อ่านนิตยสาร D+plus ได้ฟรี ตามสถาบันการศึกษา ร้านกาแฟ ห้องสมุด และสถานที่ชั้นนำทั่วไป
Photo Know How

Smart English

Tech Tips

The Trip

Web Innovation

Home » Plus Tag

“ดิจิตอลพับลิชชิ่ง… มันเป็นยิ่งกว่า E-book”

นิตยสาร 10 สิงหาคม 2553 – 4:34 pm

ตะวันคล้อยเลยกลางฟ้าไปพอสมควร เมื่อผมเดินจ้ำจากสถานีรถใต้ดินขึ้นมาเห็นแสงสว่างภายนอก แล้วก็ไปยืนงงอยู่หน้าสถานที่จัดงาน Tokyo Big Sight ชานกรุงโตเกียว “เอ… ตกลงมันงานอะไรกันแน่เนี่ย” เพราะมันกลายเป็น 3 งานจัดอยู่ด้วยกัน คือนอกจาก Tokyo International Book Fair แล้วยังมี Digital Publishing Fair และ Educational IT Solutions Expo อีกด้วย โดยใช้พื้นที่ต่อเนื่องกันไปตลอด

IMG_0001

 

ใครที่เคยไปงานบุ๊คแฟร์ในญี่ปุ่นแล้วคงจะพอนึกออกว่า ประเทศที่ยอมรับกันว่ามีการอ่านหนังสือและผลิตหนังสือออกมามากเป็นอันดับต้นๆของโลกนั้นมีงานหนังสือที่เล็กจนน่าประหลาดใจแค่ไหนจะด้วยค่าใช้จ่ายในการจัดและค่าครองชีพที่แพง ทำให้สำนักพิมพ์ระดับอินเตอร์เห็นว่าไม่คุ้มที่จะบินมา หรือผู้ผลิตและจำหน่ายหนังสือในประเทศเห็นว่าไม่ทำให้เกิดความแตกต่างหรือสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้นจากการขายตามหน้าร้านทั่วไปมากพอก็ตาม แต่งานหนังสือของญี่ปุ่นก็เล็กกว่าของไทยมาก แถมปีนี้ยังถูกบดบังแย่งพื้นที่และความน่าสนใจด้วยอีกสองงานข้างต้นที่จัดอยู่ติดต่อกันและมีพื้นที่รวมกันพอๆกับงานหนังสือ เดินเข้าไปแล้วเลยชักงงว่านี่มันคอมมาร์ทหรือบุ๊คแฟร์กันแน่

IMG_0014

จะอย่างไรก็ตาม เทรนด์ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ เทคโนโลยีดิจิตอลกำลังแทรกตัวเข้าไปในแทบทุกอณูของธุรกิจ content รวมทั้งสิ่งพิมพ์ประเภทวารสารและหนังสือ ในรูปแบบที่เรียกว่า Digital publishing คล้ายกับที่เคยเป็นมาแล้วในโลกของหนังและเพลง คำว่า “Digital publishing” ของผมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ E-book ที่เอาหนังสือเป็นหน้าๆ มาใส่จอให้อ่านกันในรูปแบบไฟล์ต่างๆ เช่น PDF, epub หรืออื่นๆ แล้วก็ทำตัวเล็กตัวใหญ่ จัดเรียงหน้าใหม่ตามหน้าจอที่สั่งย่อขยายในแต่ละอุปกรณ์ได้เท่านั้นนะครับ (แค่นั้นมันง่ายไป ใครๆก็ทำได้ในยุคนี้) หากแต่หมายความรวมไปถึงการจัดพิมพ์และเผยแพร่สื่อในรูปแบบดิจิตอลที่อาจจะมีสื่ออื่น เช่น วิดีโอ เสียงประกอบ เสียงอ่านหรือบรรยาย ฯลฯ ผสมผสานไปด้วยก็ได้ (หรือไม่มีก็ได้) รวมถึงอาจมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบ (interactive) กับ “ผู้รับสาร” (ขอใช้คำนี้ซึ่งให้ความหมายกว้างกว่า “ผู้อ่าน” ขึ้นไปอีกหน่อย)

IMG_0080

ส่วนที่บอกว่าเห็นแทรกอยู่ทั่วไปนั้น ไม่ใช่แต่ในพื้นที่จัดงานส่วนที่เป็นดิจิตอลจะพูดแต่เรื่องเทคโนโลยี การแปลงไฟล์ให้อ่านได้จากหลายอุปกรณ์ ทั้งมือถือและคอมพิวเตอร์สารพัดระบบเท่านั้น แม้แต่ในส่วนของงานหนังสือเอง บนชั้นหนังสือของและสำนักพิมพ์ยังมีเจ้า iPadไปวางแทรกๆอยู่ทั่วไป พอเป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าสำนักพิมพ์ของชั้นก็ทันสมัยวัยดิจิตอลกะเค้าเหมือนกัน บางทีก็ใช้แสดงแคตตาล็อกหรือปกหนังสือใหม่ๆ เฉยๆ แต่บางบูธก็ใช้เจ้า iPad นี่แหละแสดง content ในรูปแบบดิจิตอลของหนังสือเล่มที่มันวางอยู่ข้างๆ ไปด้วยเลยว่านอกจากมีเป็นเล่มแล้ว นี่เลย จะเอาเวอร์ชั่นอินเตอร์แอคทีฟ ค้นหาได้ ซูมย่อขยายได้ แตะแล้วแสดงวิดีโอหรือสไลด์โชว์ของเนื้อหานั้นได้ก็มี ลองดูบูธของขาใหญ่อย่าง Google ซึ่งมีคนมุงกันแน่นกว่าสำนักพิมพ์ไหนๆ หรือที่อยู่ตรงข้ามกันพอดีคือ Zinio ผู้ผลิตและจำหน่าย E-Magazine จากฉบับตีพิมพ์ดังๆ อย่าง National Geographic และอื่นๆอีกเป็นร้อยหัว ก็มีคนแวะเวียนไปดูไปอ่านกันบนเครื่อง iPad ในบูธอย่างอุ่นหนาฝาคั่งทีเดียว

IMG_0076

บางท่านอาจจะบอกว่า “อย่างนั้นก็ไม่เรียกว่า หนังสือแล้วสิ…” ซึ่งถ้าว่าตามความหมายเดิมๆ แล้วก็คงจะใช่ แต่ใครล่ะครับจะแคร์ถ้าเขายังสามารถรับสารที่ ผู้ส่งสาร หรือ publisher ต้องการจะสื่อออกไปได้อย่างถูกต้อง หรือแถมด้วยความน่าสนใจมากกว่าเดิม เพราะเขาสามารถเข้าถึงสารนั้นได้จากที่ต่างๆ เช่น ผ่านเน็ต, มือถือ เขาสามารถค้นหา เปรียบเทียบ วิเคราะห์ เชื่อมโยง หรืออาจแม้แต่เพียงคั่นหน้าหรือทำ bookmark เอาไว้ว่าอ่านหรือดูไปถึงไหนแล้ว เช่นในกรณีของวรรณกรรม เป็นต้น ส่วนที่ยังไม่ได้พูดถึงก็คือการทำสำเนาหรือทำให้เข้าถึงได้จากผู้รับสารหลายๆคน (โดยอาจจะจ่ายแค่คนเดียว) พูดง่ายๆ ก็คือ copy หรือ piracy กันกลายๆ อะไรทำนองนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ลำบาก (แต่ก็ยังคงจำเป็นต้องพยายามทำอยู่ในระดับหนึ่ง) หากเป็นเช่นนี้ผู้ส่งสารเองนั่นแหละที่จะต้องปรับตัวว่าจะหารูปแบบธุรกิจหรือ business model ใดที่จะทำมาหากินกับลูกค้าแบบใหม่เหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม คืออยู่ได้ทั้งผู้ส่งสาร (ผู้ขาย) และผู้รับสาร (ผู้ซื้อ) ถ้าไม่อย่างนั้นใครจะลงทุน publish งานออกมาให้เหนื่อยเปล่า แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่ลืมนะครับว่ายังมีคนอีกมากที่อยากเขียน สร้าง และเผยแพร่ผลงาน แต่ไม่ได้รับโอกาส เพราะสำนักพิมพ์ในระบบเดิมเห็นว่าไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าเพียงพอ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อินเทอร์เน็ตและเว็บก็ได้ให้โอกาสคนเหล่านี้เผยแพร่ผลงานได้มากขึ้นระดับหนึ่งโดยไม่ต้องห่วงเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มากนัก เพราะไม่มีต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้นในการเผยแพร่ผลงานเหมือนกับการพิมพ์เป็นเล่ม ผู้เขียนที่กลายเป็นผู้จัดพิมพ์เองหรือ self-publishing เหล่านี้แหละครับ ถึงจะมีไม่กี่คนที่ทำงานได้ปริมาณมากหรือต่อเนื่อง แต่รวมๆแล้วก็จะมีจำนวนมากขึ้น และสร้างความหลากหลายให้กับตลาดได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะทำออกมาในรูปแบบของตัวหนังสือล้วนๆ หรือจะจัดรูปแบบสวยงามพร้อมภาพประกอบ หรือรวมเอามัลติมีเดียเข้าไปด้วยก็ตาม เพราะคนเหล่านี้ทำด้วยใจที่อยากจะให้มีคนอ่านหรือคนรับสารที่เขาต้องการสื่อออกมาเป็นหลัก โดยผลตอบแทนทางธุรกิจอาจเป็นเรื่องรองลงไป

IMG_0026

เล่ามาตั้งยาว ใครที่อ่านมาตั้งแต่ต้นและมีคำถามว่า “แล้วมันจะเป็นยังไงต่อไปในอนาคต” “ในอนาคตคนยังจะอ่านหนังสือกันมั้ย” หรือ “แล้วคนทำหนังสือจะปรับตัวยังไงดี” (อันหลังนี่คนทำหนังสือชอบถามกันเป็นปกติ) ผมคงไม่มีคำตอบให้หรอกครับ และก็คงไม่มีใครในโลกสามารถมีคำตอบที่เชื่อถือได้ 100% ให้คุณด้วย ทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนโลกของเราเร็วจนทำนายอนาคตไม่ถูกกันแล้ว มันพลิกไปพลิกมาได้ตลอด ทางเดียวที่พอจะทำได้ก็คือพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ให้เร็วที่สุดเท่านั้น ทางมันคด ถ้าทำตัวเป็นรถบัสคันใหญ่มันก็เลี้ยวยากถ้าเป็นปิคอัพก็ค่อยยังชั่วหน่อย แต่ไม่ว่ารูปแบบการนำเสนอจะเปลี่ยนแปลงไปยังไงก็ตาม เนื้อหาสาระหรือ content ที่ดีมีคุณภาพยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอ เพียงแต่คุณจะหาวิธีส่ง “สาระ” นั้นออกไปอย่างไรเท่านั้น

เรื่อง : วศิน เพิ่มทรัพย์ (บรรณาธิการอำนวยการ)

  • Facebook
  • Twitter
  • Windows Live Favorites
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark

One Comment »

  • vit says:

    ผมอยากศึกษาเรื่องนี้ อย่างจริงจัง
    แต่ผมเริ่มต้นไม่ถูก เพราะข้อมูลมีน้อย
    ช่วยแนะนำที่หาข้อมุลหน่อยคับ