อ่านนิตยสาร D+plus ได้ฟรี ตามสถาบันการศึกษา ร้านกาแฟ ห้องสมุด และสถานที่ชั้นนำทั่วไป
Photo Know How

Smart English

Tech Tips

The Trip

Web Innovation

Home » Plus Tag

เก็บตก Computex Taipei : เมื่อกรอบรูปดิจิตอล + OS = iPad

นิตยสาร 7 กรกฎาคม 2553 – 5:31 pm

สายฝนพรำมากระทบหน้าต่างรถบัสเป็นทางยาว บนเส้นทางที่มุ่งหน้าออกนอกเมืองไปทางตะวันออกของกรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ที่อาจนับได้ว่าเป็นนครหลวงแห่งฮาร์ดแวร์ดิจิตอลแห่งหนึ่งในโลก ผมกำลังเดินทางไปชมงาน Computex Taipei งานแสดงสินค้าด้านคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งจัดต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 30 แล้วในปีนี้

IMG_0004 ความจริงในอเมริกาเคยมีงาน Comdex ที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่และมีผู้ร่วมแสดงงานที่หลากหลายยิ่งกว่า แต่หลังเกิดเหตุการณ์ถล่มเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์คเมื่อปี 2001 และการสื่อสารกันอย่างสะดวกสบายขึ้นมากผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้คนในวงการไอทีก็พากันเลือกที่จะงดการเดินทางไปรวมกันในที่ใดที่หนึ่งโดยไม่จำเป็นไปพักใหญ่ พาให้งาน Comdex ถึงกาลอวสานไปด้วย

แต่ในทางตรงกันข้าม สำหรับงานคอมพิวเทกซ์ในปีนี้กลับขยายใหญ่ขึ้นจนไม่สามารถบรรจุลงในสถานที่เดิม คือ Taipei World Trade Center (TWTC) ได้อีกต่อไป จึงได้มีการขยับขยายบูธหลักๆ เช่น Microsoft, Intel, AMD และอื่นๆ ที่เราคุ้นชื่อกันเป็นส่วนมาก มาจัดในสถานที่ใหม่ที่เรียกว่า TWTC Nangang Exhibition Center ซึ่งอยู่ย่าน Nangang แถบชานเมืองไทเปทางตะวันออก ห่างย่านกลางเมืองน่าจะเทียบได้ประมาณอิมแพคที่เมืองทองธานีหรือใกล้กว่า เพราะรถใต้ดินก็เพิ่งจะเดินไปถึงศูนย์แสดงสินค้า Nangang แห่งใหม่นี้ไม่นานนัก ส่วนที่ TWTC เดิมก็ยังคงมีบูธอยู่ราวๆ เกือบครึ่งของงานทั้งหมด บางบริษัทก็มีบูธอยู่ทั้งสองที่ แต่แสดงผลิตภัณฑ์คนละประเภทกันก็มี

IMG_0016

สองวันที่ผมเดินงานทั้งสองแห่ง ได้เห็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมายที่ผู้ออกแบบและผลิตฮาร์ดแวร์ของไต้หวัน รวมถึงผู้ผลิตหรือรับจ้างประกอบในจีนพากันนำมาเปิดตัวให้ชมกัน ดูๆไปแล้วของที่แต่ละคนนำมาแสดงก็ไม่หนีกันเท่าไหร่ในแง่ของฟังก์ชั่นการทำงาน รูปร่าง ราคา ไม่ว่าจะเป็นเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค โทรศัพท์มือถือ จอภาพ ฯลฯ แต่ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ ของบางอย่างหยิบขึ้นมาดูแล้วแทบแยกไม่ออกเลยว่ามันคืออะไร ผมกำลังหมายถึงอุปกรณ์หน้าตาเหมือนกรอบรูปดิจิตอลที่เสียบไฟไว้โชว์รูปจากการ์ดหน่วยความจำหรือธัมบ์ไดรว์โดยเปลี่ยนรูปไปเรื่อยๆได้ ซึ่งวางขายในบ้านเราราคาหลายพันบาทไปจนถึงค่อนหมื่น แล้วแต่ขนาดจอ แต่บางชิ้นพอหยิบขึ้นมาดูกลับกลายเป็นเครื่องอ่านอีบุ๊ค หรือแม้กระทั่งคอมพิวเตอร์แบบแท็บเบล็ต (Tablet หรือ Slate) ไปก็มี ซึ่งหากคิดดูดีๆแล้วเราก็จะพบว่าอุปกรณ์จำพวกนี้หน้าตาและส่วนประกอบไม่ได้ต่างกันมากมาย มีซีพียู, หน่วยความจำ RAM และแฟลชเมโมรี แล้วก็ยัดทุกอย่างลงไปอยู่หลังจอภาพขนาดใหญ่ให้ออกมาแบนๆ คือถ้าจะปรับจากกรอบรูปดิจิตอลไปเป็น E-book reader หรือ Tablet computer ก็แค่เพิ่มแบตเตอรี่กับอุปกรณ์เชื่อมต่อไร้สายเช่น LAN, Wi-Fi และโทรศัพท์มือถือ Edge/GPSR หรือ 3G เข้าไป รวมทั้งอาจต้องใช้ซีพียูที่เร็วขึ้นหรือ RAM มากขึ้นอีกหน่อย ใส่จอสัมผัสหรือทัชสกรีนเข้าไปอีกนิด ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นบ้าง แต่ก็ขายได้ราคามากขึ้นพอสมควร

IMG_0101

ที่น่าคิดก็คือสิ่งที่สร้างความแตกต่างกันอย่างจริงจังของอุปกรณ์ประเภทนี้ก็กลับกลายเป็นซอฟต์แวร์ “ระบบปฏิบัติการ” หรือ Operating System ที่ใช้ควบคุมเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น iPhone OS ของ Apple ซึ่งทำทั้งเครื่องและซอฟต์แวร์เองไม่แบ่งใคร (และเพิ่งเปลี่ยนชื่อ iPhone OS เป็น iOS ไปเมื่อต้นเดือน จะได้รองรับได้ทั้ง iPad, iPhone และอุปกรณ์ตระกูล i อื่นๆที่แอปเปิลจะออกมาดูดเงินในกระเป๋าเราไปอีกในอนาคต), Windows 7 และ Windows Phone 7 (สำหรับอุปกรณ์พกพา) ของไมโครซอฟท์ (ซึ่งล่าช้าไปหลายปีจนส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนของไมโครซอฟท์รูดลงไปอยู่อันดับ 5) ที่ขายให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ซื้อไลเซนส์ไปใส่เครื่องของแต่ละราย, Android ของกูเกิล (Google) เจ้าพ่อด้านเสิร์ช (ค้นหาข้อมูล) และสารพัดบริการบนอินเทอร์เน็ต ที่แจกฟรีให้ใครๆช่วยเอาไปใส่ในเครื่องได้ จนกลายเป็นขวัญใจของบรรดาผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ราคาประหยัดชาวจีน นี่ยังไม่นับ BlackBerry OS ที่ใช้กับเครื่อง BB และยังมีอีกสองสามระบบจากโนเกีย (มีทั้ง Symbian, Maemo และล่าสุดคือ MeeGo ที่เอา Maemo มารวมกับโปรเจ็ค Moblin ของอินเทล เพื่อเอาซีพียูอะตอมมาลงมือถือและแท็บเบล็ต) รวมถึงอีกสองสามค่าย เช่น Brew ของ Qualcomm, WebOS ของ Palm ที่เพิ่งถูก HP ซื้อไป และ Bada ของซัมซุงIMG_0268

แค่นั่งไล่นับให้ครบทุกชื่อที่เข้ามาแข่งขันกันในตลาดนี้ก็เวียนหัวแล้ว แต่ก็ยังแค่หลักสิบ ที่มีมากกว่านั้นคือรุ่นและแบบต่างๆของบรรดาผู้ผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์จากไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งเฉพาะในงาน Computex ที่มีแต่ไต้หวันกับจีนมาแสดงก็นับได้หลายสิบรุ่น แต่ถ้ารวมที่ผู้สันทัดกรณีคาดการณ์ไว้ว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะมีการเปิดตัวอุปกรณ์จำพวกนี้ไม่ต่ำกว่า 100-200 รุ่น! ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ถึงวันนี้มีน้อยเครื่องมากที่พร้อมผลิตและส่งมอบในปริมาณมากเพื่อขายอย่างจริงจัง เพราะทุกคนต่างก็รอที่จะต้องติดตั้งทดสอบโปรแกรมกับเวอร์ชั่นจริงของ OS ใหม่ๆ เช่น Android, Windows Phone 7 หรืออื่นๆ IMG_0087ให้เรียบร้อยก่อน ในขณะที่ทุกวันนี้แอปเปิลโกยเงินเข้ากระเป๋าด้วยการขาย iPad ได้ 1 เครื่องทุกๆ 3 วินาที! อย่างที่บอกแล้วว่าความแตกต่างอยู่ที่ OS จริงๆ และหากจะมองถึงราคาและสัดส่วนของกำไรแล้ว บรรดาผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ทั้งหลายที่ทำออกมาให้คอมแพตกับ OS เดียวกัน ไม่มีความแตกต่างกันมากพอ ก็จำต้องเชือดเนื้อตัวเองเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงในราคาที่ถูกกว่า ทำให้ขายได้กำไรลดลงไปอีก ในขณะที่คนทำ OS กลับเป็นผู้กำหนดทุกอย่างและกวาดเอาครีมข้างบน รวมถึงกินหัวคิวจากการขายแอพพลิเคชั่นใน AppStore อย่างของแอปเปิลด้วย (นี่อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ผู้ผลิตมือถืออันดับสองของโลกอย่างซัมซุงถึงยังพยายามเข็น OS Bada ของตัวเองออกมาสู้โดยไม่ยอมแพ้ เพราะเดิมพันมันมากเกินกว่าจะถอยกันง่ายๆ)

IMG_0066

ความจริงเรื่องนี้เป็นปัญหาคลาสสิคที่วงการอุตสาหกรรมในบ้านเราพูดกันมานาน โดยไม่ต้องอ้างอิงเรื่องการผลิตอะไรที่มันไฮเทคเสียด้วยซ้ำ เพราะมันก็คล้ายกับการผลิตสินค้าแบบรับจ้างผลิตตามมาตรฐานหรือการออกแบบของคนอื่น หรือใช้แบรนด์ของคนอื่น (กรณีนี้ OS ก็เป็นข้อกำหนดในการผลิต เทียบได้กับแบรนด์หรือการออกแบบนั่นเอง) ผลก็คือใครทำได้ราคาต่ำสุดก็ได้งานไป แต่ก็ไม่ยั่งยืน เพราะเมื่อค่าครองชีพเริ่มสูงขึ้น ต้นทุนค่าแรงและอื่นๆ ก็เริ่มสูงจนแข่งขันไม่ได้ เจ้าของแบบหรือแบรนด์นั้นก็ย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น (มีข่าวลือว่าบริษัทไต้หวันอย่าง Foxconn ที่รับจ้างผลิตไอโฟนและอื่นๆอีกมาก มีแผนจะย้ายฐานการผลิตจากจีนไปเวียดนามและที่อื่นๆ ซึ่งหากเป็นจริงอาจทำให้มีคนตกงานสูงถึงค่อนล้านคน!) เพียงแต่ในอุตสาหกรรมไฮเทคนั้น การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นเร็ว แรง และเห็นผลชัดจนยกตัวอย่างได้ง่ายเท่านั้น

IMG_0162

ที่อยากจะสรุปตอนท้ายก็คือ แม้แต่ไต้หวันที่ว่าไฮเทค ก็ยังต้องรอทำตามการออกแบบ OS ของบริษัทข้ามชาติอื่นๆ ซึ่งอยู่ต้นน้ำกว่า นี่เองเป็นสาเหตุที่ใครๆ ก็อยากไปอยู่ต้นน้ำกันทั้งนั้น แต่จะอยู่ได้ก็ต้องมีความสามารถในการพัฒนาอะไรใหม่ๆ ที่แตกต่างจากคนอื่น ทั้งในเชิงเทคโนโลยี และการคิดอะไรใหม่ๆ ซึ่งก็คือที่มาของคำว่า creative economy ที่ภาครัฐของหลายๆประเทศต่างพูดกันปาวๆ อยู่นั่นแหละครับ เพราะไอ้เจ้าความ creative นี้มันเป็นตัวที่สร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจได้มากมายมหาศาลเหลือเกิน

ว่าแต่ว่า เมื่อไหร่บ้านเราถึงจะขยับเข้าใกล้ต้นน้ำเข้าไปบ้างล่ะครับ ไม่ต้องถึงกับหัวแถว แต่หรืออย่างน้อยก็อย่าให้รูดลงไปกว่าที่เป็นอยู่นี้ได้ก็ยังดี หลายสิบปีก่อนเราเคยแข่งกับเกาหลี วันนี้ถูกมองเทียบกับเวียดนาม วันหน้าจะขยับไปตรงไหนยังไม่กล้านึกเลย ;-(

 

เรื่อง : วศิน เพิ่มทรัพย์ (บรรณาธิการอำนวยการ)

  • Facebook
  • Twitter
  • Windows Live Favorites
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark