ประเทศไทยกับโอกาสที่มาพร้อมกับโลกที่ ?ฉลาด? ขึ้น
ทุกวันนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีก้าวไปอย่างไม่หยุดนิ่งพร้อม ๆ กับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา แนวโน้มต่าง ๆ ที่มีนัยสำคัญกำลังจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปริมาณของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและผู้ใข้โทรศัพท์มือถือทั่วโลกที่กำลังจะพุ่งสูงถึงสองพันล้านและสี่พันล้านคนตามลำดับภายในสิ้นปี 2553 นอกจากนั้นเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งในอดีตเคยมีขนาดใหญ่และราคาแพง เช่น ทรานซิสเตอร์ ในปัจจุบันก็เริ่มมีขนาดเล็กและราคาถูกลง อีกทั้งยังถูกนำไปเป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์อิเลกโทรนิคส์ต่าง ๆ รอบตัวเรามากมาย จนทำให้มีการคาดการณ์กันว่า ในอนาคตอันใกล้พวกเราทุกคนจะมีทรานซิสเตอร์ทำงานอยู่รอบตัวมากกว่า 1 พันล้านชิ้นต่อคน ด้วยการที่ระบบและอุปกรณ์ต่าง ๆ มีขนาดเล็ก ราคาถูกลง แต่มีความสามารถมากขึ้น ผนวกกับโอกาสที่เทคโนโลยีทำให้ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นนี้เอง ทำให้หลายคนเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า โลกของเรากำลัง ?เล็กและแบนลง? เรื่อย ๆ ซึ่งผนวกกับความสามารถของเทคโนโลยีที่เก่งขึ้น จึงถือได้ว่าโลก ?ฉลาดขึ้น? ไปพร้อม ๆ กัน

ในขณะที่โลกกำลัง ?ฉลาด? ขึ้น ปัญหาและความท้าทายอื่น ๆ มากมายก็มีตามมาด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาประชากรในเมืองใหญ่ในโลกซึ่งในปี 2443 มีเพียง 13% ของประชากรทั้งหมด แต่ตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 70% ภายในปี 2593 หรือปัญหาด้านน้ำดื่มที่ปัจจุบันพบว่าประชากรหนึ่งในห้าของโลกยังขาดโอกาสในการเข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัย หรือการคาดการณ์เกี่ยวกับข้อมูลดิจิตอลที่มีการประเมินกันว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในทุก 11 ชั่วโมงภายในปี 2593 ซึ่งสาเหตุดังกล่าวสืบเนื่องจากการที่อุปกรณ์อิเลกโทรนิคส์ต่าง ๆ ?ชาญฉลาด? ขึ้นและสามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้นั่นเอง
สำหรับบ้านเรา ปัญหาและความท้าทายต่าง ๆ ก็มีอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันในชั่วโมงเร่งด่วน การจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ ส่งผลให้รถบนถนนเคลื่อนตัวได้โดยเฉลี่ยเพียง 18.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ปัญหาการจราจรดังกล่าวนอกจากจะก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศแล้ว ยังทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจและส่งผลต่อสภาพจิตใจของประชาชนในกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก นอกจากนั้นแล้ว ปัญหาอื่น ๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หรือปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะความรู้เฉพาะด้านในตลาดแรงงาน ก็ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว หรือแม้กระทั่งปัญหาการจัดการน้ำในประเทศ ซึ่งปัจจุบันพบว่ากว่า 60% ของประชากรในต่างจังหวัดและท้องถิ่นห่างไกลในบ้านเรายังคงพึ่งพาน้ำจากแหล่งน้ำที่ไม่ได้ผ่านระบบการกลั่นกรองที่ได้มาตรฐาน เช่น จากน้ำฝน หรือแม่น้ำลำคลอง เป็นต้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวมีผลต่อสาธารณสุขพื้นฐานของประชากรในท้องถิ่นห่างไกล ปัญหาและความท้าทายทั้งหมดนี้ล้วนรอการแก้ไขจากหน่วยงานและผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น
ด้วยปัญหาและความท้าทายต่าง ๆ นี้เอง ทำให้เกิดคำถามต่อมาว่า เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาท ที่นอกจากจะทำให้โลก ?ฉลาด? ขึ้นแล้ว ยังจะช่วยแก้ปัญหาหรือเอาชนะความท้าทายต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างไรไอบีเอ็มเล็งเห็นถึงปัญหาและความท้าทายดังกล่าวและได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกในความพยายามที่จะช่วยจัดการปัญหาและเอาชนะความท้าทายต่าง ๆ อาทิเช่น
-
การพัฒนาการศึกษาและบุคลากรในประเทศไทย ปัจจุบันไอบีเอ็มสนับสนุนการศึกษาในประเทศไทยผ่านโครงการหลาย ๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้หรือ ?ไอบีเอ็ม คิดส์สมาร์ท? ให้กับโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อช่วยพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ของเยาวชน ไปจนถึงความร่วมมือในโครงการสนับสนุนการสร้างเสริมทักษะและความรู้ความชำนาญบุคลากรในด้านวิทยาศาสตร์การบริการ (Service Science, Management and Engineering ? SSME) ที่ไอบีเอ็มได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในประเทศฯ พัฒนาหลักสูตรเพื่อผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้านเพื่อรองรับตลาดแรงงานทางด้านไอที เป็นต้น
-
การจัดการปัญหาจราจร ในเมืองใหญ่ ๆ เช่น สต๊อกโฮล์ม (สวีเดน) สิงคโปร์ ลอนดอน (สหราชอาณาจักร) หรือ บริสเบน (ออสเตรเลีย) ไอบีเอ็มได้ร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กรที่รับผิดชอบในเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการปัญหาด้านการจราจร ซึ่งครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการปัญหาจราจรติดขัด ไปจนถึงการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเทคโนโลยีที่มีส่วนในการจัดการเรื่องดังกล่าว เกี่ยวโยงตั้งแต่การออกแบบระบบพยากรณ์สภาวะการจราจรในแต่ละช่วงเวลา การสร้างแบบโมเดลจำลองสภาวะจราจร ไปจนถึงการออกแบบระบบจัดการการเก็บค่าทางด่วนแบบอัจฉริยะ เป็นต้น หลังจากที่เมืองต่าง ๆ เหล่านี้ ได้นำโซลูชั่นของไอบีเอ็มไปใช้ พบว่ามีผลลัพธ์ที่ค่อนข้างน่าพอใจ ตัวอย่างเช่น ที่กรุงสต๊อกโฮล์ม ปัญหาการจราจรติดขัดลดลงถึง 25% ขณะที่ปัญหามลพิษทางอากาศลดลงประมาณ 8-40% รวมทั้งอัตราการใช้ระบบขนส่งมวลชนของประชาขนก็เพิ่มขึ้นถึง 40,000 คนต่อวัน เป็นต้น
- การจัดการปัญหาเรื่องน้ำ น้ำถือเป็นสิ่งสำคัญและเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของชีวิตมนุษย์ ปัจจุบันด้วยปัญหาสภาวะโลกร้อนซึ่งมีผลต่อระดับน้ำในมหาสมุทรและกลายเป็นภัยคุกคามโดยเฉพาะต่อเมืองที่มีพื้นที่ต่ำ มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น และตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำหรือทะเลทั่วโลกหรือแม้แต่ปัญหาของมลพิษในแหล่งน้ำซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในแหล่งน้ำนั้น ๆ เอง ที่ผ่านมาไอบีเอ็มได้ร่วมมือกับหน่วยงานในประเทศต่าง ๆ เช่น รัฐบาลของประเทศเนเธอร์แลนด์และไอร์แลนด์ ในการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำระดับโลกในทั้งสองประเทศ เพื่อพัฒนาระบบการพยากรณ์สภาวะของน้ำและเทคโนโลยีเพื่อป้องกันพื้นที่ต่ำและพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำจากปัญหาน้ำท่วมในกรุงแอมสเตอร์ดัม หรือระบบจัดการมลพิษหรือของเสียเพื่อให้แหล่งน้ำปลอดภัยต่อสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตในไอร์แลนด์ เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วที่ผ่านมา ไอบีเอ็มยังร่วมมือกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการน้ำ พัฒนาโซลูชั่นทางด้านการจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การคิดค้นเทคโนโลยี ?เมมเบรน? ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกรองน้ำขั้นสูงเพื่อช่วยกรองน้ำปนเปื้อนให้กลายเป็นน้ำที่สะอาด ดื่มได้อย่างปลอดภัย และมีราคาถูก เป็นต้น
ด้วยตัวอย่างต่าง ๆ เหล่านี้เอง คงพอทำให้หลายคนเห็นภาพว่าเทคโนโลยี นอกจากจะมีส่วนทำให้โลก ?ฉลาด? ขึ้น ช่วยแก้ปัญหาหรือเอาชนะความท้าทายในหลาย ๆ ด้านแล้ว ในเวลาเดียวกัน เทคโนโลยีที่ทำให้โลก ?ฉลาด? ขึ้น ก็สามารถสร้างโอกาสในหลาย ๆ ด้านได้ด้วยเช่นเดียวกัน ถึงกระนั้นก็ตาม ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวล้ำหรือมีความชาญฉลาดเพียงใด การจัดการปัญหา ความท้าทายต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการพยายามนำโอกาสจากเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมของเรานั้น ก็จำต้องได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา เอาชนะความท้าทาย และหาทางใช้โอกาสจากเทคโนโลยีเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งนำพาให้สังคมของเราก้าวหน้าไปพร้อมกับโลกที่ ?ชาญฉลาดและน่าอยู่? ขึ้นต่อไป นั่นเอง
บทความโดย : ธันวา เลาหศิริวงศ์
กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด
http://ibm.com/think










