อ่านนิตยสาร D+plus ได้ฟรี ตามสถาบันการศึกษา ร้านกาแฟ ห้องสมุด และสถานที่ชั้นนำทั่วไป
Photo Know How

Smart English

Tech Tips

The Trip

Web Innovation

Home » The Trip

แบกเป้เที่ยวญี่ปุ่น แบบไม่ง้อทัวร์ ตอนที่ 2

นิตยสาร 27 ตุลาคม 2552 – 5:59 pm

วันที่สองของการเดินทางท่องญี่ปุ่น วันนี้ผมออกจากโอซาก้าแต่เช้า เพื่อเดินทางไปยังเมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่น คือ เกียวโต ซึ่งอยู่ห่างจากโอซาก้าไปเพียงแค่สี่สิบกว่ากิโล เมื่อคืนนอนดูพยากรณ์อากาศบอกไว้ว่า เช้าวันนี้อากาศจะแจ่มใส แล้วก็เป็นจริงดังคาด เช้านี้อากาศดี ผิดกับเมื่อวานมาก นับเป็นนิมิตรหมายอันดีเลยทีเดียว

การเดินทางจากโอซาก้าไปยังเมืองเกียวโตนั้น สามารถโดยสารรถไฟ JR ซึ่งสะดวกสบายแถมยังรวดเร็ว (มาก) ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเศษๆเท่านั้นเอง พูดถึงเรื่องการเดินทางในประเทศญี่ปุ่นแล้วก็สะท้อนใจ เพราะที่นี่เค้าวางระบบขนส่งมวลชนทั่วทั้งประเทศ เอาไว้ดีมากถึงมากที่สุด ตามสถานที่ท่องเที่ยวหรือแหล่งสำคัญๆ ต่างๆในเมืองใหญ่ จะมีรถไฟหรือรถไฟใต้ดินเข้าถึงตลอด

โดยสารรถไฟ-JR

นอกจากนี้ยังเชื่อมระหว่างตัวเมืองหรือตัวจังหวัด จากเหนือจรดใต้ทั่วทั้งประเทศ (ถึงขนาดเจาะอุโมงค์ให้รถไฟลอดใต้ทะเลไปยังอีกเกาะกันเลยทีเดียว) คนที่นี่จึงแทบไม่ต้องพึ่งรถยนต์ส่วนตัวกันมากเหมือนบ้านเรา แล้วอีกอย่าง ค่าใช้จ่ายในการมีรถยนต์ที่นี่แพงมาก ไม่ว่าจะเป็นการสอบใบขับขี่ หรือแม้กระทั่งค่าที่จอดรถยนต์คนญี่ปุ่นจึงไม่ค่อยนิยมซื้อรถยนต์ขับกัน นอกจากจะมีฐานะดีจริงๆ (บ้านเราน่าจะเอาอย่างมั่ง จะได้ลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนลง) เห็นแล้วก็นึกสะท้อนใจกับบ้านเมืองของเรา เมื่อไหร่หนอ ระบบขนส่งมวลชนในบ้านเราจึงจะพัฒนาอย่างเค้าบ้าง เอาง่ายๆขอแค่ให้รถไฟบ้านเราช่วยซ่อมบำรุงดีๆหน่อย ไม่ใช่วิ่งไปสองชั่วโมงจอดซ่อมอีกสี่ชั่วโมง

เอาล่ะ ระหว่างนั่งรถไฟจากตัวเมืองโอซาก้ามายังเกียวโต ผมก็ยึดที่นั่งติดหน้าต่าง นั่งมองวิวดูบ้านดูสวนไร่น่าข้างทางเพลินๆ แป๊บเดียวรถไฟก็มาจอดที่สถานีเกียวโตจุดหมายของเราแล้ว ทันทีที่เดินออกจากสถานีเกียวโตมา ผมรู้สึกได้ถึงความเป็นเมืองหลวงเก่าในอดีต ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่องหลายๆหลัง ที่เค้าอนุรักษ์รูปแบบเอาไว้ ไม่ค่อยมีตึกสูงหรืออาคารทรงทันสมัยมากเท่าที่โอซาก้า แถมเดินๆไปก็มักจะเจอศาลเจ้า หรือวัดแทรกตัวอยู่ข้างบ้านคน ไม่ก็ข้างตึกทรงทันสมัยแต่ก็ดูลงตัว สะอาดสะอ้าน แสดงว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ไม่ได้ถูกปล่อยปละละเลย เมื่อเอาของเก็บเข้าที่พักเสร็จ โปรแกรมทัวร์ก็เริ่มขึ้นทันทีแบบไม่ยอมให้เสียเวลา การเดินทางไปยังที่เที่ยวต่างๆในเกียวโตนี้ นิยมใช้บริการรถบัสครับ เนื่องจากรถไฟใต้ดินของเกียวโตจะครอบคลุมอยู่เฉพาะในตัวเมืองเท่านั้นเอง แต่ที่เที่ยวแต่ละที่ เช่น วัดวาอารามหรือศาลเจ้า จะอยู่ตามเชิงเขารอบๆเมือง ต้นทางของรถบัสก็จะอยู่ที่หน้าสถานีเกียวโตนั่นแหละ ผมซื้อบัตรรถบัสแบบ One-day Pass ซึ่งขึ้นรถบัสได้ไม่จำกัดจำนวนรอบ สายไหนก็ได้ ภายในหนึ่งวัน (แต่ต้องอยู่ในบริเวณที่กำหนด ถ้านั่งรถบางคันที่วิ่งออกไปไกลกว่าก็ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ไม่แพงมาก)
Golden-Pavillion

จุดหมายแรกของผมที่จะไปก็คือ ปราสาททองคิงคาคุจิ (Kinkaku) หรือปราสาททอง (Golden Pavillion) สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองเกียวโตที่โด่งดังไปทั่วโลก วันนี้ต้องไปดูให้เห็นกับตาว่าสวยเหมือนที่เห็นในภาพมั้ย ภายในวัดแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้เยอะมาก ถึงแม้จะมีแดดแต่ก็ดูร่มรื่น ไม่ยักกะร้อนเลยสักนิด ปราสาททองแห่งนี้

ปราสาททองคิงคาคุจิ

เดิมเป็นสถานที่ตากอากาศของ โชกุนโยชิมิสึ (Yoshimitsu) แห่งตระกูลอาชิคางะ ใครที่เคยดูการ์ตูนเรื่องอิคคิวซัง คงจำท่านโชกุนที่ชอบมาลองภูมิของอิคคิวซังบ่อยๆ ซึ่งก็คือท่านโยชิมิสึคนเดียวกันนี่แหละ (และในการ์ตูนก็มีภาพปราสาททองปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยๆ) ตัวอาคารสูง 3 ชั้น เคลือบด้วยสีทองจาก ทองคำเปลว มีรูปหล่อนกฟีนิกซ์เกาะอยู่บนยอด ตัวปราสาทตั้งอยู่กลางน้ำ ท่ามกลางสวนญี่ปุ่นซึ่งถูกจัดแต่งไว้อย่างสวยงาม เห็นตัวปราสาททองด้วยตาตัวเองแล้วต้องบอกว่าสวยงามมากมาย (ภาพถ่ายอาจไม่สวยเท่าของจริง แนะนำให้มาดูเองกับตา โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ร่วง จะสวยงามมาก)

ยอดปราสาททองคิงคาคุจิ
ผมใช้เวลาถ่ายภาพบริเวณปราสาททองและสวนรอบๆเพลินจนล่วงเลยถึงเวลาเย็น? อ้อ ลืมบอกไปว่า เลนส์มือสองที่ไปถอยมาจากโอซาก้า ทำงานได้ดีสมราคา ไม่ออกอาการงอแงให้เห็นเลย (ค่อยโล่งอกหน่อย ^^)
_DSC8679

สถานที่ต่อไปของเกียวโตที่อยากไปดูให้เห็นกับตาอีกที่หนึ่งก็คือ ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushii Inari Taisha Shirine) ซึ่งเคยเห็นภาพถ่ายจากหนังสือท่องเที่ยวมากมาย เพราะเป็นศาลเจ้าที่มีเสาโทริอิสีแดงนับหมื่นต้น เรียงรายกันเป็นอุโมงค์สีแดงยาวเป็นกิโลเลยทีเดียว ผมใช้เวลาช่วงที่ยังพอมีหลงเหลืออยู่ เดินถ่ายภาพ รอบๆศาลเจ้า เสาโทริอิสีแดงๆตัดกับเสื้อผ้าของคนที่เดินมาเที่ยวชมแล้ว สีสันดึงดูดตาจริงๆ นึกในใจอยากจะให้มีเกอิชาสวมชุดกิโมโนเดินลอดซุ้มโทริอิออกมาให้ถ่ายภาพ คงได้ภาพสวยงามไม่หยอก

ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ

แต่ตอนผมมาถึงคนไม่ค่อยมี เพราะเริ่มจะเย็นแล้วนี่สิ ดูแผนที่เส้นทางการเดินชมศาลเจ้าแล้วก็เริ่มลังเลว่าจะเข้าไปดูดีมั้ย เพราะระยะทางกว่าสี่กิโล แถมยังขึ้นเขาอีกกลัวจะกลับลงมาไม่ทัน มืดซะก่อน เดี๋ยวจะได้เจอผีญี่ปุ่นแทนเกอิชา แต่ด้วยความบ้าพลัง ไหนๆก็มาแล้วอยากไปดูให้เห็นกับตา ว่าถ้าเดินรอดเสาโทริอิเหล่านี้ไปเรื่อยๆ มันจะไปสุดทางที่ไหนนะ ก็เลยลองดูสักตั้ง ว่าแล้วก็เดินรอดเสาโทริอิไปตามทางเรื่อยๆ แรกๆก็ยังดีอยู่ เพราะอยู่ภายในตัววัด ยังพอมีคนเดินสวนไปมาให้อุ่นใจบ้าง แต่พอเดินลึกเข้าๆ เอ๊ะ ชักจะเริ่มเปลี่ยว จะหันหลังกลับก็กลัวไม่แมน ก็เลยทำใจดีสู้เสือ เดินต่อไปเรื่อยๆ (keep walking)

Fushii-Inari-Taisha-Shirine

ระหว่างทางก็เจอร้านขายของกิน ของที่ระลึกและศาลเจ้าเล็กๆแทรกอยู่เป็นระยะ เริ่มจะหายกลัวละ (แต่เหนื่อยแทน TT) กว่าผมจะเดินอ้อมเขากลับลงมาที่ทางเข้าวัดได้ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง ค่ำพอดี (แอบภูมิใจนิดๆ) ถ้าจะมาเดินเที่ยวที่นี่แนะนำว่าให้มาแต่เช้าๆและค่อยๆเดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆจะได้บรรยากาศดีกว่าครับ สรุปว่าผ่านไปหนึ่งวัน เที่ยวได้สองที่ ถึงวันนี้จะยังใช้บัตร One-day Pass ไม่คุ้ม แต่ก็ได้เที่ยวแบบอิ่มใจ (แต่ท้องหิว – -?)

บะหมี่ญี่ปุ่น

ผมกลับมาที่หน้าสถานีเกียวโต เพื่อหาของกิน เดินดูนั่นนิดนี่หน่อย กว่าจะกลับถึงห้องพักก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืน อาบน้ำแล้วรีบเข้านอน เพราะวันที่เหลือยังมีโปรแกรมทัวร์ที่อื่นๆในเมืองเกียวโตอยู่ในหัวอีกเต็มไปหมด (ไม่รู้ต้องใช้เวลากี่วันถึงจะเที่ยวได้ครบ)? ถึงแม้โปรแกรมท่องเที่ยวในญี่ปุ่นของผมยังไม่สิ้นสุด แต่สำหรับเรื่องราวการเดินทางของผมคงต้องจบลงเพียงเท่านี้ (เค้าให้เขียนแค่สองตอนเอง ง่ะ เศร้า TT)

รถโดยสารประจำทาง

ก็หวังว่าเรื่องราวประสบการณ์ท่องแดนปลาดิบสองตอนสั้นๆของผม คงจะพอเป็นกำลังใจให้กับคนที่กล้าๆกลัวๆ เลิกคิดจะง้อทัวร์ ออกเที่ยวเองแบบตามใจฉันกันไม่มากก็น้อยนะครับ จากประสบการณ์ของผมบอกได้เลยว่า เที่ยวญี่ปุ่นไม่ยาก ขอวีซ่าก็ไม่ยาก เดินทางก็ง่าย สะดวกสบาย คนญี่ปุ่นน่ารัก มีน้ำใจ บ้านเมืองและธรรมชาติสวยงามมากครับ รับรองว่าไปแล้วจะติดใจแน่นอน สำหรับฉบับนี้ ลาไปก่อน พบกันใหม่เมื่อมีโอกาส ซาโยนาระครับผม ;)

สาวน้อยญี่ปุ่นในชุดกิโมโน

บทความโดย : monotrendy

  • Facebook
  • Twitter
  • Windows Live Favorites
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark