นกัน เหมาะสำหรับคนวัยเดียวกันใช้ส่งหากันครับ</p>
<h3><span style="color: #0000ff;">No matter who?No matter where?No matter how?Hope this is the beginning of a wonderful new year.</span></h3>
<p>ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร&#8230; ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน&#8230; และไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่&#8230; ฉันก็ขออวยพรให้ปีใหม่นี้เป็นปีแห่งการเริ่มต้นที่แสนประเสริฐของคุณ<br />
จากคำพูดที่ใช้ซึ่งฟังดูแล้วไม่ได้เป็นการจำเพาะเจาะจงเท่าไหร่ อันนี้จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการส่งเมสเสจหาหลายๆคนทีเดียวพร้อมกันครับ</p>
<h3><span style="color: #0000ff;">Another year has gone by. Leave all your worries behind. Start a new coming one with happiness, prosperity, blessing as well as my best regards. Happy New Year!</span></h3>
<p>ปีเก่าอีกปีได้ผ่านพ้นไปแล้ว ขอให้คุณจงเริ่มต้นปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ด้วยความสุขความสบายใจ ความรุ่งเรืองรุ่งโรจน์ มงคลวาท รวมถึงความหวังดีและความคิดถึงจากผม สุขสันต์วันปีใหม่ครับ<br />
ข้อความนี้เป็นทางการขึ้นมาหน่อยครับ เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ส่งหากันมากกว่า</p>
<p>ส่วนคำอวยพรต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างคำอวยพรที่แถมให้พิเศษ สำหรับเทศกาลวาเลนไทน์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรักครับ&#8230;</p>
<h3><span style="color: #0000ff;">There is no better way than a rose to say? You are just as beautiful and special. Wish I was there now to tell you so. Happy Valentine?s Day.</span></h3>
<p>ไม่มีวิธีใดที่จะบอกได้ดีเท่าดอกกุหลาบ ว่าคุณสวยงามและพิเศษมากแค่ไหน อยากให้ผมได้อยู่ตรงนั้นเพื่อจะบอกคุณตอนนี้จัง สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ<br />
ข้อความนี้สำหรับคนที่มีความรัก หรืออาจจะแค่จีบกันใหม่ๆแต่ไม่ได้อยู่ด้วยกันครับ ถ้าจะให้ดีต้องเขียนใส่การ์ด แล้วแนบส่งพร้อมดอกกุหลาบ จะหนึ่งดอกหรือเป็นช่อใหญ่ก็แล้วแต่กำลังทรัพย์ส่วนตัวครับ (ยิ่งรวยยิ่งมีสิทธิ์ส่งมากว่างั้นเถอะ &#8211; ??)</p>
<h3><span style="color: #0000ff;">I look into your eyes? and see everything I need. Happy Valentine?s Day.</span></h3>
<p>ฉันมองเข้าไปในดวงตาคุณ และเจอทุกสิ่งที่ใจปรารถนา สุขสันต์วันวาเลนไทน์ค่ะ<br />
ข้อความนี้จะหวานนิดนึงนะครับ สำหรับคนรักที่มีรักแท้อยู่ในมืออยู่แล้ว ประมาณว่าชีวิตนี้ได้เจออีกคนที่ใช่ที่ตามหามานานแสนนานแล้ว (ว่าไปนู่นน&#8230;)</p>
<h3><span style="color: #0000ff;">I love you for not only who you are, But for who I am when I am with you. Have a wonderful Valentine?s Day.</span></h3>
<p>ผมไม่ได้รักคุณเพียงเพราะคุณเป็นคุณเท่านั้น หากแต่เพราะที่ผมเป็นผม เมื่อยามที่อยู่กับคุณ มีความสุขมากๆในวันวาเลนไทน์นี้ครับ<br />
อันนี้ก็หวานซะ หอมหวนชวนฝันจริงๆครับ คนที่ได้อ่านหรือได้รับข้อความนี้รับรองว่าคงยิ้มไม่หุบแน่ๆ ^^<br />
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับตัวอย่างคำอวยพรสำหรับเทศกาลปีใหม่และวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งหยิบยกมาเสนอเป็นตัวอย่างกันในฉบับนี้ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านหลายๆคนไม่มากก็น้อยครับ ส่วนในฉบับหน้า เรามาต่อให้จบกับหัวข้อ ?Genericized Trademark สินค้าสามัญประจำบ้าน? อย่างทีได้สัญญากันไว้ Happy New Year to everyone!! ครับ</p>
<p style="text-align: right;"><strong>บทความโดย : อโนเชาว์? เพชรรัตน์</strong></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=5523&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/greetings-messages-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มาทำ Home-made Dictionary กันเถอะ</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/home-made-dictionary.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/home-made-dictionary.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Aug 2009 06:47:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>
		<category><![CDATA[english dictionary]]></category>
		<category><![CDATA[smart english]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษา]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนภาษ]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนภาษา]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนภาษาอังกฤษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=2995</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
เคยบ้างไหมครับ เวลาจะอ่านหรือจะพูดภาษาอังกฤษรู้สึกว่ามันติดๆขัดๆ เพราะไม่รู้จะใช้ศัพท์อย่างไร จะเปิดพจนานุกรม หรือ Dictionary ก็ไม่ได้ดั่งใจ เพราะมักจะได้ความหมายที่มากมายเหลือเกิน ไม่รู้ว่าจะใช้ความหมายใดดี หรือบางครั้งก็ไม่พบคำที่ต้องการในพจนานุกรมอีกซะนั่น น่าปวดหัวจริงๆเลยใช่ไหมครับ?? ผมและเพื่อนๆหลายคนก็เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาแล้ว พวกเราจึงได้ลองพิจารณาดูว่าปัญหามันคืออะไร และก็ได้พบกับคำตอบดังนี้ คือ
คำศัพท์ภาษาอังกฤษนั้น เมื่ออยู่ในบริบทที่ต่างกัน ความหมายก็จะต่างกันไปด้วย
การใช้พจนานุกรมทั่วๆไป อาจทำให้สับสนได้?? ยกตัวอย่างเช่น คำว่า ?culture? โดยทั่วๆไปมักจะหมายถึง ?วัฒนธรรม? เช่น ในประโยค ?In our culture, it is rude to ask someone how ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Fhome-made-dictionary.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>เคยบ้างไหมครับ เวลาจะอ่านหรือจะพูดภาษาอังกฤษรู้สึกว่ามันติดๆขัดๆ เพราะไม่รู้จะใช้ศัพท์อย่างไร จะเปิดพจนานุกรม หรือ Dictionary ก็ไม่ได้ดั่งใจ เพราะมักจะได้ความหมายที่มากมายเหลือเกิน ไม่รู้ว่าจะใช้ความหมายใดดี หรือบางครั้งก็ไม่พบคำที่ต้องการในพจนานุกรมอีกซะนั่น น่าปวดหัวจริงๆเลยใช่ไหมครับ?? ผมและเพื่อนๆหลายคนก็เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาแล้ว พวกเราจึงได้ลองพิจารณาดูว่าปัญหามันคืออะไร และก็ได้พบกับคำตอบดังนี้ คือ<span id="more-2995"></span></p>
<h3>คำศัพท์ภาษาอังกฤษนั้น เมื่ออยู่ในบริบทที่ต่างกัน ความหมายก็จะต่างกันไปด้วย</h3>
<p>การใช้พจนานุกรมทั่วๆไป อาจทำให้สับสนได้?? ยกตัวอย่างเช่น คำว่า ?culture? โดยทั่วๆไปมักจะหมายถึง ?วัฒนธรรม? เช่น ในประโยค ?In our culture, it is rude to ask someone how much they earn? แต่ถ้าเกิดคำว่า ?culture? คำนี้ไปปรากฏอยู่ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ หรือการเกษตร ความหมายของ ?culture? ก็มักจะหมายถึง เซลล์ หรือ เนื้อเยื่อ เช่น ในประโยคต่อไปนี้ ?It takes two to three weeks to grow the culture? ซึ่งถ้าหากใครแปลคำว่า ?culture? ในประโยคนี้ว่า ?วัฒนธรรม? ก็คงจะไม่เข้าเรื่อง</p>
<h3>เรามักจำคำศัพท์ที่เพิ่งจะเปิดดูในพจนานุกรมไม่ได้</h3>
<p>เนื่องจากเราไม่ได้ลงมือทำอะไรจริงจังกับคำศัพท์นั้น หรือไม่ได้นำคำศัพท์นั้นไปใช้อีกเลยหลังจากเปิดดูครั้งแรก</p>
<h3>เรามักใช้คำบางคำผิดจากวิธีการใช้ที่ถูกต้อง</h3>
<p>โดยเฉพาะคำที่ดูเหมือนง่ายๆ เราจึงใช้แบบผิดๆด้วยความเคยชิน?? เช่นคำว่า ?talk? เวลาเราต้องการใช้คำนี้เพื่อหมายถึง ?พูดกับ? เรามักใช้แบบผิดๆว่า ?talk with someone? ซึ่งจริงๆแล้ว ที่ถูกต้องควรจะเป็น ?talk to someone?</p>
<h3>ไม่มีคำที่เราต้องการทราบความหมายในพจนานุกรม</h3>
<p>และมีหลายครั้งที่เราจำเป็นต้องหาความหมายของคำนั้นด้วยวิธีอื่น ไม่ว่าจะเป็นการค้นจากอินเทอร์เน็ต หรือถามจากเจ้าของภาษา เป็นต้น</p>
<p>เมื่อเห็นปัญหาดังนี้แล้ว เราก็มาคิดกันว่าจะทำอย่างไรดีให้เราเก่งคำศัพท์ และคำตอบที่เราได้ก็คือการทำพจนานุกรมส่วนตัว หรือที่พวกเราเรียกว่า Home-made dictionary นั่นเอง หลักการก็ง่ายๆครับ คือเราอยากมีพจนานุกรมที่บรรจุคำที่เราต้องใช้บ่อยๆ และเป็นพจนานุกรมที่ทำให้เราสามารถนำคำๆนั้นไปใช้ได้อย่างถูกต้องทันที ไม่ต้องเปิดแล้วเปิดอีกให้ซ้ำซาก</p>
<h2>มาเริ่มลงมือทำกันเลยดีไหมครับ</h2>
<p>ก่อนอื่นเราต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นประจำนะครับ เพราะว่าการทำพจนานุกรมส่วนตัวนั้นต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป สะสมไปวันคำสองคำ ซึ่งคำที่เราเก็บสะสมนั้นก็เป็นคำที่เราไม่คุ้นเคย แต่ต้องใช้บ่อยๆ ใครที่อ่านหน้าเวปไซต์ที่เป็นภาษาอังกฤษบ่อยก็จะได้เปรียบนะครับงานนี้ วันหนึ่งอ่านได้ซักสองสามหน้าก็คงได้ศัพท์เยอะเลยทีเดียว</p>
<p>เอาล่ะครับ สมมุติว่าเราอ่าน The Nations เป็นประจำ เราก็คงจะเจอภาษาอังกฤษหน้าตาประมาณนี้เป็นประจำนะครับ</p>
<blockquote><p>&#8220;The number of confirmed cases of swine flu in Thailand is now expected to rise daily,&#8221; Dr Prat Boonyawongewirot, permanent secretary for the Public Health Ministry, said yesterday.</p></blockquote>
<p>แล้วสมมุติว่าเราไม่รู้ความหมายของ swine flu กับคำว่า permanent secretary ในข่าวที่เราอ่านนี้ แล้วก็ปรากฏว่าคำสองคำนี้เราต้องเจอบ่อยมาก โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่กำลังระบาด เราก็อาจบรรจุคำสองคำนี้ไว้ในพจนานุกรมส่วนตัวของเราได้? โดยที่เราอาจใช้พวกโปรแกรม worksheet ทั่วไป เช่น Excel มาช่วยในการเก็บคำศัพท์ของเรานะครับ และหน้าตาของ home-made dictionary ของเราก็อาจประกอบไปด้วย คำศัพท์ ความหมาย แล้วก็ตัวอย่างประโยค ดังนี้</p>
<p><a href="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/home_made_dic.png" target="_blank"><img class="aligncenter size-full wp-image-3017" title="home_made_dic" src="http://www.dplusmag.com/wp-content/uploads/2009/08/home_made_dic.png" alt="home_made_dic" width="546" height="135" /><br />
</a>จากนั้นก็นำคำพวกนี้ไปใช้ให้คุ้นเคย แล้วเราก็จะไม่ใช้คำว่า pig flu เพื่อหมายถึงไข้หวัดหมูอีกต่อไป เพราะเรารู้แล้วว่าคำที่ถูกต้องคือ swine flu? และเราก็รู้อีกว่า คำว่า ?ปลัดกระทรวง? นั้นใช้คำว่า permanent secretary เมื่อเราใช้จนคุ้นแล้ว คำศัพท์นั้นก็จะอยู่กับเราไปอีกนาน ที่สำคัญอีกอย่างคือ เมื่อเก็บคำศัพท์แล้ว ต้องนำไปใช้ด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีประโยชน์อะไร</p>
<p style="text-align: right;"><em>บทความโดย นิทัศน์ บุญไพศาลสถิตย์</em></p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=2995&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/home-made-dictionary.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ภาษาอังกฤษเพื่อชีวิตประจำวัน</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/english-for-daily-use.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/english-for-daily-use.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 08 Feb 2009 08:26:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>
		<category><![CDATA[smart english]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาอังฤษในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[สนทนาภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[อังกฤษน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนอังกฤษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=18</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ฉบับที่แล้วได้นำเสนอสำนวนภาษาอังกฤษเพื่อชีวิตประจำวันเอาไว้หลายสำนวนด้วยกัน หวังว่าคงได้นำไปใช้กันบ้างนะครับ ฉบับนี้ก็ยังมีสำนวนภาษาอังกฤษที่น่าสนใจซึ่งสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของใครหลายๆ คนได้ เริ่มเลยนะครับ
Whatever you say = อะไรก็ได้ / ยังไงก็ได้
สำนวนนี้เหมาะกับชีวิตประจำวันของคนไทยเราจริงๆครับ เพราะคนไทยชอบใช้สำนวน ?อะไรก็ได้? กันเป็นประจำอยู่แล้ว โดยเฉพาะเวลาออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน เพื่อนๆ มักจะถามว่ากินอะไรกันดี และหนึ่งในประโยคคำตอบยอดฮิตก็คือ อะไรก็ได้ ใช่ไหมครับ หากเราต้องการสื่อสารความคิดเดียวกันเป็นภาษาอังกฤษ สำนวน whatever you say ก็ใช้ได้ในทำนองเดียวกันครับ ลองดูตัวอย่างการสนทนาต่อไปนี้นะครับ
A: How about having dinner together after work? หลังเลิกงาน ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Fenglish-for-daily-use.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ฉบับที่แล้วได้นำเสนอสำนวนภาษาอังกฤษเพื่อชีวิตประจำวันเอาไว้หลายสำนวนด้วยกัน หวังว่าคงได้นำไปใช้กันบ้างนะครับ ฉบับนี้ก็ยังมีสำนวนภาษาอังกฤษที่น่าสนใจซึ่งสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของใครหลายๆ คนได้ เริ่มเลยนะครับ<span id="more-18"></span></p>
<h3><strong>Whatever you say = อะไรก็ได้ / ยังไงก็ได้</strong></h3>
<address>สำนวนนี้เหมาะกับชีวิตประจำวันของคนไทยเราจริงๆครับ เพราะคนไทยชอบใช้สำนวน ?อะไรก็ได้? กันเป็นประจำอยู่แล้ว โดยเฉพาะเวลาออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน เพื่อนๆ มักจะถามว่ากินอะไรกันดี และหนึ่งในประโยคคำตอบยอดฮิตก็คือ อะไรก็ได้ ใช่ไหมครับ หากเราต้องการสื่อสารความคิดเดียวกันเป็นภาษาอังกฤษ สำนวน whatever you say ก็ใช้ได้ในทำนองเดียวกันครับ ลองดูตัวอย่างการสนทนาต่อไปนี้นะครับ</address>
<p style="padding-left: 30px;">A: How about having dinner together after work? หลังเลิกงาน ไปทานอาหารเย็นกันไหม?<br />
B: Fine. ไปซิ<br />
A: Shall we have Japanese or European food? ทานอาหารญี่ปุ่นหรืออาหารยุโรปดี?<br />
B: Whatever you say! อะไรก็ได้</p>
<p>นอกจากจะใช้พูดเรื่องการรับประทานแล้ว ยังใช้ได้ในกรณีอื่นๆ อีก เมื่อเราไม่ต้องการแสดงความคิดเห็น เราก็สามารถใช้สำนวน ?whatever you say? ได้เลยครับ เช่น
</p>
<p style="padding-left: 30px;">A: We&#8217;ll go in your car, Billy. พวกเราไปรถเธอนะ บิลลี่<br />
B: Whatever you say! ยังไงก็ได้</p>
<h3><strong>I am starving. = ฉันหิวมากๆ (ฉันหิวจนจะเป็นลมอยู่แล้ว)</strong></h3>
<address>สำนวนนี้ก็ตรงตัวเลยนะครับ ใช้พูดเวลาต้องการบอกคนอื่นว่าเราหิวมากๆ หรือหิวจนจะเป็นลมอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการแสดงความรู้สึกหิวที่มากกว่าคำว่า hungry ครับ ยกตัวอย่าง เช่น</address>
</p>
<p style="padding-left: 30px;">A: I think we should get something to eat. ฉันคิดว่าเราควรหาอะไรกินกันได้แล้วนะ<br />
B: Are you hungry? เธอหิวเหรอ?<br />
A: Hungry? I&#8217;m starving! ไม่ใช่แค่หิวธรรมดานะ ฉันหิวจนจะเป็นลมแล้ว</p>
<h3><strong>Can you give me a rain check! = ขอเวลาคิดหน่อย</strong></h3>
<address>เวลาเรายังไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ในทันที สำนวนนี้สามารถนำไปใช้ได้ครับ ยกตัวอย่าง เช่น</address>
</p>
<p style="padding-left: 30px;">A: My brother and his family will be coming into town next week. พี่ชายฉันกับครอบครัวจะมาเมืองนี้สัปดาห์หน้า<br />
B: Is he the one who writes articles for The Post? ใช่คนที่เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ เดอะ โพสต์ หรือเปล่า?<br />
A: Right, why don&#8217;t you come over next Sunday to meet him. ใช่ ทำไมเธอไม่มาเจอเขาวันอาทิตย์หน้าล่ะ<br />
B: I&#8217;d love to but I can&#8217;t. Can you give me a rain check! ก็อยากเจออยู่นะแต่มาไม่ได้? ขอเวลาฉันคิดก่อนนะ</p>
<h3><strong>Brush up on! = ปัดฝุ่น</strong></h3>
<address>สำนวนนี้ใช้ในกรณีที่เราต้องการรื้อฟื้นความรู้หรือปัดฝุ่นความรู้ของเราใหม่ คงมีหลายๆ ครั้งที่เราเรียนอะไรมานานแล้ว พอถึงเวลาจะใช้งานจริงๆ ก็ต้องมีการรื้อฟื้นความรู้นั้นๆ ขึ้นมาใหม่ เราอาจพูดว่า ขอปัดฝุ่นความรู้ของฉันหน่อยนะ (Let me brush up on my knowledge!) หรือลองดูตัวอย่างการใช้สำนวนนี้จากบทสนทนาต่อไปนี้นะครับ</address>
</p>
<p style="padding-left: 30px;">A: Do you have a driver&#8217;s license? เธอมีใบขับขี่ไหม?<br />
B: No. I am going to take the test in a couple of weeks. ไม่มีหรอก ฉันกำลังจะไปสอบในอีกไม่กี่สัปดาห์นี่แหละ<br />
A: Didn&#8217;t you drive in your country? เธอไม่ได้ขับรถในประเทศเธอเหรอ?<br />
B: Yes, but I have to brush up on my driving. ก็ขับอยู่นะ แต่ฉันก็ต้องปัดฝุ่นฝีมือการขับรถฉันก่อน</p>
<h3><strong>I am broke! = ฉันถังแตก</strong></h3>
<address>สำนวนนี้คงเหมาะกับสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้จริงๆ นะครับ ราคาข้าวของที่แพงขึ้นอาจทำให้เงินในกระเป๋าของเราหมดลงเอาได้ง่ายๆ ถึงเวลานั้นอาจได้นำสำนวนนี้มาใช้กันจริงๆ ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้นะครับ</address>
</p>
<p style="padding-left: 30px;">A: Are you going to Hawaii on your vacation? พักร้อนนี้เธอจะไปฮาวายใช่ไหม?<br />
B: Not this year! คงไม่ใช่ปีนี้หรอก<br />
A: What not? ทำไมล่ะ<br />
B: For a good reason, I am broke. เหตุผลก็คือ? ฉันถังแตกน่ะ (แต่ขออย่าให้มีใครได้ใช้สำนวนนี้เลยนะครับ แค่รู้ไว้ประดับความรู้ก็พอ)</p>
<blockquote><p>หวังว่าสำนวนต่างๆ ที่ได้นำเสนอไว้ในที่นี้จะช่วยให้ใครหลายคนได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้นนะครับ อย่างไรก็ตามอย่าลืมฝึกฝนให้มากๆ นะครับ เพราะนานๆ ใช้ที ก็ต้อง brush up on กันบ่อยๆ จริงไหมครับ</p></blockquote>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=18&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/english-for-daily-use.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รู้จักการวิจารณ์อย่างมีศิลป์</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/english-comments.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/english-comments.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Sep 2008 05:07:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>
		<category><![CDATA[english]]></category>
		<category><![CDATA[smart english]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกพูดภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[พูดภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[อังกฤษน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนภาษาอังกฤษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=213</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ผู้คนจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางจะค่อนข้างละเอียดอ่อนต่อคำวิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการกล่าวคำวิจารณ์ที่เป็นสิ่งสำคัญมากกว่า หากการวิจารณ์นั้นถูกกล่าวขึ้นอย่างไม่ถูกต้อง แทนที่จะเป็นประโยชน์กลับจะส่งผลให้ผู้ฟังเสียความรู้สึก ลองนึกภาพดูสิ ถ้าเจ้านายของคุณบอกว่าคุณทำงานได้แย่มาก เพื่อนร่วมงานก็วิจารณ์คุณต่อหน้าทีมงานทั้งหมดของคุณ คุณจะรู้สึกอย่างไร โอ๊ย! มันเจ็บนะนั่น การเปิดใจรับฟังคำตำหนินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าคำวิจารณ์นั้นจะมาจากใครก็ตาม แต่ว่าคุณสามารถทำคำวิจารณ์นั้นให้เสนาะหูน่าฟังขึ้นได้โดยเฉพาะถ้าคุณใช้ภาษาอังกฤษ คุณเพียงแค่ปรับเปลี่ยนการใช้คำและมีทัศนคติที่เหมาะสม คุณก็สามารถทำให้ใครปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นได้แทนที่จะทำให้เขารู้สึกพ่ายแพ้
หลีกลี่ยงการตำหนิตรงๆ
ประโยคอย่าง &#8220;You&#8217;re wrong!&#8221; หรือ &#8220;Your presentation was terrible!&#8221; เป็นการวิจารณ์ที่ไม่ก่อให้เกิดผลดี สิ่งที่ควรทำคือควรละการกล่าวคำว่า &#8220;you&#8221; ไปเลยถ้าเป็นไปได้ การกล่าวตำหนิบุคคลนั้นโดยตรงจะทำให้เขารู้สึกว่าเขาต้องป้องกันตัวเองและตอบโต้กลับ แล้วเขาจะไม่เปิดใจฟังในสิ่งที่คุณอยากพูดเลยแม้แต่นิดเดียว
ทำให้น่าฟังขึ้นโดยการกล่าวชม
ก่อนที่จะเริ่มคำวิจารณ์ ให้พยายามเตรียมผู้ฟังให้พร้อมด้วยการกล่าวชม ถ้าคุณกำลังคุยเรื่องงานกับคนๆ นั้น ให้พยายามนึกถึงสิ่งที่เขาปฏิบัติมาที่ถูกใจคุณจริงๆ อย่างเช่น &#8220;I enjoyed ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Fenglish-comments.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ผู้คนจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางจะค่อนข้างละเอียดอ่อนต่อคำวิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการกล่าวคำวิจารณ์ที่เป็นสิ่งสำคัญมากกว่า หากการวิจารณ์นั้นถูกกล่าวขึ้นอย่างไม่ถูกต้อง แทนที่จะเป็นประโยชน์กลับจะส่งผลให้ผู้ฟังเสียความรู้สึก ลองนึกภาพดูสิ ถ้าเจ้านายของคุณบอกว่าคุณทำงานได้แย่มาก เพื่อนร่วมงานก็วิจารณ์คุณต่อหน้าทีมงานทั้งหมดของคุณ คุณจะรู้สึกอย่างไร โอ๊ย! มันเจ็บนะนั่น<span id="more-213"></span> การเปิดใจรับฟังคำตำหนินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าคำวิจารณ์นั้นจะมาจากใครก็ตาม แต่ว่าคุณสามารถทำคำวิจารณ์นั้นให้เสนาะหูน่าฟังขึ้นได้โดยเฉพาะถ้าคุณใช้ภาษาอังกฤษ คุณเพียงแค่ปรับเปลี่ยนการใช้คำและมีทัศนคติที่เหมาะสม คุณก็สามารถทำให้ใครปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นได้แทนที่จะทำให้เขารู้สึกพ่ายแพ้</p>
<p><strong>หลีกลี่ยงการตำหนิตรงๆ</strong></p>
<p>ประโยคอย่าง &#8220;You&#8217;re wrong!&#8221; หรือ &#8220;Your presentation was terrible!&#8221; เป็นการวิจารณ์ที่ไม่ก่อให้เกิดผลดี สิ่งที่ควรทำคือควรละการกล่าวคำว่า &#8220;you&#8221; ไปเลยถ้าเป็นไปได้ การกล่าวตำหนิบุคคลนั้นโดยตรงจะทำให้เขารู้สึกว่าเขาต้องป้องกันตัวเองและตอบโต้กลับ แล้วเขาจะไม่เปิดใจฟังในสิ่งที่คุณอยากพูดเลยแม้แต่นิดเดียว</p>
<p><strong>ทำให้น่าฟังขึ้นโดยการกล่าวชม</strong></p>
<p>ก่อนที่จะเริ่มคำวิจารณ์ ให้พยายามเตรียมผู้ฟังให้พร้อมด้วยการกล่าวชม ถ้าคุณกำลังคุยเรื่องงานกับคนๆ นั้น ให้พยายามนึกถึงสิ่งที่เขาปฏิบัติมาที่ถูกใจคุณจริงๆ อย่างเช่น &#8220;I enjoyed your presentation today. You presented a lot of good and helpful information in it, and I can tell you put a lot of effort into it. I appreciate your hard work.&#8221; นี่จะทำให้ผู้ฟังลดความเป็นอริลงและรู้สึกว่ามีคนเห็นคุณค่าในตัวของเขา</p>
<p><strong>อย่าต่อประโยคด้วยคำว่า &#8220;but&#8221;</strong></p>
<p>อย่างไรก็ตาม คำชมสั้นๆ ที่คลุมเครือ ที่ต่อด้วย but? อย่างเช่น &#8220;It was a helpful talk, but you really need to improve your presentation skills.&#8221;? ก็ไม่ใช่ประโยคที่คุณควรใช้หากคุณต้องการติเพื่อก่อ คุณควรให้เวลาเขาในการซาบซึ้งกับคำชมที่คุณกล่าวไปก่อนแล้วถึงจะเริ่มส่วนวิจารณ์ได้ ถ้าคุณต่อคำชมของคุณด้วยคำว่า &#8220;but&#8221; ในทันทีมันจะกลายเป็นการลบล้างความรู้สึกดีๆ ที่คุณอยากให้เกิด เพราะมันจะดูว่าคุณเสแสร้งกล่าวชมและไม่มีความจริงใจ</p>
<p><strong>ให้คำแนะนำ<br />
</strong></p>
<p>จำไว้ด้วยว่าจุดประสงค์ของการติเพื่อก่อไม่ใช่การทำให้คนฟังรู้สึกแย่ แต่เป็นการทำให้เขารู้สึกอยากปรับปรุงให้ดีขึ้นต่างหาก แทนที่จะตำหนิเขาตรงๆ ให้ลองทำในรูปการให้คำแนะนำที่เป็นกันเอง อย่างเช่น &#8220;Next time you might want to &#8221; หรือ &#8220;I find it helpful to&#8221; เป็นการละการกล่าวส่วนตำหนิตรงๆ แต่ให้ผลดีเท่าเทียมกับสิ่งที่คุณอยากกล่าว?&#8221;Next time you might want to give a little more attention to the audience. I find it helpful to look people in the eyes while I am speaking.&#8221;</p>
<p><strong>พยายามเจาะจงให้ชัดเจน</strong></p>
<p>คนเราไม่สามารถเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือได้ในวันเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเขาไม่ได้รับการแนะนำที่ละเอียดพอที่จะปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง การกล่าวแค่ว่า &#8220;you need to work on your presentation skills&#8221; จะไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นแม้แต่น้อย! พยายามให้รายละเอียดเมื่อคุณให้คำแนะนำ แล้วก็อย่าวิจารณ์หรือตำหนิเขามากไป อย่าลืมว่าคุณต้องการให้เขาปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้เขารู้สึกพ่ายแพ้ท้อแท้ใจ!</p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=213&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/english-comments.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฝนฟ้า&#8230;&#8230; ภาษาอังกฤษ</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/season-change.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/season-change.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Jul 2008 04:15:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>
		<category><![CDATA[smart english]]></category>
		<category><![CDATA[speak english]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกพูดภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[พูดภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[พูดอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาอังกฤษนอกห้องเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[อังกฤษน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนภาษาอังกฤ]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนอังกฤษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=165</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
ช่วงนี้บ้านเราก็เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า rainy season กันแล้ว ซึ่งโดยปกติแล้ว ฤดูฝนในประเทศไทยมักจะเริ่มต้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งอาจพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า In Thailand, rainy season usually starts at the end of June เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ก็ขอเสนออะไรที่เกี่ยวข้องกับฟ้าฝนก็แล้วกันนะครับ จะได้เข้าบรรยากาศ
เริ่มต้นที่คำว่า เมฆฝน rain cloud กันก่อนนะครับ ตรงๆ ง่ายๆ ดี ไม่ยากใช่ไหมครับ ทีนี้พอเราเห็นฝนตั้งเค้าทำท่าจะตกแล้ว เราอาจจะพูดว่า Its going to ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Fseason-change.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>ช่วงนี้บ้านเราก็เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า rainy season กันแล้ว ซึ่งโดยปกติแล้ว ฤดูฝนในประเทศไทยมักจะเริ่มต้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งอาจพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า In Thailand, rainy season usually starts at the end of June เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ก็ขอเสนออะไรที่เกี่ยวข้องกับฟ้าฝนก็แล้วกันนะครับ จะได้เข้าบรรยากาศ<span id="more-165"></span></p>
<p>เริ่มต้นที่คำว่า เมฆฝน rain cloud กันก่อนนะครับ ตรงๆ ง่ายๆ ดี ไม่ยากใช่ไหมครับ ทีนี้พอเราเห็นฝนตั้งเค้าทำท่าจะตกแล้ว เราอาจจะพูดว่า Its going to rain และพอมันเริ่มตกลงมาก็บอกว่า It&#8217;s starting to rain แล้วถ้าหากเราต้องการพูดถึงฝนที่ตกลงมาว่าเป็นอย่างไร เช่น ฝนตกปรอยๆ ก็ใช้คำว่า shower rain / ฝนตกเล็กน้อย light rain/ ฝนตกปานกลาง moderate rain/ ฝนตกหนัก heavy rain หรือถ้าฝนตกหนักมากๆ ก็จะมีสำนวนว่า rain cats and dogs ใช้กันนะครับ จำง่ายๆ เลยครับ ฝนตกหนักเหมือนหมากับแมวฟัดกันบนหลังคาบ้านนั่นเอง และในขณะฝนตกก็อาจมีเสียงฟ้าร้อง thunder ฟ้าผ่า lightning ซึ่งรวมๆแล้วเรียกว่า พายุฝนฟ้าคะนอง ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า thunderstorm นั่นเองครับ สำหรับการถูกฟ้าผ่า จะใช้ร่วมกับคำว่า strike รวมกันเป็น? lightning strike นะครับ</p>
<p>เข้าสู่ฤดูฝนแบบนี้ต้องดูพยากรณ์อากาศ weather forecast กันเป็นประจำนะครับ เพื่อจะได้เตรียมตัวกับภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งก็ได้แก่ น้ำท่วม flood, ดินถล่ม landslide, น้ำป่าไหลหลาก flash flood เป็นต้น ในการพยากรณ์อากาศเราก็มักจะพบกับคำที่นักพยากรณ์อากาศใช้กันเป็นประจำ เช่น มีฝนฟ้าคะนองกระจาย There are scattered thunderstorms, มีฝนบางพื้นที่ There are isolated rainfalls มีเมฆเป็นส่วนมาก There is a cloudy sky, มีเมฆเป็นบางส่วน There are partly cloudy sky เป็นต้น หรือถ้าอยากติดตามการพยากรณ์อากาศเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของกรมอุตุนิยมวิทยา (Thai Meteorological Department) ก็ขอเชิญที่ http://www.tmd.go.th/en/index.php ได้นะครับ</p>
<p>ที่นี้มาพูดถึงกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่เกี่ยวข้องกับฝนฟ้ากันบ้างนะครับ เวลาออกจากบ้านเราอาจต้องพกอุปกรณ์กันฝนติดตัวบ้าง เผื่อฝนตกแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ซึ่งอุปกรณ์ที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือ ร่มกันฝน rain umbrella หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า umbrella นั่นเอง ทั้งนี้ในภาษาอังกฤษยังมีคำที่หมายถึงร่มกันแดดได้อย่างเดียวอีกด้วย ซึ่งก็คือคำว่า parasol ครับ คำว่า umbrella จึงหมายถึงร่มที่กันได้ทั้งแดดและฝน และสำหรับร่มนักกอล์ฟที่เป็นร่มคันโตๆ ก็ใช้คำตรงตัวว่า golf umbrella นอกจากร่มแล้ว สำหรับท่านที่ขับขี่รถมอเตอร์ไซด์ คงต้องพกเสื้อกันฝน raincoat ติดรถไว้ด้วยนะครับ หากต้องการแนะนำเพื่อนชาวต่างชาติให้พกอุปกรณ์เหล่านี้ติดตัว อาจบอกเขาด้วยประโยคเหล่านี้ว่า Don&#8217;t forget to bring an umbrella with you. / Remember to take a raincoat with you. / I suggest you bring a rain umbrella with you เป็นต้น หรือคุณอาจจะถามเพื่อเป็นการเตือนก็ได้ เช่น Have you taken an umbrella with you?, Have you brought a raincoat? เป็นต้น</p>
<p>เรื่องที่เราต้องคำนึงถึงอีกเรื่องหนึ่งสำหรับฤดูฝนก็คือ เรื่องสุขภาพ เพราะฤดูนี้อาจทำให้ไม่สบายได้บ่อยๆ คุณอาจจะเป็นหวัด cold หรือเป็นไข้ fever ได้ง่ายๆ หากต้องการจะบอกว่าคุณเป็นหวัดหรือเป็นไข้ ก็พูดได้ง่ายๆ เลยครับว่า I&#8217;ve got a cold / a fever ซึ่งอาการของโรคไข้หวัดโดยทั่วไปก็อาจจะมีอาการปวดหัว headache, คัดจมูก stuffed nose, น้ำมูกไหล? running nose เวลาพูดก็ให้ใช้กับ I have นะครับ เช่น I have a headache / a stuffed nose / a running nose หากรู้สึกไม่สบายคั่นเนื้อคั่นตัวก็แค่บอกว่า I feel sick ก็ได้ครับ<br />
เมื่อรู้สึกไม่สบายก็ต้องไปซื้อยาที่ร้านขายยา drug store ใช่ไหมครับ เพราะเล็กๆน้อยๆ คงไม่ต้องไปหาหมอ ประโยคที่ใช้ในการซื้อยาก็เหมือกับการซื้อสินค้าทั่วๆไป เช่น ถ้าจะถามว่า คุณมียาพาราเซตามอลขายไหม ก็พูดว่า Do you have paracetamol? หรือจะขอซื้อยาก็ใช้ประโยค May I have please? แค่นี้ก็ได้ยาที่ต้องการแล้วครับ แต่จะให้ดีรักษาสุขภาพให้แข็งแรงดีกว่า จะได้ไม่ต้องกินยาใช่ไหมครับ หน้าฝนนี้ก่อนออกจากบ้านก็อย่าลืมพกอุปกรณ์กันฝนติดตัวไปด้วยนะครับ</p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=165&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/season-change.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แสดงความสุภาพเมื่อพูดภาษาอังกฤษกับคนแปลกหน้า</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/say-hi.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/say-hi.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 07 Jul 2008 04:49:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>
		<category><![CDATA[learning english]]></category>
		<category><![CDATA[smart english]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกพูดภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาอังกฤษน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[สนทนาภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[อังกฤษธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[อังกฤษในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนภาษาอังกฤษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=194</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
เมื่อไหร่ก็ตามที่จะพูดจาภาษาอังกฤษกับคนแปลกหน้า จงรักษาความสุภาพของคุณเอาไว้ เพราะนั่นไม่เพียงแต่จะทำให้คุณดูดีในสายตาของคนแปลกหน้า แต่ยังจะทำให้การเจรจาของคุณไปได้สวยด้วย
Mr. / Ms. + Family Name,
เรียกชื่อคู่สนทนาของคุณด้วยคำนำหน้าตามด้วยนามสกุลของเขา จนกว่าเขาจะอนุญาตให้คุณเรียกเขาว่าอะไร ซึ่งเขามักจะบอกว่า Please call me .. การเรียกชื่อต้นของคู่สนทนา (คนแปลกหน้า) ก่อน ถือเป็นมารยาทที่ไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่ ถ้าเจอคนที่เขาถือมากๆ คุณอาจมีปัญหาได้
Sir / Madam
ลงท้ายประโยคด้วยคำที่ให้เกียรติคู่สนทนา ( sir / madam) เสมอ โดยเฉพาะท่านที่ทำงานบริการ การยกย่องให้เกียรติลูกค้าจะทำให้เกิดความประทับใจในการให้บริการของท่าน ประโยคต่อไปนี้ yes, sir/madam / thank ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Fsay-hi.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>เมื่อไหร่ก็ตามที่จะพูดจาภาษาอังกฤษกับคนแปลกหน้า จงรักษาความสุภาพของคุณเอาไว้ เพราะนั่นไม่เพียงแต่จะทำให้คุณดูดีในสายตาของคนแปลกหน้า แต่ยังจะทำให้การเจรจาของคุณไปได้สวยด้วย<span id="more-194"></span></p>
<p>Mr. / Ms. + Family Name,</p>
<p>เรียกชื่อคู่สนทนาของคุณด้วยคำนำหน้าตามด้วยนามสกุลของเขา จนกว่าเขาจะอนุญาตให้คุณเรียกเขาว่าอะไร ซึ่งเขามักจะบอกว่า Please call me .. การเรียกชื่อต้นของคู่สนทนา (คนแปลกหน้า) ก่อน ถือเป็นมารยาทที่ไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่ ถ้าเจอคนที่เขาถือมากๆ คุณอาจมีปัญหาได้</p>
<p>Sir / Madam</p>
<p>ลงท้ายประโยคด้วยคำที่ให้เกียรติคู่สนทนา ( sir / madam) เสมอ โดยเฉพาะท่านที่ทำงานบริการ การยกย่องให้เกียรติลูกค้าจะทำให้เกิดความประทับใจในการให้บริการของท่าน ประโยคต่อไปนี้ yes, sir/madam / thank you, sir/madam พูดไว้ให้ติดปากนะครับ</p>
<p>That&#8217;s a good idea, but.. / That sounds good, but I think..</p>
<p>ในการแสดงความเห็นที่แตกต่าง อย่าแย้งในทันที ให้กล่าวชมความคิดเห็นของคู่สนทนาก่อน แล้วค่อยยกเหตุผลของคุณขึ้นแย้ง หากใครเคยคุยกับฝรั่งเจ้าของภาษา คงพอสังเกตเห็นได้ว่าฝรั่งมักชมก่อน แล้วค่อยติ เข้าทำนอง ลูบหัว แล้วตบหลัง ยังไงยังงั้น</p>
<p>May I have your email address, please?</p>
<p>เมื่อคุณต้องการทราบข้อมูลอะไรของคู่สนทนา อย่าใช้ประโยค direct (What&#8217;s your name? / What&#8217;s your email address?) เพราะคุณจะดูเป็นคนไม่สุภาพ ให้ใช้ประโยคในทำนอง May I../ Can I..นะครับ อ้อ แล้วถ้าอยากจะเพิ่มดีกรีความสุภาพ ก็อย่าลืมใส่ please เข้าไปด้วยนะครับ</p>
<p>Oh dear! / Oh my god!</p>
<p>หากคุณจะอุทานเป็นภาษาอังกฤษ ระวังอย่าใช้คำกลุ่ม four-letter-words (คำที่มีอักษร 4 ตัว) ที่คุณคุ้นเคยกัน เช่น __UCK, ___AMN , ___HIT ให้เลือกใช้คำที่ดูเป็นผู้ดีหน่อย ถ้านึกอะไรไม่ออก ก็ oh, my god ไว้ก่อน</p>
<p>จำไว้ว่าถ้าคุยกับคนแปลกหน้า ภาษาต้องสุภาพ กิริยาท่าทางต้องสุภาพ ทั้งนี้เพื่อภาพพจน์ที่ดีของตัวคุณเอง เป็นความประทับใจแรกพบที่คุณสามารถสร้างได้ จำไว้นะครับ please be polite.</p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=194&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/say-hi.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พูดอังกฤษ เมื่อไปทานอาหารนอกบ้าน</title>
		<link>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/dinner-talk.html</link>
		<comments>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/dinner-talk.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 Jun 2008 11:25:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Smart English]]></category>
		<category><![CDATA[smart english]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาอังกฤษในร้านอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาอังฤษในชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนอังกฤษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.dplusmag.com/?p=59</guid>
		<description><![CDATA[<br/>
การกินอาหารน่ะไม่ใช่เรื่องยาก แต่การไปทานอาหารนอกบ้านอาจเป็นเรื่องที่ทำให้คุณหนักใจก็ได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องไปทานในร้านอาหารขณะไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ประโยคต่างๆต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณไม่ต้องอด แค่อ่านรายละเอียดประโยคสำคัญๆ ที่จำเป็นสำหรับการสั่งอาหารแล้วคุณจะได้ไม่ต้องทนหิวอีกต่อไปยังไงล่ะครับ !

I&#8217;d like to make a reservation, please. สำหรับร้านอาหารบางแห่ง คุณจำเป็นต้องโทรจองโต๊ะก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้ที่นั่ง เตรียมบอกจำนวนคนในกลุ่มของคุณ เวลาที่คุณจะไปถึง และชื่อของคุณ เช่น &#8220;I&#8217;d like to make a reservation for four at 8 p.m. for Tony.&#8221; (ฉันขอจองโต๊ะสำหรับ ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<br/><div class="fblike_button" style="margin: 10px 0;"><iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.dplusmag.com%2Fread-and-learn-english%2Fdinner-talk.html&amp;layout=standard&amp;show_faces=false&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light" scrolling="no" frameborder="0" allowTransparency="true" style="border:none; overflow:hidden; width:450px; height:25px"></iframe></div>
<p>การกินอาหารน่ะไม่ใช่เรื่องยาก แต่การไปทานอาหารนอกบ้านอาจเป็นเรื่องที่ทำให้คุณหนักใจก็ได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องไปทานในร้านอาหารขณะไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ประโยคต่างๆต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณไม่ต้องอด แค่อ่านรายละเอียดประโยคสำคัญๆ ที่จำเป็นสำหรับการสั่งอาหารแล้วคุณจะได้ไม่ต้องทนหิวอีกต่อไปยังไงล่ะครับ !<span id="more-59"></span></p>
<ol>
<li><strong>I&#8217;d like to make a reservation, please.</strong> สำหรับร้านอาหารบางแห่ง คุณจำเป็นต้องโทรจองโต๊ะก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้ที่นั่ง เตรียมบอกจำนวนคนในกลุ่มของคุณ เวลาที่คุณจะไปถึง และชื่อของคุณ เช่น &#8220;I&#8217;d like to make a reservation for four at 8 p.m. for Tony.&#8221; (ฉันขอจองโต๊ะสำหรับ 4 คน ภายใต้ชื่อ Tony) พนักงานต้อนรับอาจขอเบอร์โทรของคุณไว้ หรือถามความต้องการของคุณว่า อยากนั่งในที่สูบบุหรี่ได้ หรือด้านปลอดบุหรี่ ดังนั้นคุณจึงเตรียมตอบคำถามดังกล่าวให้เรียบร้อย</li>
<li><strong>Could you repeat that, please </strong>ถึงแม้ว่าประโยคนี้ไม่เจาะจงว่าต้องใช้ในร้านอาหารเท่านั้นแต่มันก็สำคัญมาก บรรยากาศในร้านอาหารโดยทั่วไปอาจเสียงดัง พนักงานในร้านพูดเร็ว ถ้าคุณไม่เข้าใจอะไร ควรถามทันทีว่า&#8221;Could you repeat that&#8221; (กรุณาทวนอีกครั้งได้มั้ย) และแน่นอนว่า คำง่ายๆ อย่าง &#8220;Excuse me (ขอโทษนะครับ)&#8221; ก็ใช้ได้เช่นกัน ไม่ต้องกลัวว่าจะใช้มันบ่อยไป!</li>
<li><strong>We need another minute.</strong> ใช้ประโยคนี้เมื่อพนักงานเสิร์ฟเดินเข้ามาเพื่อขอรับออร์เดอร์จากคุณแต่คุณยังไม่พร้อม คุณจะได้ยินคำว่า&#8221;Are you ready to order&#8221; (คุณพร้อมที่จะสั่งอาหารหรือยังครับ) คุณควรตอบว่า &#8220;Not yet. We need another minute,&#8221;(ยัง ขอเวลาอีกซักนาทีเถอะ) หรือ &#8220;Can we have another minute&#8221; อย่าลืมว่า &#8220;a minute&#8221; ในร้านอาหารที่กำลังยุ่งหมายถึงว่า กว่าพนักงานคนนั้นจะกลับมาอีกทีอาจกินเวลาไปแล้วห้านาทีก็ได้</li>
<li><strong>I&#8217;d like/I&#8217;ll have &#8230;</strong> นี่คือสองประโยคที่สำคัญที่สุด! ใช้ &#8220;I&#8217;d like &#8221; หรือ &#8220;I&#8217;ll have&#8221; เมื่อคุณจะสั่งอาหารหรือเครื่องดื่ม เช่น &#8220;I&#8217;d like the spaghetti and some tea,&#8221; หรือ &#8220;I&#8217;ll have a sandwich and a soft drink.&#8221; การชี้ชื่ออาหารที่อยู่ในเมนูก็ใช้ได้เช่นกันครับ โดยอาจจะบอกพนักงานว่า I&#8217;d like to have this.</li>
<li><strong>Could you bring /Do you have?</strong> ถ้าคุณต้องการอะไรอีกหรืออยากสั่งเพิ่ม ควรเริ่มต้นประโยคดังที่เห็นข้างต้น เช่น&#8221;Could you bring some extra napkins&#8221; (ขอผ้าเช็ดปากเพิ่มได้ไหมครับ) หรือถ้าคุณไม่แน่ใจว่าร้านอาหารนั้นจะมีสิ่งที่คุณอยากได้หรือเปล่า ควรพูดว่า &#8220;Do you have &#8221; เช่น ถ้าคุณอยากได้น้ำส้มคั้นแต่ไม่เห็นเขียนไว้ในเมนู คุณควรถามว่า &#8220;Do you have orange juice&#8221;</li>
<li><strong>This isn&#8217;t what I ordered.</strong> ถ้าพนักงานเสิร์ฟนำอาหารมาให้คุณผิด คุณควรบอกว่า &#8220;This isn&#8217;t what I ordered, I ordered&#8221; เติมชื่ออาหารที่คุณสั่งเข้าไปในประโยคข้างต้น เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ถ้ามันบังเอิญเกิดขึ้นกับคุณล่ะก็ คุณควรทำอะไรซักอย่างกับมัน</li>
<li><strong>Check, please! </strong>เมื่อคุณทานเสร็จแล้วและพร้อมที่จะออกจากร้านอาหาร คุณควรบอกพนักงานว่า&#8221;Check, please!&#8221; สั้นๆ แต่ได้ใจความสำหรับการสิ้นสุดการรับประทานอาหารมื้อนั้น หรือจะให้ดูดีกว่านั้น คุณอาจบอกว่า Could I have the bill, please ก็ได้</li>
</ol>
<p>และการใช้ภาษากาย ภาษาท่าทางร่วมด้วยก็จะทำให้การสั่งอาหารในร้านเป็นไปได้ง่ายขึ้นด้วยนะครับ คิดอะไรไม่ออกจริงๆ ก็ชี้เอาแล้วกันครับ</p>

<!-- Wordpress Connect Modules v1.05 --><img src="http://www.dplusmag.com/?ak_action=api_record_view&id=59&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.dplusmag.com/read-and-learn-english/dinner-talk.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

