E-book จริงหรือที่ว่ามันคืออนาคตของการอ่าน?
จากที่เล่าไปแล้ว 8 ข้อ ว่ามีเรื่องอะไรที่คุณควรจะรู้บ้างเกี่ยวกับ E-book ฉบับนี้มาเล่าต่ออีก 8 ข้อที่เหลือกัน และก็ต้องขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณเอาเองว่าอะไรที่น่าจะเป็นไปได้ในความคิดของคุณ มาต่อกันเลยนะครับ
16 เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ E-book
9. ทางออกของคนทำหนังสือในยุค E-book จะอยู่รอดได้ด้วยการเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจ (Business model)
หาก E-book แพร่หลายและทำให้คนอ่านมากขึ้น แต่คนซื้อลดลง ทางรอดของคนทำหนังสือก็คือการเปลี่ยนวิธี
ทำมาหากิน ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไปว่าจะออกมาในแนวไหน ลองดูตัวอย่างที่ค่ายเพลงทำกันมาแล้ว ขายซีดีไม่ได้ต้องขาย ring tone หรือทำธุรกิจในการจัด concert แทน คือยังต้องสรรหาและพัฒนาศิลปินใหม่ รวมทั้งโปรโมทให้ดัง แต่ไม่ได้ขายอัลบั้มเป็นหลักอย่างเก่า ถ้าจะเทียบกับสำนักพิมพ์ก็คือยังต้องผลิตเนื้อหาสาระหรือ content อยู่อย่างเดิม แต่หาวิธีขายหรือนำเสนอในรูปแบบใหม่ ดังนั้นต่อไปเราอาจได้เห็นสำนักพิมพ์กลายเป็น content promoter จัดเปิดตัวหนังสือ นักเขียน สัมมนา อบรม ฯลฯ มากขึ้น

10. คนขาย (ร้านหนังสือ) ก็กลัวคนหนีไปซื้อ E-book จากร้านบนเน็ต หรือกลัว copy ต่อๆกันแล้วไม่ซื้อ
เรื่องนี้ก็เป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้เช่นกัน และยากยิ่งกว่าการเอาหนังสือไปถ่ายเอกสารทั้งเล่มเสียอีก อย่างที่บอกแล้วว่าการป้องกันก๊อปปี้ไม่มีทาง work 100% แค่ทำให้ยากง่ายมากน้อยในระยะสั้นเท่านั้น และในระยะยาวจะไม่สามารถ
แก้ปัญหาได้ มีแต่จะทำให้คนไม่สะดวกและไม่ซื้อจากแหล่งที่กันก๊อปปี้ ดังนั้นร้านหนังสือก็ต้องค่อยๆ ปรับตัว คาดว่าการป้องกันก๊อปปี้ในช่วงแรกๆ น่าจะยังมีเพื่อซื้อเวลาให้ปรับตัวทัน ที่สำคัญก็คือคนที่ปรับตัวได้แล้ว มีฐานลูกค้าแล้วจะเลิกกันก๊อปปี้ก่อนเพื่อดึงลูกค้าไปหา ทำให้คนอื่นที่ยังปรับตัวไม่ทันถูกบังคับให้ทำตามทันทีทั้งๆที่ยังไม่พร้อม ดังนั้นการปรับตัว
ให้เร็วที่สุดจึงจำเป็นมาก

11. ทางออกของร้านหนังสือในยุค E-book จะอยู่รอดได้ด้วยการเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจ (Business model)
จะเห็นว่าจุดสำคัญคือการปรับตัวเข้าสู่ยุค E-book ซึ่งถึงจะมาเร็วแต่ก็ยังน่าจะพอมีเวลาปรับตัวอยู่บ้าง เพราะหนังสือเล่มคงไม่หายไปหมดในทันที เหมือนอย่างร้านขายซีดีเพลงหรือ VCD/DVD ที่ปัจจุบันหายากขึ้นทุกที แต่ก็ไม่ถึงกับปิดไปหมด (ในขณะที่ค่ายเพลงใหญ่และแม้แต่ศิลปินอินดี้ยังอยู่ได้) อย่างไรก็ตาม ร้านหนังสือโดยทั่วไปมักดำเนินธุรกิจแบบเดิมที่เคยทำมา จึงปรับตัวค่อนข้างยาก อีกทั้งการปรับตัวที่จำเป็นในครั้งนี้ก็ค่อนข้างจะมากโขอยู่ จากการที่เคยขายหนังสือมาเป็นขาย content ในรูปแบบดิจิตอล จากที่เคยเพียงแค่แข่งกับร้านอื่นๆ ในทำเลใกล้เคียง ก็กลายเป็นแข่งกับทุกร้าน

ทั่วโลกที่ขายหนังสือประเภทเดียวกันบนเน็ตด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ดังนั้นทางออกของร้านก็คือต้องรักษาฐานลูกค้าเก่าที่ยังอ่านหนังสือเล่มและมาซื้อที่ร้านอยู่ให้ได้มากและนานที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องผสมผสานช่องทางและทำเลการขายหนังสือเล่มแบบเดิมที่มีเข้ากับการขายบนเน็ตให้ได้กลมกลืนและยืดหยุ่น คือจะซื้อแบบไหน เป็นเล่มหรือจะโหลด ก็มีให้หมด รวมถึงบริการที่ดีกว่า เช่น รู้จักหนังสือว่าอะไรดีอะไรไม่ดี สามารถให้บริการหรือแนะนำลูกค้าได้อย่างถูกต้องใกล้ชิด เป็นต้น
ท้ายสุดของข้อนี้ มีข้อสังเกตว่า การเปลี่ยน Business model มักจะเป็นเรื่องยากสำหรับ existing player คือคนที่เล่นอยู่เดิม แทนที่ว่าใครทำมาก่อนจะมีความได้เปรียบ กลับกลายเป็นใครเริ่มทำทีหลังกลับได้เปรียบกว่าก็ได้
12. E-book คงไม่สามารถจะทดแทนหนังสือกระดาษได้หมด แต่มากน้อยแค่ไหนอีกเรื่องหนึ่ง
ถ้าอยากจะทราบว่ามากหรือน้อยแค่ไหน ให้ลองถามตัวเองว่า ระหว่างหนังสือบนกระดาษกับ E-book หรือข้อมูลออนไลน์จากเว็บ อย่างไหนสะดวกกว่ากันในกรณีต่างๆ เช่น
*** ไปเลือกหนังสือที่ร้าน เปิดอ่านดูได้ กับเลือกหนังสือจากเน็ต อันไหนสะดวกกว่ากัน (ไม่เหมือนเพลงที่เลือกที่ร้านก็ยังต้องเปิดฟังที่เครื่องในร้าน ถ้ายอมให้ลองฟัง) – คำตอบไม่ตายตัว ขึ้นกับว่าร้านออนไลน์นั้นทำได้ดีแค่ไหน สะดวกและเร็วแค่ไหน

- ค้นหาหนังสือในตู้ที่บ้าน กับค้นจากในเครื่อง Reader หรือที่เก็บไว้ออนไลน์ อย่างไหนสะดวกกว่ากัน –
คำตอบก็ไม่ตายตัวเช่นกัน ขึ้นกับว่า Reader แบบนั้นทำได้ดีแค่ไหน เชื่อมต่อกับออนไลน์ได้ดีแค่ไหน
(บางบ้านมีหนังสือเยอะเล่มจนใส่ตู้แล้วหาไม่เจอก็มี)
*** พกพาหนังสือจำนวนมากไปมา เพื่ออ่านหรือค้นข้อมูลแค่บางส่วนบางจุด อันนี้ E-book น่าจะได้เปรียบ
- พลิกดูผ่านๆ ถ้าสนใจค่อยเปิดดูโดยละเอียดอีกที อันนี้กระดาษเป็นเล่มน่าจะได้เปรียบกว่า
13. การเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุค E-book ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในประเทศทางตะวันตกก่อน แต่อาจเกิดขึ้นในเอเชีย หรือที่ไหนก็ได้
ข้อนี้เป็นเรื่องที่บางคนมองตัวอย่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปหรืออเมริกา ว่าเขาก้าวหน้ากว่าเราแต่ก็ยังไม่เปลี่ยนไปเป็น E-book กันเลย ข้อนี้คงต้องอธิบายว่าเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีไปเร็วเท่ากันทั้งโลกแล้ว และเทคโนโลยีของ E-book ตัวจริงเพิ่งจะเริ่มออกมา ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงใดๆ ถ้าจะเกิดก็ไม่ต้องไปรอดูประเทศเหล่านั้น เพราะเขาไม่น่าจะไปก่อนเรา แต่อาจไปพร้อมๆกันมากกว่า พูดสั้นๆคือ แม้แต่ต่างประเทศ (จะเป็นฝรั่งหรือชาติอื่นๆก็ตาม) ก็ยังงงๆ ปรับตัวไม่ทันพอๆกับเรา จึงไม่ต้องไปรอดู และไม่น่าจะมีตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงให้ดูก่อนนานนัก

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนมากหรือน้อยยังขึ้นกับปัจจัยอีกหลายอย่าง เช่น วัฒนธรรม ความเคยชิน รวมถึง infrastructure ด้าน(ความเร็ว)เน็ตที่ต่างกัน การเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำเป็นต้องไปในทางเดียวกัน
หรือด้วยความเร็วเท่ากัน ยิ่งกว่านั้น บางคนบอกว่าประเทศที่มีวัฒนธรรมการอ่านเข้มแข็ง ฝังรากลึกมานาน เช่น ยุโรปหรืออเมริกา อาจยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ช้ากว่าประเทศทางเอเชียก็ได้ แปลว่าเอาเข้าจริงๆ ญี่ปุ่นหรือเกาหลี หรือแม้แต่เมืองไทย อาจเป็นผู้นำในเรื่องของการยอมรับ E-book ไปก่อนฝรั่งเสียอีก เพราะเรามีของเก่า (เปรียบเสมือนน้ำในถ้วย) อยู่น้อย จึงรับอะไรที่รินเติมเข้ามาใหม่ได้ง่ายกว่า
14. การแข่งขันกันเรื่องอุปกรณ์ที่จะเป็น E-book reader ไม่ใช่สาระสำคัญในตัวเอง ประเด็นคือมันเป็นประตูหรือ gateway ที่จะดึงลูกค้าเข้าร้าน E-bookstore ของคนนั้นมากกว่า
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ของเครื่องอ่านนั้นไล่ตามกันทันไม่ยาก ของใครใช้ดีกว่าเดี๋ยวคู่แข่งก็เอาไปแกะแล้วทำตามให้ถูกกว่าดีกว่าได้ในเวลาไม่นาน ส่วนซอฟต์แวร์ก็อาจใช้เวลานานกว่าในการตาม เช่น OS ซึ่งประกอบรวมเข้ากับฮาร์ดแวร์กลายเป็น platform แต่ที่สำคัญที่สุดคือระบบของหน้าร้าน รวมไปถึงความเคยชินและติดใจในบริการ จนเกิดเป็นความนิยมของลูกค้าที่จะซื้อจากร้านนั้นๆ ซ้ำอีก ซึ่งต้องสร้างและดูแลอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นตัวสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำในระยะยาว
15. การแข่งขันในเรื่อง E-bookstore น่าจะรุนแรงมากกว่า Music store เพราะหนังสือมีความหลากหลายกว่า
การที่หนังสือมีความหลากหลายกว่า จึงมีอะไรใหม่ๆ ให้เล่นได้มากกว่า หนังสือดิจิตอลจึงน่าจะเป็นตัวทำกำไรได้มากกว่าเพลง รวมทั้งมากกว่าขายฮาร์ดแวร์ด้วย เพราะในปีหนึ่งๆคนซื้อหนังสือมูลค่ามากกว่าราคาเครื่องอ่านหลายเท่า
ถ้าจะย้อนกลับไปดูตัวอย่างคล้ายๆกันจากวงการเพลงที่เปลี่ยนเป็นดิจิตอลด้วยอิทธิพลของ MP3 จะเห็นชัดขึ้น เช่น Apple ขาย iPod ไปนับกว่า 220 ล้านเครื่อง (นับถึงปี 2008) ซึ่งยังไม่รวม iPhone/iPod Touch อีก 78 ล้านเครื่อง (นับถึงปี 2009
– รวมทั้ง iPhone ที่มากกว่า 300,000 เครื่องในเมืองไทย) แต่ขายเพลงให้โหลดผ่าน iTunes store ไปแล้วทะลุหมื่นล้านเพลง (นับถึงกุมภาพันธ์ 2010) ซึ่งในระยะยาวน่าจะกำไรมากกว่าขายเครื่อง ดังนั้นผู้เล่นแต่ละรายในตลาด E-bookstore จึงต้องพยายามสรรหาโมเดลใหม่หรือโมเดลเดิมที่เคยประสบความสำเร็จมาใช้กับ E-bookstore เช่น

- Apple พยายามนำรูปแบบของ iTunes Store ที่ได้ผลดีกับการขายเพลงมาใช้กับ iBooks Store
- Google ก็ไปทางเดียวกัน คือพยายามค้น (และขาย) หนังสือทุกเล่มที่เคยพิมพ์ขึ้นมาบนโลกนี้ โดยการสแกนหรือคีย์ text ของหนังสือทั้งโลกเข้าไป ขั้นต้นให้ search ได้ก่อน ขั้นถัดไปอาจขายแล้วแบ่ง % ให้เจ้าของ (ถ้าหนังสือนั้นกลายเป็นสาธารณะหรือ public domain ไปแล้วก็ไม่ต้องแบ่ง)
16. สรุปก็คือ E-book กำลังจะเปลี่ยนโลกของการอ่านไปอย่างมาก เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ Gutenburg ริเริ่มการพิมพ์ในศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา
จากทุกข้อที่ผ่านมา คำถามจึงไม่ใช่อยู่ที่ว่า E-book จะเป็นอนาคตของการอ่านจริงหรือไม่ (เพราะมันจริงอยู่แล้ว) แต่อยู่ที่ว่ามันจะเปลี่ยนรูปแบบของการอ่านในอนาคตได้เร็วและรุนแรงแค่ไหนต่างหาก ซึ่งพอจะตั้งข้อสังเกตได้ดังนี้
- ถึงหนังสือบนกระดาษจะไม่หายไปหมด แต่ก็คงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง หรือไม่เพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร (สมัยก่อนเราเคยดูปริมาณการใช้กระดาษต่อหัวต่อปีเป็นดัชนีวัดความก้าวหน้าของประเทศได้ เช่น ญี่ปุ่นใช้กระดาษมากกว่าไทย 7 เท่า ต่อคนต่อปี แต่ต่อไปคงดูยากขึ้น)
***จุดเปลี่ยน (Trigger point) ที่สำคัญอีกอย่างอยู่ที่ mind set ของคนรุ่นถัดไป เวลาจะหยิบอะไรมาอ่าน ถ้ายังนึกถึงกระดาษเป็นหลัก กระดาษก็ยังอยู่ แต่ถ้าคนรุ่นใหม่มองหน้าจอก่อนว่าเป็นข้อมูลล่าสุด เวลาจะเก็บสำรองอะไรที่เป็นของเก่าค่อยพิมพ์ลงกระดาษ กระดาษก็มีสิทธิไปเร็วขึ้น
เล่ามาตั้งยาวแล้ว ก่อนจบคงไม่มีอะไรจะเสริมอีก นอกจากจะบอกเพียงว่า ขอต้อนรับสู่รุ่งอรุณของยุค E-book ครับ ส่วนที่ว่าพระอาทิตย์จะขึ้นเร็วแค่ไหน แดดจะร้อนจ้าจนเกรียม หรือแค่อุ่นๆ คงต้องรอดูกันต่อไป
บทความ : วศิน เพิ่มทรัพย์









