อ่านนิตยสาร D+plus ได้ฟรี ตามสถาบันการศึกษา ร้านกาแฟ ห้องสมุด และสถานที่ชั้นนำทั่วไป
Photo Know How

Smart English

Tech Tips

The Trip

Web Innovation

Home » The Trip

New York : จาก Big Apple ถึง Apple store

นิตยสาร 2 ตุลาคม 2551 – 6:44 pm

มหานครนิวยอร์ก (New York City) ที่เราเคยเห็นภาพตึกสูงเสียดฟ้าเรียงรายกันแน่นขนัดนั้น ความจริงเป็นเพียงเกาะเล็กๆที่ชื่อว่า แมนฮัตตัน (Manhattan) ซึ่งตั้งอยู่ที่ขอบด้านหนึ่งของรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เท่านั้นเอง

แต่ด้วยความที่เกาะที่ว่านี้ตั้งอยู่ปากแม่น้ำฮัดสัน อันเป็นทางที่ใครจะผ่านไปผ่านมาทางเรือ (ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลักตั้งแต่ครั้งอดีต) ต้องผ่านต้องแวะ หรือถูกตั้งด่านตรวจกันในแถบนี้ ทำให้บริเวณรอบๆแถบนี้กลายเป็นเมืองท่าและชุมชนขนาดใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ ส่วนฉายาหรือชื่อเล่นของเมืองนิวยอร์กเรียกกันอีกอย่างว่าเป็นเมือง? Big Apple
เมื่อคนมากขึ้น เนื้อที่ก็จำกัดเพราะเป็นเกาะ ก็เลยมีการสร้างตึกสูงๆ เป็นย่านธุรกิจการค้า กลายเป็นดงตึกระฟ้าที่เบียดกันแน่นจากย่านกลางของเกาะลงไปถึงตอนใต้ ผู้คนที่มีทุนทรัพย์หน่อยก็จะยังอาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์หรูหราราคาแพงบนตึกสูงย่านกลางเมืองได้ ส่วนใครที่ไม่อยากจ่ายแพงหรือไม่อยากอยู่ท่ามกลางความแออัด (แต่ที่ฝรั่งว่าแน่นน่ะ ยังไงก็ยังไม่เท่ากรุงเทพของเราอยู่ดี) ก็จะขยับขยายออกไปอยู่บริเวณแผ่นดินใหญ่โดยรอบเกาะ ทั้งฝั่งรัฐนิวเจอร์ซีย์ที่อยู่ทางตะวันตก พื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐนิวยอร์กที่อยู่ทางเหนือ หรือเกาะลองไอแลนด์ที่อยู่ทางตะวันออก ใครจะเข้ามาทำงานในเมืองก็อาศัยระบบขนส่งมวลชนอันรวดเร็ว (เสียแต่ไม่สะอาดเท่าบ้านเราอีกน่ะแหละ) จากชานเมืองเข้ามา ได้แก่รถไฟใต้ดินที่มีมานานหลายสิบหรือเกือบร้อยปีซึ่งขยายไปทางตะวันออกจนถึงสนามบินนานาชาติ JFK และรถ PATH ที่สร้างใหม่เริ่มจากต้นทางบริเวณซากของ World Trade Center ลอดใต้ทะเลไปยังฝั่งนิวเจอร์ซีย์

ผมได้มีโอกาสมาเยือนนิวยอร์กช่วงสั้นๆ เพียง 2-3 วันด้วยเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพ (ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายที่การบินไทยเปิดให้บริการ) ใช้เวลากว่า 17 ชั่วโมงจากสนามบินสุวรรณภูมิ ตรงขึ้นไปทางเหนือ ผ่านจีน ไซบีเรีย (รัสเซีย) เฉียดขั้วโลกเหนือแล้ววกลงมาทางแคนาดา จนถึงสนามบิน John F. Kennedy รวมเวลากว่า 17 ชั่วโมง จากนั้นลากกระเป๋าขึ้นรถใต้ดินแบบทุลักทุเล 2-3 ทอดไปถึงโรงแรมในอีกชั่วโมงเศษๆ ถัดมา รถใต้ดินที่นี่ขึ้นยาก เข้าใจยากกว่าหลายๆเมืองในโลก เช่นมีทั้งรถธรรมดาที่จอดทุกสถานี รถด่วนที่จอดเฉพาะสถานีหลัก แต่วิ่งในเส้นทางเดียวกัน (ต้องดูป้ายดีๆ)

มาถึงนิวยอร์กแล้วก็ต้องไปขึ้นตึก เอ็มไพร์สเตท (Empire State Building) ตึกสูงที่สุดในนิวยอร์กที่ได้ตำแหน่งคืนมาหลัง World Trade Center ถูกทำลายลงในเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 แต่ตัวตึกเองซึ่งสร้างและตกแต่งในสไตล์ Art Deco ตั้งแต่ยุค 1930 ก็กำลังอยู่ระหว่างการ renovate ใหม่หมด ทำให้สภาพภายในไม่ค่อยน่าดูนัก ส่วนอาคารที่นิยมขึ้นไปชมวิวอีกแห่งแต่สูงรองลงไปหลายอันดับคือตึก Rockefeller หรือThe Rock ส่วนตึกสูงที่เป็นอันดับสองและจัดว่าเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมที่สวยงามอีกแห่งคือตึกไครสเลอร์ ที่เป็นสไตล์ Art Deco เช่นกัน


จากยอดตึกเอ็มไพร์สเตท มองลงไปทางใต้จะเป็นหมู่ตึกระฟ้าแน่นขนัด

อีกแห่งที่มาถึงนิวยอร์กแล้วพลาดไม่ได้คือเทพีเสรีภาพ หรือ Statue of Liberty ซึ่งอยู่บนเกาะเล็กๆของเธอโดยเฉพาะ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะแมนฮัตตันลงมาเล็กน้อย นั่งเรือจากท่าในสวน Battery Park ใต้สุดของเกาะราวสิบห้านาทีเท่านั้น แต่ที่ใช้เวลานานจริงๆคือตรวจค้นผู้โดยสารและสัมภาระที่จะขึ้นเรือเพื่อป้องกันการก่อการร้าย แถมที่เคยเปิดให้ขึ้นไปดูข้างในรูปปั้นเทพีเสรีภาพได้จนถึงส่วนหัวและมงกุฎ ก็ต้องจองตั๋วล่วงหน้าและตรวจเข้มอีกชั้นหนึ่ง ส่วน%E

  • Facebook
  • Twitter
  • Windows Live Favorites
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark

Comments are closed.