“บอลติก” อะไรหว่า? Alone in the Baltic countries
ก่อนจะใช้ขาคู่นี้เดินทางอีกครั้ง บาสก็ถูกฝูงเพื่อนถามว่า “มันอยู่ส่วนไหนของโลกเหรอ?” อย่าว่าแต่เพื่อนๆไม่รู้เลย ตอนแรกบาสก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ด้วยว่าจำเป็นต้องไปแบบโดดเดี่ยว ก็เลยต้องรื้อข้อมูลหน่อย “ทำไมคราวนี้ไปประเทศแปลกๆวะ?” … แปลกที่ไหน (วะ)… คนเรามักจะคิดว่าประเทศที่เราไม่คุ้นหู คือ
ประเทศแปลกๆ ดูเหมือนไม่มีอะไรเที่ยว แต่นั่นแหละคือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดเลย จะว่าไปประเทศในแถบทะเลบอลติกนี้ไม่ใช่ประเทศแปลกๆ เพราะบริษัททัวร์ในเมืองไทยหลายๆ ที่ก็เริ่มจะบุกการท่องเที่ยวแถบนี้แล้ว ถ้ากางแผนที่ดู
ก็จะเห็น 3 ประเทศเล็กๆกระจุกตัวอยู่ทางซ้ายของประเทศรัสเซีย ซึ่งถ้าพูดว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซียเก่าน่าจะได้ แต่บาสไม่คิดว่าคนแถบนี้จะชอบให้อ้างถึงประเทศตัวเองแบบนี้สักเท่าไหร่ เพราะทั้งลัตเวีย เอสโทเนีย และลิทัวเนีย ล้วนแต่ต่อสู้ยาวนานเพื่อเรียกร้องเอกราชจากสหภาพโซเวียตจนประสบความสำเร็จในที่สุด

หลังจากเริ่มหาข้อมูลบาสก็พบว่า เป็น 3 ประเทศที่ …อะไรวะเนี่ย?!?… ใช้เงินคนละสกุล ใช้ภาษาคนละภาษาและไม่ใช่ภาษาอังกฤษ (นี่มันประเทศเล็กๆที่กอดกันเหนียวแน่นและอยู่ติดกันจิงมั๊ยเนี่ย..) การเดินทางระหว่างกันสะดวกที่สุดคือทางรถบัสเท่านั้น (รถไฟอย่าไปหวังพึ่ง) แต่ก็ยังดีที่ยังมีตารางเวลารถบัสระหว่างเมืองใหญ่ๆออนไลน์อยู่บนอินเตอร์เน็ต ทำให้วางแผนล่วงหน้าได้บ้าง
เอาล่ะค่ะ บ่นอะไรมาซะยืดยาว เรามาเริ่มต้นเดินทางจากประเทศบนสุดก่อน นั่นก็คือ เอสโทเนีย ประเทศที่ใช้ภาษาเอสโทเนียนและสกุลเงิน Kroon (EEK) เมืองหลวงของเอสโทเนียก็คือ Tallinn (ทาลลินน์) ซึ่งอยู่เหนือสุดของประเทศหรือจะเรียกว่าเหนือสุดของพื้นที่ในคาบสมุทรบอลติกนี้ก็ได้ มีอ่าวเล็กๆกั้นระหว่างเฮลซิงกิของฟินแลนด์ ทาลลินน์ก็เลยถือว่าเป็นเมืองท่าที่สำคัญด้วย ก่อนมาถึงทาลลินน์ บาสคาดการอากาศผิดไปหน่อย ช่วงที่ไป คือ ฤดูร้อนของที่นั่น ถึงแม้ว่าจะรู้ว่ามันคงหนาวกว่าบ้านเรา แต่คิดว่าอยู่ติดทะเลอากาศคงกลางๆ ที่ไหนได้ ลมทะเลแรงๆตลอดทั้งวันนี่เอง ทำให้เมืองนี้หนาวที่สุดในทริปนี้เลย

บาสเลือกหาที่พักถูกแสนถูกในโซนเมืองเก่า (Old town) ซึ่งถือว่าเป็น City Center ของทาลลินน์ โฮสเทลเล็กๆกับห้องใต้หลังคาที่ต้องปีนบันไดขึ้นไป แต่ซุกหัวนอนสบายบรื๋อ (ได้อารมณ์แฮรี่พอตเตอร์ตอนอยู่บ้านคุณป้า ฮ่าๆ) จะว่าไปโฮสเทลแห่งนี้แทบจะแทรกตัวอยู่ในกำแพงเมืองเก่าเลยทีเดียว ในโซนเมืองเก่าประกอบด้วยกำแพงเมืองเก่าซึ่งหลงเหลืออยู่เป็นส่วนๆ บางส่วนสามารถขึ้นไปได้ มีจุดชมวิวสำหรับถ่ายรูปเมืองเก่าทั้งเมือง การท่องเที่ยวในโซนเมืองเก่านี้มีวิธีเดียวคือ การเดิน เพราะสถานที่ต่างๆอยู่ใกล้ๆกัน บาสใช้เวลาประมาณวันครึ่ง เดินไปถ่ายรูปไปจนรอบเมืองเก่า

การเดินทางทุกครั้งสำหรับบาสมันคือกำไร และการมาทาลลินน์ครั้งนี้ถือว่าเป็นกำไรก้อนใหญ่จากความโชคดีที่มาเจองานยิ่งใหญ่ระดับชาติแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว นั่นคืองาน Estonia Song Festival ซึ่งจัดขึ้น 5 ปีต่อครั้งในช่วงเดือนกรกฎาคม บาสเดินตามคนที่ใส่ชุดประจำชาติเอสโทเนียไปเรื่อยๆจนถึงป้ายรถเมล์ที่เจ้าหน้าที่บอกไว้ว่าสามารถขึ้นรถไปงานได้ ที่นั่นบาสยืนมองชุดประจำชาติน่ารักๆของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนข้างๆ เธอพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย แต่ก็ยินดีที่จะนำเราไปยังงานนี้ด้วยกัน (นี่ล่ะค่ะ มิตรภาพต่างแดน) เธอบอกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่แข็งแรงแต่พอแปลได้ว่า คนที่จะร่วมร้องเพลงในงานนี้จะต้องแต่งชุดประจำชาติ และนี่เป็นงานที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขา คนทั้งเมืองจะไปรวมตัวที่งาน

ตอนนั้นบาสยังนึกภาพไม่ออกเลยว่างานนี้จะยิ่งใหญ่อลังการสักแค่ไหน จนเมื่อไปถึง สิ่งที่ได้เห็นคือคนเป็นแสนๆกำลังชมการขับร้องประสานเสียงของคนเป็นหมื่นๆคนบนอัฒจรรย์ใหญ่ยักษ์ด้วยการควบคุมของ conductor เพียงคนเดียว เสียงกระหึ่ม กังวาล และทรงพลังที่ถูกผสานจากผู้ขับร้องทุกคนทำให้บาสน้ำตาคลอ และพึมพำกับตัวเองตลอดเวลาว่า ขอบคุณมากๆๆที่ให้บาสได้เห็นอะไรแบบนี้ การร้องประสานเสียงของคนนับหมื่นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ เทศกาลนี้กำลังทำให้ชาวเอสโทเนียรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกันยืนอยู่บนจุดเดียวกัน เหมือนกับที่พวกเขารวมพลังกันฝ่าฟันภาวะสงครามและการเรียกร้องอิสรภาพมาได้
น่าประทับใจที่สุด
บาสเดินทางออกจากทาลลินน์แบบอิ่มใจ ที่หมายถัดไปคือเมือง Parnu เมืองทางตะวันตกติดทะเลซึ่งเป็นที่ตากอากาศยอดนิยมของเอสโทเนีย ใช้เวลาจากทาลลินน์ประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึง แต่สภาพอากาศไม่เป็นใจนัก เนื่องจากฟ้าครึ้มมีฝนปรอยๆตลอดเวลา ขัดกับสภาพเมืองตากอากาศเสียนี่กะไร แต่ในเมื่อเรามาแล้วก็ต้องเดินไปดูชายหาดสำหรับตากอากาศกันหน่อย (ลืมบอกไปว่าทาลลินน์นั้นถึงแม้จะติดทะเลก็จริง แต่ไม่มีชายหาดดีๆให้วิ่งเล่นหรอกนะ) และ ณ ชายหาด Parnu นี่เอง ทำให้บาสรู้จักกับชายหาดที่หนาวที่สุดเท่าที่เคยเจอ ลมก็แรงซะจนต้องเก็บกล้องเข้ากระเป๋า ยืนอยู่แป๊บเดียวทรายปลิวมาเกาะเต็มขากางเกงเลย และที่ทำให้บาสตาโตคือ ขนาดอากาศทรมานกระดูกอย่างนี้ ยังมีคนลงไปเล่นกีฬาทางน้ำกันเต็มไปหมด ข้าน้อยขอคาราวะ…
ดูๆไปแล้ว Parnu เป็นเมืองเล็กๆ ที่เหมาะกับการตากอากาศจริงๆ นอกจากชายหาด (ที่หนาวที่สุดในโลก) แล้ว ทั้งเมืองยังเต็มไปด้วยต้นไม้ ทำให้อากาศบริสุทธิ์สดชื่นดีจริงๆ หลังจากที่สูดอากาศบริสุทธิ์อยู่ 1 คืนแล้ว บาสก็ออกเดินทางยาวๆไปยังประเทศถัดไปนั่นคือ ลิทัวเนีย ซึ่งอยู่ใต้สุดในบรรดา 3 ประเทศ (ถามว่าทำไมไม่ไปลัตเวีย ก่อน เพราะว่าต้องขึ้นเครื่องกลับที่ลัตเวียค่ะ) ใช้เวลานั่งรถ+ต่อรถจาก Parnu (เอสโทเนีย) ถึง Vilnius (ลิทัวเนีย) ประมาณ 8 ชั่วโมง

ลิทัวเนีย ใช้ภาษาลิทัวเนียและเงินสกุลลิตัส (Lt) พอพูดถึงสกุลเงินก็งานเข้า เพราะต้องเปลี่ยนอัตราการคำนวณราคาต่างๆในสมองใหม่ (มีตัวคูณอัตราแลกเปลี่ยนใหม่) เราสามารถนำเงินสกุล kroon ของเอสโทเนียมาแลกได้ แต่เท่าที่เคยคำนวณไว้ บาสเสียส่วนต่างของการแลกเงินไปๆมาๆนี่หลายตังค์อยู่นะคะ (ถ้ามาจากเมืองไทย ให้แลกเงินยูโรหรือดอลลาร์มาก่อนค่ะ เพราะเมืองไทยไม่มีสกุลเงิน 3 ประเทศนี้) ที่สำคัญคือ ทั้ง 3 ประเทศนี้จะไม่อนุโลมให้ใช้เงินสกุลอื่นเลยค่ะ
Vilnius เป็นเมืองหลวงของลิทัวเนีย และที่นี่ก็มีโซนเมืองเก่า (เดี๋ยวลัตเวียก็มีค่ะ สรุปว่ามีทุกประเทศ)

บาสก็หาที่พักในโซนเมืองเก่าเช่นเคย เป็นโฮสเทลเล็กๆ แออัดหน่อยๆ เพราะห้องหนึ่งอยู่กัน 7 คน แต่อบอุ่นเพราะคนเยอะนี่แหละค่ะ โฮสเทลประเทศแถบนี้จะไม่แยกชายหญิงนะคะ แต่ที่สัมผัสมาก็ไม่มีอันตรายอะไร แถมยังได้เพื่อนทั่วโลกไว้คุยแก้เหงา หรือบางทียังชวนเรา dance ท่า Nobody (wonder girl) กลางห้องซะงั้น ใครยังไม่เคยสัมผัสบรรยากาศแนวนี้ ลองบ้างก็ไม่เลวนะคะ สำหรับสถาปัตยกรรมต่างๆใน Vilnius ก็มีลักษณะคล้ายๆ กับที่ทาลลินน์ แต่บาสให้คะแนนที่นี่มากกว่าที่ทาลลินน์หน่อยนึง
จุดสำคัญจะอยู่ที่บริเวณ Cathedral Square และ Bell Tower ถ้าเป็นช่วงเทศกาลก็มักจะใช้บริเวณนี้จัดกิจกรรมต่างๆ บาสใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินถ่ายรูปตามที่ต่างๆในเขตเมืองเก่า แล้วพอเมื่อยเต็มที่
ก็นั่งพักอยู่ไม่ไกลจาก Cathedral Square นัก เพิ่งจะสังเกตเห็นว่า วันนี้มีคู่แต่งงานหลายคู่จัง บางคู่ก็เดินอยู่แถวๆวิหาร บางคู่ก็กำลังนั่งรถแห่ไปรอบเมืองสนุกสนานเฮฮา อีกด้านหนึ่งก็มีเสียงดนตรีพื้นเมืองที่ดูครื้นเครงดังแว่วมาจนบาสต้องเดินไปดู จึงได้เห็นงานแต่งงานน่ารักๆงานหนึ่ง บาสไม่ทราบว่าเป็นประเพณีของคนที่นี่หรือเปล่า ภาพที่ได้เห็นคือ ทั้งเจ้าบ่าว-เจ้าสาว ญาติๆ เพื่อนๆ กำลังจับคู่เต้นรำกันอย่างสนุกสนานอยู่ตรงลานกลางแจ้งหน้าร้านอาหาร (เต้นท่าเดียวกันด้วย เหมือนจะเป็นท่าเต้นพื้นฐานของเพลงนั้นๆ คงคล้ายๆกับการรำบ้านเรามั้งคะ) ไม่มีเครื่องเสียงอะไรใหญ่โต เครื่องดนตรีแค่ 3 ชิ้นแบบพื้นเมืองแถบนั้น ไม่มีโต๊ะจีน ไม่มีเวที ที่สำคัญใครจะมายืนดูก็ได้ค่ะ หรือจะเข้าไปเต้นด้วย เขาก็คงไม่ว่าอะไร บาสคิดว่านี่คือการแจกจ่ายความสุขอย่างหนึ่ง วันที่มีความสุขของคนสองคน
แต่สามารถแจกจ่ายความสุขไปถึงญาติๆ เพื่อนๆ หรือแม้แต่ใครก็ไม่รู้ข้างถนน มันน่าจะทำให้สุขยิ่งขึ้นนะคะ มันเป็นกิจกรรมที่ทำให้บาสยืนดูอยู่ได้นานจริงๆค่ะ (จริงๆอยากขอเข้าไปเต้นด้วย แต่สัมภารก(ระ) เยอะเหลือเกิน) ปิดท้ายวันนี้ด้วยการหาซื้อของกินตาม food shop เป็นแหล่งอาหารที่ประหยัดเงินในกระเป๋ามากที่สุด ที่หน้าร้านขายของ
ในประเทศแถบนี้มักจะเขียนแปะหน้าร้านตัวใหญ่ๆว่า 7-22 ตอนแรกคิดว่าเหมือน 7-11 (เซเว่น อีเลเว่น) แต่ก็งงๆว่า ทำไมร้าน 7-22 (เซเว่น ทเวนตี้ทู) มันเยอะจัง แล้วก็ถึงบางอ้อว่า มันคือเวลาเปิด-ปิดร้านนั่นเองจ้า
ถ้าใครมีเวลาเหลือจากการเที่ยวในเขตเมืองเก่า ขอแนะนำให้นั่งรถบัสไปเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจาก Vilnius แค่ 28 กิโลเมตร นั่นคือเมือง Trakai เดินทางสะดวกมากค่ะ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจที่
น่าสนใจทีเดียว มีทั้งประสาทบนเกาะกลางน้ำ พิพิธภัณฑ์ โบสถ์ต่างๆ เส้นทางสำหรับขี่จักรยานเที่ยว หรือจะพายเรือเล่นก็ได้
แล้วก็ได้เวลาทำลายเหรียญลิตัส และแลกเงินอีกครั้ง บาสใช้เวลาเกือบ 5 ชั่วโมง เดินทางจาก Vilnius สู่ริกา (Riga) เมืองหลวงของประเทศสุดท้ายในทริปนี้ นั่นคือ ลัตเวีย ซึ่งใช้เงินสกุลลัต (LVL) และภาษาลัตเวีย
ริกาเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นศูนย์กลางในด้านต่างๆของประเทศในแถบบอลติก เคยได้ยินผ่านหูมาว่า ริกาคือกรุงเทพแห่งทะเลบอลติก บาสคิดว่าเกือบๆใช่เลยล่ะ ถ้าเปรียบเทียบเมืองหลวงของทั้ง 3 ประเทศ บาสว่าริกาเป็นเมืองที่น่าอยู่น้อยที่สุด อาจเพราะความเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ทำให้ที่นี่ดูวุ่นวายและอันตรายมากกว่าที่อื่น

มีคนจรจัดและขอทานอยู่ทั่วไป แถมคนก็ไม่ค่อยเป็นมิตรนัก (โดยเฉพาะในตลาด ถ่ายผลไม้ยังโดนไล่เลย) บาสจึงชื่นชมริกาที่ความสวยงามของเมืองเสียมากกว่า โดยเฉพาะโซนเมืองเก่า ริกาเป็นเมืองที่มีแม่น้ำผ่ากลาง (เหมือนกรุงเทพเลย) สามารถล่องเรือชมทัศนียภาพได้ หรือถ้าอยากได้ภาพเมืองมุมสูงแบบ 360 องศา ก็ให้ขึ้นไปชมวิวที่โบสถ์ Sv.Petera luteranu baznica ค่าขึ้น 3 LVL ถ้ามองอีกด้านหนึ่งนั้น ความเจริญก็ถูกแทรกอยู่ในทุกๆมุมของเมืองเก่าเช่นกัน ทุกๆซอกซอยในเขตนี้มี
ร้านรวงเปิดกันให้พรึ่บ ตั้งแต่ร้านอาหาร เสื้อผ้า ดอกไม้ อัญมณี โดยเฉพาะที่ขายกันเยอะมากๆ (ย้ำ มากๆ) ในประเทศแถบนี้ก็คือ อำพัน (Amber) เขาว่ากันว่า อำพันจากทะเลบอลติก คืออำพันที่ดีที่สุดในโลก และยังมีความเชื่อโบราณมากมายเกี่ยวกับอำพันที่ทำให้สินค้าชนิดนี้ขายดิบขายดีโดยเฉพาะในหมู่นักท่องเที่ยวล่ะค่ะ (บาสยังซื้อมาหลายชิ้นเลย)

มีอีกที่หนึ่งของลัตเวียที่น่าสนใจ นั่นคือ Latvian Ethnographic Open-Air Museum บาสไม่เคยเจอพิพิธภัณฑ์ที่กว้างขนาดนี้มาก่อน เรียกว่าครอบคลุมพื้นที่หลายแสนตารางเมตร ที่นี่จะจัดแสดงบ้านแบบดั้งเดิมของชาวลัตเวีย เรียกว่าเป็นหมู่บ้านเลยดีกว่า เราจะได้เห็นข้าวของเครื่องใช้ ลักษณะบ้านและสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากๆ สามารถขึ้น shutter bus เพื่อมาที่นี่ได้จากโซนเมืองเก่า ใช้เวลา 30 นาที ขอแนะนำให้มารถเที่ยวแรกและกลับไปรถเที่ยวสุดท้ายค่ะ เพราะขนาดบาสทำแบบนั้น ยังเดินไม่รอบเลย

การเดินทางในครั้งนี้สิ้นสุดลงที่ริกา บาสมองอำพันที่ถืออยู่ในมือแล้วถามตัวเองว่า ทำไมมันถึงดีที่สุดในโลก ถ้าอำพันก้อนนี้ไปตกอยู่ข้างถนน คนอาจจะเหยียบเพราะคิดว่าเป็นแค่พลาสติกก็ได้ คำตอบคือ เราเป็นคนให้คุณค่ากับสิ่งของสิ่งนั้นต่างหาก เหมือนกับถ้าเราไม่เคยรู้จักประเทศในแถบนี้ เราก็จะรู้สึกว่ามันไม่มีคุณค่าพอให้สนใจ แต่ไม่ว่าเราสัมผัสแล้วมันจะน่าสนใจจริงหรือไม่ก็ตาม ถ้าเราให้คุณค่ากับประสบการณ์ที่ได้จากมัน มันก็จะมีค่าสำหรับเราค่ะ











เมืองน่ารักจัง