เชียงคาน :: เสน่ห์เมืองเล็ก ริมฝั่งโขง
สำหรับ D+Plus ฉบับนี้ เราจะพาทุกท่านไปเที่ยวอำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในเขตพื้นที่ของจังหวัดเลย นั่นก็คือ ?อำเภอเชียงคาน? มีนักเดินทางหลายท่านเคยบอกว่าเชียงคานเป็นอำเภอที่เงียบสงบแต่มีเสน่ห์ ผู้คนยังคงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีอันเก่าแก่เอาไว้ เมื่อได้ยินแบบนี้แล้วจะช้าอยู่ทำไม ไปซื้อตั๋วรถกันเลยดีกว่า
สำหรับการเดินทางไปเชียงคานมีหลายทางมากมาย แต่ระดับอย่างเราแล้ว ต้องรถทัวร์เท่านั้น ชิล…มีคนขับให้ (-?-) เราสามารถนั่งรถทัวร์กรุงเทพ-เลย มาลงที่อำเภอเมืองเลย แล้วนั่งรถสองแถวจากท่ารถใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรือถ้าไม่อยากต่อรถให้ยุ่งยากเสียเวลาก็มีรถทัวร์กรุงเทพ-เชียงคาน รอให้บริการแก่ทุกท่านทั้งขาไปและขากลับ รถทัวร์กรุงเทพ-เชียงคาน มีวันละเที่ยวเท่านั้นนะ (รายละเอียดสอบถามที่สถานีขนส่งหมอชิต2 ถนนกำแพงเพชร 2 โทร. 02-936-0667, 02-936-0657

เริ่มออกเดินทาง
คืนวันที่ 14 สิงหาคม เวลา 22:00 น. ณ สถานีขนส่งหมอชิตใหม่ นั่งลั๊ลล๊าอยู่บนรถทัวร์ของบริษัท ขนส่ง จำกัด วีไอพี 24 ที่นั่ง กรุงเทพ-เชียงคาน สนนราคาอยู่ที่ 694 บาท (ราคาในตอนนั้น) จะได้เจอกันแล้วนะ ^^
เด็กหญิงเชียงคาน เมืองที่หลายคน (อีกแล้ว) บอกว่าเหมือนอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อ 15 ปีก่อน ระยะเวลาในการเดินทางครั้งนี้สั้นๆ แค่ 12 ชั่วโมงเอง (หลับรอ…เก็บแรงเอาไว้ดีกว่า)

เช้าวันใหม่ที่เชียงคาน
แสงของเช้าวันใหม่ส่องผ่านเข้ามาจากหน้าต่างของรถทัวร์ที่กำลังมุ่งหน้าสู่เชียงคาน เอ่อ…ไหนว่าใกล้ไง เมื่อไหร่ถึง หิวข้าว (…เป็นความอาร์ตส่วนตัว…) ไม่เป็นไรนั่งมองวิวข้างทางเพลินๆ แป๊ปเดียวก็ถึงแล้ว แต่วิวข้างทางตอนเช้าที่มีหมอกปกคลุมอยู่ก็สวยดีแฮะ ^^ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะถึงประมาณ 7 โมงเช้า จุดหมายแรกของที่นี่…ไปเดินดูตลาดเช้าก่อนดีกว่า จะได้รู้ด้วยว่าผู้คนที่นี่กินอยู่อย่างไร แล้วอันไหนเป็นอาหารขึ้นชื่อ (อันนี้สำคัญ) ตลาดเช้าไม่ไกลจากท่ารถเท่าไหร่ เดินไปนิดเดียวก็เจอแล้ว ตลาดเช้าของที่นี่ก็เหมือนกับตลาดสดทั่วไปคึกคักด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายใช้สอย แล้วก็…ตากล้อง… (โหเต็มเลย) สำหรับอาหารเช้ามื้อแรกก็คือ ไข่กะทะกับคาปูชิโน่เย็น ที่ร้านสุวรรณรามา ขอยืนยันว่าอร่อยที่สุดในย่านนั้นแล้ว ฟันธง!!! เมื่ออิ่มกับอาหารเช้ามื้อแรกแล้วไปที่พักกันเถอะ



หลังจากหาข้อมูลที่พักทางอินเทอร์เน็ต ก็ตัดสินใจว่าจะพักที่ ?เรือนแรมลูกไม้เกสท์เฮาส์? บ้านปูนหลังแรกของเมืองเชียงคาน จุดเด่นของเรือนแรมลูกไม้เกสท์เฮ้าส์คือ เป็นบ้านสีขาวสไตล์โคโลเนียน ว่ากันว่าเป็นบ้านของคหบดีเก่า ส่วนจำนวนห้องพักมีทั้งหมด 5 ห้อง ค่าห้องราคาคืนละ 350-450 บาท ภายในถูกประดับตกแต่งด้วยภาพวาดฝีมืออาจารย์สมบูรณ์ หอมเทียนทอง ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ เราได้ห้องพักด้านหน้าติดถนนทางขวามือ ภายในห้องตกแต่งแบบเรียบง่ายมีเพียงเตียงนอน ตู้เสื้อผ้า และชุดโต๊ะรับแขกเล็กๆ เท่านั้น เจ้าของคงอยากให้แขกที่มาพักที่นี่เหมือนมาพักผ่อนจริงๆ ทิ้งความวุ่นวายของกรุงเทพเอาไว้ข้างหลัง อ๋อ…ที่นี่ไม่ติดแอร์นะ พัดลมล้วนๆ เก็บข้าวของเรียบร้อยก็เกือบสิบเอ็ดโมง เส้นทางจักรยานก็เริ่มต้นขึ้น…


พาหนะของการเที่ยวเชียงคานครั้งนี้คือการปั่นจักรยาน ราคาค่าเช่าตกที่คันละ 50-70 บาท ถ้าเป็นมอเตอร์ไซต์ราคาน่าจะตกที่วันละ 300 บาท (ไม่แน่ใจ) แต่เพื่อความ Cool แล้วเลือกเช่าจักรยานดีกว่า แผนการเที่ยววันแรกคือปั่นจักรยานเที่ยวชมเชียงคาน แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง งั้นเราไปหามื้อเที่ยงหม่ำกันก่อนดีกว่า ช่วงที่ไปเมืองยังเงียบๆ นักท่องเที่ยวไม่เยอะ ร้านอาหารก็เลยไม่ได้มากมายเมื่อเทียบกับสถานที่ท่องเที่ยวอื่น แล้วอีกอย่างเพิ่งไปถึงข้อมูลของอร่อยเลยยังไม่ได้ลอยเข้าหู จึงทำได้เพียงมองหาร้านอาหารตามสั่งที่อยู่แถวนั้น ราคาค่าอาหารมื้อเที่ยงของวันนั้นทั้งหมด 85 บาท

เมื่ออิ่มแล้วแผนการปั่นจักรยานชมเมืองก็เริ่มขึ้น สภาพบ้านเรือนของที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเรือนไม้ที่มีฝาผนังติดกัน บ้านบางหลังก็ถูกปล่อยให้เป็นบ้านร้างไม่มีคนอยู่ เจ้าของน่าจะย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วคงไม่มีเวลากลับมาดูแล แต่สิ่งที่สังเกตได้ชัดเจนเลยว่าเชียงคานเป็นอำเภอที่ผู้คนยังเลื่อมใสและศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก คงดูได้จากจำนวนของวัดที่มีอยู่ และวัดศรีคุณเมืองเป็นจุดศูนย์กลางของผู้คนที่นี่ ถ้าหากใครอยากชมจิตรกรรมฝาผนังอันสวยงามสามารถหาชมได้จากวัดนี้ ผ่านจากวัดศรีคุณเมืองแล้ว (ฝั่งถนนศรีเชียงคาน) เราเปลี่ยนเส้นทางจักรยานไปที่ถนนชายโขง ที่เรียกแบบนั้นเพราะว่าถนนอยู่ริมโขง

บ่ายของวันนั้นท้องฟ้าเป็นสีครามสดใสตัดกับสีแดงอิฐของแม่น้ำโขง เป็นภาพที่มีเสน่ห์จัง (แต่…เอ่อ…แดดจะแรงไปไหน -?-) ถ้าเป็นแบบนี้ไปหลบร้อนที่ร้านสุวรรณรามาดีกว่า ร้านสุวรรณรามาครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงภาพยนตร์หนึ่งเดียวของที่นี่ เมื่อวันเวลาเปลี่ยนไป โรงภาพยนตร์สุวรรณรามาจึงจำเป็นต้องยกเลิกกิจการ ด้วยความที่เจ้าของรักโรงภาพยนตร์แห่งนี้มาก จึงอนุรักษ์เก็บอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฉายหนังในอดีต แล้วสร้างเป็นมุมพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ภายในร้าน ส่วนด้านหลังที่เคยเป็นที่ฉายหนังในอดีต ปัจจุบันเปิดเป็นคอร์ทแบตมินตัน สำหรับประชาชนทั่วไป เรานั่งอยู่ร้านสุวรรณรามาพักใหญ่ เพราะนอกจากหลบร้อนแล้วเราได้หลบฝนอีก (จู่ๆ ก็ตกลงมาซะอย่างงั้น) ]กว่าฝนจะหยุดตกเกือบสี่โมงเย็นแล้ว ท้องฟ้ามืดครึ้มก็ตามมาหลอกหลอน กลับไปตั้งหลักที่บ้านดีกว่า เวลาอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรจิตใจก็เริ่ม…คิดหาของกินขึ้นชื่อของเชียงคาน

นึก…นึกออกแล้วข้างบ้านมีร้านส้มตำเล็กๆ อยู่ร้านนึง ..ร่างกายไปไวกว่าความคิด นั่งอยู่ที่ร้านและพูดคุยกับพี่คนขายเสร็จสรรพ พี่เค้าเลยแนะนำเมนูเด็ดของทางร้าน ?ตำมั่ว? ก็เหมือนตำซั่วทั่วไปต่างกันตรงที่ว่า เค้าใส่กะปิลงไปด้วย ส่วนเรื่องรสชาติลองไปชิมกันเองดีกว่านะ เพราะการรับรสของแต่ละคนน่าจะต่างกัน ^^

ฝนก็ตกมาอีกรอบหนึ่ง T^T (ลืมปักตะไคร้) เป็นแบบนี้เข้าไปนั่งเล่นในห้องดีกว่า สรุปวันแรกของการมาถึงเชียงคานครั้งนี้ หมดไปกับการปั่นจักรยานเที่ยวรอบเมืองและฝนตกแบบนอน-สตอป ที่สำคัญคืนนั้นเกสท์เฮาส์ ทั้งหลังเป็นของเรา (มีเราพักอยู่ห้องเดียว) เหนื่อยละ ?Good Night เด็กหญิงเชียงคาน? พรุ่งนี้เจอกันใหม่…. >0<
เช้าวันที่สองกับภารกิจพิชิตแก่งคุดคู้
เพื่อนปลุกตอนตีห้าสี่สิบห้า ล้างหน้าแปรงฟัน เช้านี้เราจะไปตักบาตรข้าวเหนียวกัน เป็นวิถีชีวิตที่สืบทอดจนถึงปัจจุบัน ตอนอยู่กรุงเทพไม่เคยตื่นมาใส่บาตรทันเลย มาเชียงคานขอใส่บาตรหน่อยแล้วกัน ลุงท่านหนึ่งบอกว่าพระท่านจะมารับบาตรจนถึงประมาณแปดโมงเช้า แล้วจึงกลับวัด ด้วยความที่ว่าเชียงคานมีวัดอยู่เยอะมากพระที่ออกมาบิณฑบาตรจึงเยอะตามไปด้วย ดังนั้นภาพของพระที่เดินเรียงแถวออกมารับบาตรจากชาวบ้าน ถือว่าเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ของที่นี่เลยนะ และเหตุผลที่ว่าทำไมต้องใส่บาตรด้วยข้าวเหนียว คุณลุงคนเดิมบอกว่าคนเชียงคานสืบเชื้อสายมาจากทางฝั่งลาวเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบเดิมก็ยังหลงเหลืออยู่บ้าง การใส่บาตรข้าวเหนียวก็เช่นกัน พอเริ่มสายเราก็ฝากท้องเอาไว้ที่ร้านสุวรรณรามาเหมือนเดิม จริงๆ แล้วอาหารเช้าที่ขึ้นชื่อของเชียงคานคือ ข้าวปุ้นน้ำเงี้ยวกระดูกหมู (ไม่ได้ชิม เสียดายมาก)

หลังจากจัดการมื้อเช้าเป็นที่เรียบร้อย กลับบ้านไปอาบน้ำดีกว่า เพราะจุดหมายของวันนี้คือ แก่งคุดคู้ แต่เชียงคานยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอีกเพียบ เช่น จุดชมวิวภูทอก หากมาช่วงเดือน พ.ย-ม.ค จะเห็นทะเลหมอกในตอนเช้าด้วย หรือจะทำบุญที่วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน, ชมวัฒนธรรมไทดำและวัฒนธรรมผีขนน้ำ, จิตรกรรมฝาผนังวัดศรีคุณเมือง หรือสักการะพระใหญ่เพื่อเป็นสิริมงคล เป็นต้น แต่ครั้งนี้เรามีข้อจำกัดในเรื่องของพาหนะ เพราะฉะนั้นสถานที่เที่ยวที่ใกล้ที่สุดและขีดจำกัดที่เราสามารถไปถึงก็คือ แก่งคุดคู้ สุด Cool ระยะทางแค่ห้ากิโลจากตัวอำเภอเชียงคาน แต่วันนั้นรู้สึกว่าเป็นห้ากิโลที่ไกลโพด วันนั้นใช้เวลาปั่นไปทั้งหมดประมาณหนึ่งชั่วโมง (จักรยานที่ใช้คือจักรยานแม่บ้านสีชมพู ^^) แก่งคุดคู้

เป็นแก่งหินขนาดใหญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขง ประกอบด้วยหินก้อนใหญ่เป็นจำนวนมาก มีกระแสน้ำไหลผ่านช่องแคบๆ เวลาที่เหมาะชมแก่งคุดคู้ที่สุดคือ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม เป็นเวลาที่น้ำแห้ง มองเห็น เกาะแก่งต่างๆ ชัดเจน มีเรือนำเที่ยวไว้บริการด้วยราคาอยู่ที่ 600-800 บาทต่อลำ เราเดินเล่นอยู่สักพักนึงจึงปั่นจักรยานกลับ

มาเที่ยวแบบนี้ส่งโปสการ์ดด้วยดีกว่า ร้านโปสการ์ดในเชียงคานมีอยู่หลายร้านเหมือนกัน น่าจะกำลังเป็นธุรกิจใหม่ของคนเมืองที่เข้ามาในอำเภอนี้ ร้านที่เราไปนั่งพักคลายร้อนหลังกลับมาจากแก่งคุดคู้ ชื่อร้านไอเดีย-ดีดี น้องเจ้าของร้านใจดีมากๆ ต้อนรับขับสู้เราอย่างอบอุ่น ยังให้ข้อมูลอีกว่า ร้านนิยมไทย เป็นร้านที่ยังทำผ้าห่มนวมด้วยมืออยู่เลย นับว่าเป็นจุดเด่นของร้านที่ยังคงสิ่งเก่าๆ เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงแล้วคงถึงมื้อเย็นแล้วสินะ 555 มื้อนี้เราฝากท้องที่ร้านอาหารป้าศรีพรรณโฮมสเตย์ เป็นทั้งที่พักและร้านอาหาร อาหารอร่อย ส่วนป้าเจ้าของก็ใจดี จัดการกับอาหารมื้อนี้หมด เวลาก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่ม ถนนที่เคยขวักไขว้ก็เงียบสงบลง เห็นแสงไฟจากโทรทัศน์และหลอดไฟภายในบ้านที่ลอดผ่านออกมา คืนนั้นเราต้องคืนจักรยาน ก็เลยต้องเดินจากบ้านป้าศรีพรรณกลับมาที่พักเองและเราต้องเดินผ่านวัดศรีคุณเมืองด้วยอ่ะ ??_- กลับไปถึงที่พักอาบน้ำ นั่งดูรูปที่ถ่ายมาได้สักพักนึง เริ่มง่วงแล้วสิ ?Good Night อีกครั้งนะเด็กหญิงเชียงคาน? พรุ่งนี้ต้องจากกันแล้วนะ Zzzzzzzz
กลับกรุงเทพแล้วนะ
วันนี้ต้องกลับแล้ว จองตั๋วกลับตอนหกโมงครึ่ง แต่ขออิ่มเอมกับเชียงคานอีกสักแป๊ปนึงเหอะ ว่าแล้วเดินไปหาซื้อของฝาก ผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของเชียงคานที่เห็นเด่นชัดก็คือ มะพร้าวแก้ว เพราะเมื่อวานระหว่างทางไป

แก่งคุดคู้ ชาวบ้านละแวกนั้นทำมะพร้าวแก้วขายเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่ได้มาคือข้าวหลามสำหรับผองเพื่อน การเดินทางครั้งนี้ขอบคุณสำหรับมิตรภาพดีๆ ที่คนเชียงคานมอบให้ ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี เหมือนลูกหลานอีกคนนึงเลย การปั่นจักรยานไปแก่งคุดคู้เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่คุณต้องลองพิสูจน์ว่ามัน Cool ขนาดไหน
วิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีที่เรียบง่ายของที่นี่เป็นสิ่งดึงดูดให้กับนักท่องเที่ยวเข้ามาแสวงหา เชียงคานจึงเป็นเหมือนเด็กผู้หญิงแรกรุ่นที่กำลังเติบโต คงต้องอยู่กับพวกเราทุกคนว่าจะให้เด็กหญิงเชียงคานเติบโตขึ้นมาแบบนางสาวปาย ที่เป็นอยู่ตอนนี้ หรือเป็นนางสาวเชียงคานที่คงไว้ซึ่งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีอันเก่าแก่ของคนในพื้นที่ อย่าทำร้ายเชียงคานแบบที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนเจออยู่ตอนนี้เลย ^^
บทความโดย : เด็กอ้วน










